ในปีที่ซีรีส์ดราม่าต่างแข่งกันด้วยความเข้มข้นและพล็อตใหญ่โต เรื่องนี้เลือกเดิน “ทางตรงกันข้าม” อย่างชัดเจน เราต่างพยายามสุดใจ We Are All Trying Here ไม่ได้พยายามจะตื่นเต้นหรือขายฉากใหญ่ แต่เลือกเล่าเรื่องของคนธรรมดาที่กำลังพยายามใช้ชีวิตให้รอดในโลกที่ไม่เคยรอใคร https://www.instagram.com/p/DWVMI3OGDKk/ เราต่างพยายามสุดใจ (We Are All Trying Here) เรื่องย่อ “ฮวังดงมัน” ชายหนุ่มที่ฝันอยากเป็นผู้กำกับหนัง แต่เวลาผ่านไปนานนับสิบปี เขายังไม่มีผลงานของตัวเองเลยสักเรื่อง ในขณะที่คนรอบตัวก้าวหน้าไปไกล เขากลับยังติดอยู่กับจุดเดิม และเริ่มใช้ “ความมั่นใจปลอม ๆ” กลบความรู้สึกด้อยค่าภายในใจ ชีวิตของเขาเหมือนกำลังเดินอยู่ในวงจรเดิม ๆ จนกระทั่งได้พบกับโปรดิวเซอร์หญิงจากค่ายภาพยนตร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบคมในการอ่านบท ทั้งสองคนต่างมีบาดแผลในแบบของตัวเอง และการพบกันครั้งนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสะท้อนชีวิต ความล้มเหลว และการยอมรับตัวเอง รีวิว เราต่างพยายามสุดใจ (We Are All Trying Here) นักแสดง & การแสดง ชอบตอบที่พระนางทั้งสองตัวละครมาอยู่ในเฟรมเดียวกัน เคมีมันเลยไม่ใช่แบบโรแมนติกจัด ๆ หรือหวานชัดเจน แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัวจากคนที่เข้าใจความเจ็บของกันและกันมากกว่า ดูไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกว่ามันไม่ต้องพูดเยอะก็เข้าใจกันได้ และยิ่งเงียบเท่าไหร่ กลับยิ่งรู้สึกจริงมากขึ้นเท่านั้น https://www.instagram.com/p/DW76qZngJt-/ Koo Kyo-hwan ในบทฮวังดงมัน ถ่ายทอดออกมาแบบเงียบแต่กดดันจริง ๆ เขาไม่ต้องใช้การแสดงอารมณ์ใหญ่โตอะไรเลย แต่ใช้ความนิ่ง สายตา และจังหวะการหยุดของตัวละครในการเล่าเรื่องแทน ความรู้สึกเหนื่อยล้า ความไม่มั่นใจ และความพังเงียบ ๆ ข้างในมันค่อย ๆ ไหลออกมาผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับสะกดคนดูได้อยู่หมัด ด้าน Go Youn-jung ในบทโปรดิวเซอร์หญิง ก็ไม่ได้ถูกวางให้เป็นตัวละครที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือช่วยชีวิตใคร แต่เป็นคนที่มีรอยร้าวของตัวเองเหมือนกัน การแสดงของเธอจะนิ่ง ๆ แต่มีน้ำหนัก ใช้แววตาและการเว้นจังหวะในการสื่ออารมณ์มากกว่าคำพูด ทำให้ตัวละครดูมีความเป็นมนุษย์จริง ๆ ทั้งเข้มแข็ง ทั้งเปราะบางในเวลาเดียวกัน https://www.instagram.com/p/DW76Z5zDcN2/ ธีมหลักของเรื่อง เรื่องนี้ไม่ได้เล่าเพื่อให้รู้สึกฟินหรือสะใจ แต่เน้นให้รู้สึกตาม แก่นหลักคือ ความฝันและความเป็นจริง เรื่องของความสำเร็จและความล้มเหลว การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น การยอมรับความธรรมดาของชีวิต “ถ้าเราไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวัง ชีวิตเรายังมีค่าอยู่ไหม?” ส่วนตัวชอบที่โทนเรื่อง & การเล่าเรื่อง เป็นจังหวะเนิบ ช้า แต่ตั้งใจเน้นสภาพจิตใจตัวละครมากกว่าพล็อต หลายฉากแทบไม่มีบทพูด แต่เต็มไปด้วยความหมาย สิ่งที่เด่นคือซีรีส์ทำให้ความเงียบกลายเป็นอารมณ์หลักของเรื่องได้ดีมาก ภาพเรียบง่าย แต่มีความหม่นและอบอุ่นปนกัน ฉากเมืองใหญ่ให้ความรู้สึกเหงา แม้อยู่ท่ามกลางผู้คนการจัดแสงช่วยสะท้อนอารมณ์ตัวละครได้ดีมาก https://www.instagram.com/p/DWno1MZmC5c/ รีวิว / ความคิดเห็นส่วนตัว แอบบ่นก่อนเลยว่าเป็นซีรีส์ที่เรื่องเดินช้ามาก คือดูแล้วมันหน่วง ๆ ในใจเหมือนชีวิตที่ไม่ได้มีจุดพีคเลยเหนื่อยเรื่อย ๆ 555 แต่สิ่งที่ชอบเลยคือมันสมจริงมาก ไม่มีการขายความสำเร็จสวยหรู ตัวละครทุกคนคือคนที่กำลังพังในแบบเงียบ ๆ แต่ยังต้องลุกขึ้นไปทำงานต่อทุกวัน มันเลยทำให้รู้สึกว่าเรื่องนี้เหมือนชีวิตจริงมากกว่าซีรีส์ เคมีออกแนวพ่อหนุ่มลูสเซอร์กับแม่สาวไมโครเวฟ ตัวละครที่ต้องขอพูด (บ่น) ถึงเลยคือพระเอก แบบดูแล้วหงุดหงิดอึดอัดของจริง คือเข้าใจเลยว่าทำไมหลายคนจะไม่ชอบ เพราะเป็นพลังเชิงลบมาก แล้วไม่ใช่แค่เก็บไว้คนเดียว แต่ปล่อยใส่คนอื่นด้วย ฟีลคือคนที่อยู่ในวงการมานานมาก พยายามมาหมดแล้วแต่ไม่เคยถูกเลือก ชีวิตมันเลยสะสมทั้งความน้อยใจ ความอิจฉา และความไม่มั่นใจ จนกลายเป็นคนปากแรง ใส่คนอื่นแบบไม่สนสี่สนแปด ดูแล้วมันจะมีโมเมนต์แบบอีหยังวะแบบนี้ก็ได้เหรอตลอด แต่นั่นแหละ ส่วนตัวคิดว่ามันคือจุดแข็งของเรื่องที่เขาต้องการจะสื่อ เพราะมันเรียลมากและคนแบบนี้ก็มีอยู่จริง ซึ่งก็ถือว่าพระเอก Koo Kyo-hwan เล่นดีทำถึงมากแสดงดีมากจนเราอิน(เกิน) คำเตือนก่อนดู คือเรื่องนี้ไม่ใช่สายบันเทิง ไม่ใช่สายฟีลกู้ด และพระเอกก็ไม่ใช่คนที่คุณจะรักทันทีด้วย เพราะงั้นถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน555 ถ้าดูไหวแล้วเปิดใจได้ ก็ขอแนะนำเลยเพราะมันคือซีรีส์ที่ให้ข้อคิดทั้งในแง่ชีวิตและนิสัยคนได้ดีเลยค่ะ เราต่างพยายามสุดใจ We Are All Trying Here เป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องชีวิตคนธรรมดาแบบลึกมากเน้นอารมณ์มากกว่าพล็อต https://www.instagram.com/p/DXOyMUkmHDf/?img_index=1 เครดิตภาพ @jtbcdrama ภาพปก ภาพประกอบ 1/2/3/4/5 ดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !