รีเซต

สรุปรายได้หนังปี 2025 แต่ละสตูดิโอ ค่ายไหนครองบัลลังก์บ็อกซ์ออฟฟิศโลก

สรุปรายได้หนังปี 2025 แต่ละสตูดิโอ ค่ายไหนครองบัลลังก์บ็อกซ์ออฟฟิศโลก
Jeaneration
1 มกราคม 2569 ( 11:00 )
33

แล้วก็ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับปี 2025 ที่บอกเลยว่าวงการหนังทั่วโลกค่อนข้างหอบหืดขึ้นไม่น้อย เพราะภาพรวมในปีที่ผ่านมานั้น สัมผัสได้ชัดเจนว่ากระแสความนิยมในแง่ตัวเลขรายได้ค่อนข้างดร็อปลงไป โดยในปี 2025 บ็อกซ์ออฟฟิศโลกสะสมรายได้รวมไปทั้งสิ้นประมาณ 2.3 หมื่นล้านเหรียญ ที่ถือว่าลดลงไปจากตัวเลขราว ๆ 3 หมื่นล้านเหรียญ จากในปี 2024 ไปพอประมาณเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าสถานการณ์โลกจะไม่มีปัจจัยใด ๆ ที่มากระทบต่อภาพรวมการปล่อยผลงานหนัง แต่ดูเหมือนว่าทิศทางก็ยังถดถอยลงอย่างน่าสังเกต หรืออาจจะเป็นพฤติกรรมของผู้ชมที่เลือกเข้าโรงหนังน้อยลง และอดทนรอให้หนังเข้าฉายทางสตรีมมิงอย่างไม่รีบร้อนหรือเปล่า ถ้าใช่..นั่นก็เป็นสัญญาณที่น่าเป็นกังวลของวงการหนังทั่วโลกไม่น้อย

สำหรับในปี 2025 จบปีไปด้วยการมีหนังที่สามารถทำเงินแตะระดับพันล้านเหรียญได้ 3 เรื่อง ที่ถือว่าปริมาณเท่ากับในปี 2024 แต่ปรากฏว่ามีหนังฮอลลีวูด 2 เรื่องเท่านั้นที่ฝ่าด่านขึ้นมา โดยที่หนังที่ทำเงินสูงที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา กลายเป็นหนังแอนิเมชันจากจีนแผ่นดินใหญ่ อย่าง "Ne Zha 2" ที่ลอยลำรายได้ระดับ 2 พันล้านเหรียญ แบบที่ฮอลลีวูดไม่อาจจะต้านทานได้จริง ๆ

และก็ได้เวลาที่เราจะมาสำรวจความสำเร็จและผลลัพธ์ทางด้านรายได้หนัง ที่จะขอแบ่งความสำเร็จออกมาเป็นแต่ละสตูดิโอชั้นนำของฮอลลีวูด ว่าในช่วงปีที่ผ่านมานั้น สตูดิโอใดทำผลประกอบการของตัวเองได้ดีสักแค่ไหน?

อันดับที่ 1 - วอลต์ ดิสนีย์

รายได้รวม: 5,500 ล้านเหรียญ (โดยประมาณ)
จำนวนหนัง: 24 เรื่อง
เรื่องที่โดดเด่น: Zootopia 2 (1.430 พันล้านเหรียญ), Lilo & Stitch (1.038 พันล้านเหรียญ), Avatar: Fire and Ash (780 ล้านเหรียญ)
เรื่องที่น่าผิดหวัง: Tron: Ares (142 ล้านเหรียญ), Elio (154 ล้านเหรียญ), Snow White (205 ล้านเหรียญ), Thunderbolts* (382 ล้านเหรียญ)

ถือว่าเป็นที่ไม่ได้ดี..แต่ก็ไม่แย่ใด ๆ ของดิสนีย์ เพราะในท้ายที่สุดก็ผงาดรักษาตำแหน่งแชมป์สตูดิโอหนังที่ครองใจและโกยรายได้ได้ดีที่สุดต่อเนื่องอีกปี ต้องขอบคุณคอนเทนท์หนังเรท PG ที่โดนใจทุกคนในครอบครัว ทำให้ Zootopia 2 กับ Lilo & Stitch ฉบับไลฟ์แอคชัน กลายเป็น 2 หนังตัวแทนฮอลลีวูดที่ทำเงินแตะถึงพันล้านในปีนี้ และยังตามมาติด ๆ ก็คือ Avatar: Fire and Ash ที่กำลังจะทำเงินสู่หลักพันล้านได้เร็ว ๆ นี้ไปอีกเรื่องหลังปีใหม่นี้

แต่ดิสนีย์ก็มีสถานการณ์ที่สั่นคลอนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะคอนเทนท์หนังซูเปอร์ฮีโร่ในรอบปีนี้ ที่เอาเข้าจริง ๆ ส่งมา 3 เรื่องนี้ ก็ไม่มีเรื่องไหนที่พูดได้เต็มปากว่า..ปัง ขณะที่หนังเทพนิยายเจ้าหญิง Snow White ก็กลายเป็นการมอบผลลัพธ์ระดับหายนะให้กับสตูดิโอไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ พร้อมกับการหวนมาเข็นภาคใหม่ Tron: Ares ออกมาสู่จอใหญ่อีกครั้ง ก็ไม่ทรงพลังเพียงพอที่จะโกยเงินจากคนดู

อันดับที่ 2 - วอร์เนอร์ บราเธอร์ส

รายได้รวม: 4,000 ล้านเหรียญ (โดยประมาณ)
จำนวนหนัง: 13 เรื่อง
เรื่องที่โดดเด่น: A Minecraft Movie (958 ล้านเหรียญ), F1: The Movie (631 ล้านเหรียญ), Superman (616 ล้านเหรียญ), Sinners (367 ล้านเหรียญ)
เรื่องที่น่าผิดหวัง: Mickey 17 (133 ล้านเหรียญ), The Alto Knight (10 ล้านเหรียญ), One Battle After Another (205 ล้านเหรียญ)

นี่คือสตูดิโอที่แย่งซีนและแย่งซีน และโกงความตายมากได้สุด ๆ ในรอบปีนี้ กับการผลลัพธ์ออกมาได้ยิ้มกว้างมาก ๆ เพราะเริ่มต้นปีได้แบบร่อแร่ จนผู้บริหารเตรียมจะเขย่าโครงสร้างใหม่ยกชุด แต่เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ก็พลิกเกมมาเฟื่องฟูสุด ๆ ต่อเนื่องกันถึง 6 เดือน ไล่มาตั้งแต่ A Minecraft Movie, Sinners, Final Destination: Bloodlines, Superman, Weapons จนถึง The Conjuring: Late Rites

แต่ก็มีความผิดหวังที่น่าเสียที่เกิดขึ้นกับ Mickey 17 ที่ออกฉายเริ่มปีดได้แผ่วสนิท กับการปิดปีด้วย One Battle After Another หนังตัวเต็งรางวัลประจำปีนี้ ที่ทำเงินได้แบบเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ แต่เข้าข่ายน่าผิดหวังอยู่เพราะเป็นหนังที่ดันใช้ทุนสร้างค่อนข้างสูง โดยที่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา วอร์เนอร์ฯ ก็โกยซีนได้จัดจ้าน เพราะประเด็นการซื้อขายสตูดิโอให้กับเน็ตฟลิกซ์ ในดัลบันลือโลกนั่นเอง

อันดับที่ 3 - ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส

รายได้รวม: 3,000 ล้านเหรียญ (โดยประมาณ)
จำนวนหนัง: 28 เรื่อง
เรื่องที่โดดเด่น: Jurassic World: Rebirth (868 ล้านเหรียญ), How to Train Your Dragon (636 ล้านเหรียญ), Wicked: For Good (490 ล้านเหรียญ)
เรื่องที่น่าผิดหวัง: M3GAN 2.0 (39 ล้านเหรียญ), Wolf Man (34 ล้านเหรียญ), Him (28 ล้านเหรียญ)

เป็นสตูดิโอที่เต็มไปด้วยหนังภาคต่อและการรีบูตใหม่แทบจะตลอดทั้งปี นั่นจึงทำให้ยูนิเวอร์แซลในปีที่ผ่านมา อยู่ในขั้นรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ ไม่ปังมากแต่ไม่เจ็บตัวมาก โดยที่มาช่วยกอบกู้เอาไว้ได้ดีที่สุดก็คือคงจะเป็นละเลงสร้างใหม่ของจักรวาลจูราสสิค ที่ตอกย้ำชัด ๆ ว่าเฟรนไชส์นี้ยังไปต่อได้ดี ขณะที่การหยิบเอาแอนิเมชันมาสร้างเป็นไลฟ์แอคชันของสตูดิโอนี้ก็เวิร์กไม่น้อย ทำให้ตอนนี้มีเฟรนไชสหากินไปยาว ๆ อีกหลายปี

อย่างไรก็ตาม ยูนิเวอร์แซลก็ต้องเจอกับความแผ่วในคอนเทนท์ตัวเองอีกเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาสานต่อความเฟียซของหุ่นเอไอ ที่กลายเป็นหนังที่คนดูพากันเทมากที่สุดของปีนี้ หรือจะเป็นความพยายามสร้างหนังอสุรกายตีความใหม่ ๆ ก็ยังไม่ใช่คอนเทนท์ที่ถูกใจคนดูเท่าไหร่เช่นกัน

อันดับที่ 4 - โซนี พิคเจอร์ส

รายได้รวม: 1,300 ล้านเหรียญ (โดยประมาณ)
จำนวนหนัง: 28 เรื่อง
เรื่องที่โดดเด่น: Demon Slayer: Infinity Castle (664 ล้านเหรียญ), Chainsaw Man (153 ล้านเหรียญ), 28 Years Later (151 ล้านเหรียญ)
เรื่องที่น่าผิดหวัง: Caught Stealing (32 ล้านเหรียญ), A Big Bold Beautiful Journey (45 ล้านเหรียญ)

ส่วนบ้านนี้ก็เกือบหลับ..แต่กลับมาได้ ต้องขอบคุณก็ร่วมแจมจับมือทำการตลาดกับตลาดหนังอนิเมะในรอบปีนี้ของโซนี เพราะกลายเป็นการจับทางที่เหมาะเจาะ และยังสามารถพยุงสตูดิโอเอาไว้ได้ อันดับท็อปของค่ายนี้กลายเป็นหนังอนิเมะจากญี่ปุ่นที่นำมารับหน้าที่จัดจำหน่ายขายให้ทั่วโลก แต่กระนั้นในฝั่งหนังที่ผลิตเอง ก็ทำผลลัพธ์ออกมาอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ปังมาก แต่ก็ไม่บ้งอะไร จะมีผิดท่าไปเล็กน้อยบ้าง กับหนังฟอร์มดี Caught Stealing หรือ A Big Bold Beautiful Journey ที่จืดสนิท เรียกแขกไม่ได้เลย

อันดับที่ 5 - พาราเมาท์ พิคเจอร์ส

รายได้รวม: 1,000 ล้านเหรียญ (โดยประมาณ)
จำนวนหนัง: 12 เรื่อง
เรื่องที่โดดเด่น: Smurfs (124 ล้านเหรียญ), The Naked Gun (102 ล้านเหรียญ), Regretting You (90 ล้านเหรียญ)
เรื่องที่น่าผิดหวัง: Mission: Impossible – The Final Reckoning (598 ล้านเหรียญ), The Running Man (68 ล้านเหรียญ)

แม้จะพยายามแทรกตัวไปขอซื้อสตูดิโอยักษ์ใหญ่มาแล้ว..แต่เขาไม่เหลียวแล ทำให้ปีนี้ พาราเมาท์ เป็นค่ายที่มีซีนที่แปลกไม่เบา เพราะจัดได้ว่าเป็นปีที่ไม่ค่อยเวิร์ก และค่อนข้างเจ็บตัวไม่น้อย ด้วยการที่ไม่หนังทำเงินได้จัดจ้านเลยสักเรื่องเดียว ถึงแม้ว่า Mission: Impossible – The Final Reckoning จะเป็นหนังที่โกยเงินได้สูงที่สุดของค่ายในปีนี้ แต่ก็ยังได้ว่าเป็นหนังคว่ำสนิท ก็เพราะกว่าหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสูงเกินตัวระดับ 400 ล้านเหรียญ และรายได้ที่เก็บมาได้ยังทำให้ต้องเข้าเนื้ออยู่

อันดับที่ 6 - ไลออนส์เกต

รายได้รวม: 650 ล้านเหรียญ (โดยประมาณ)
จำนวนหนัง: 15 เรื่อง
เรื่องที่โดดเด่น: Now You See Me: Now You Don't (210 ล้านเหรียญ), The Housemaid (55 ล้านเหรียญ), The Long Walk (62 ล้านเหรียญ)
เรื่องที่น่าผิดหวัง: Ballerina (131 ล้านเหรียญ), Good Fortune (26 ล้านเหรียญ), Den of Thieves 2: Pantera (58 ล้านเหรียญ)

สตูดิโอหนังเกรดรอง ๆ อย่าง ไลออนสเกต์ ก็ยังตกอยู่ในภวังค์ความลุ่ม ๆ ดอน ๆ ต่อไป ปีนี้แทบจะผงาดหัวขึ้นมาผิวน้ำไม่ได้เลย เพราะเผชิญหน้ากับความบ้งในหลาย ๆ คอนเทนท์ ไล่มาตั้งแต่ความหวังขยายจักรวาลจอห์น วิก ใน Ballerina ที่แป้ก แม้กระทั่งหนังตลกคำวิจารณ์ดี Good Fortune ก็ไม่รอด

แต่อย่างน้อย ๆ ในช่วงปลายปีก็พอจะกลับมาฟื้นตัวได้นิดหน่อย จากการกลับมาสานต่อเฟรนไชส์อาชญากลใน Now You See Me: Now You Don't กลายเป็นหนังที่โกยเงินได้น่าพอใจทั่วโลกให้กับสตูดิโอ และปิดท้ายด้วย The Housemaid รีวิวเรียกได้โกยกระแสปากต่อปากจากคนดูได้ดี และกำลังโกยเงินฟื้นตัวให้กับค่ายหนังแห่งนี้อยู่ในตอนนี้

อันดับที่ 7 - A24

รายได้รวม: 450 ล้านเหรียญ (โดยประมาณ)
จำนวนหนัง: 20 เรื่อง
เรื่องที่โดดเด่น: Materialists (104 ล้านเหรียญ), Bring Her Back (39 ล้านเหรียญ), Eternity (30 ล้านเหรียญ)
เรื่องที่น่าผิดหวัง: The Smashing Machine (21 ล้านเหรียญ), The Legend of Ochi (5 ล้านเหรียญ), Death of a Unicorn (15 ล้านเหรียญ)

ปิดท้ายด้วยสตูดิโอหนังฟอร์มอินดี้ ที่กลายเป็นค่ายหนังเล็ก ๆ ที่สร้างสีสันให้กับบ็อกซ์ออฟฟิศได้ดีตลอดทั้งปี กับโปรแกรมหนังฟอร์มไม่ได้ใหญ่..แต่ดีต่อใจ ปีนี้พวกเขาผงาดด้วยคอนเทนท์หนังรอมคอม Materialists ที่กลายเป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวของค่ายนี้ที่ทำเงินแตะร้อยล้านเหรียญทั่วโลกได้สำเร็จ รวมทั้งหนังสยอง Bring Her Back กับหนัง Eternity ก็ทำผลลัพธ์ได้ดี เพราะทุนสร้างไม่ได้สูง แต่ความหวังรางวัลของ เดอะร็อก ใน The Smashing Machine กลายเป็นท่วงท่าที่ผิดคิวไปสักหน่อยของสตูดิโอนี้ในปีนี้

-------------------------------------

>> ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID <<

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย >> https://bit.ly/3xEgdAa