ก่อนมรณาจะมาถึง (Our time is limited) โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) เป็นผลงานที่เกิดจากสิ่งที่ได้พบเห็นจากประสบการณ์ของพระนักเทศน์ว่าหลายคนพลาดทำสิ่งที่ทำให้ตนเองต้องเสียใจภายหลัง ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวจากไปเร็วอย่างกะทันหันโดยไม่ได้เตรียมตัวเรื่องนี้มาก่อน ยังไม่เคยได้พาบุพการีไปเที่ยวเลย ส่วนหนึ่งคนไทยมีค่านิยมเรื่องการไม่พูดถึงเรื่องความตาย เพราะรู้สึกกลัวว่ามันอัปมงคล กลัวว่าพูดไปแล้วมันจะเกิดขึ้นกะทันหัน แต่สุดท้ายก็ยังมีคนเตรียมตัวเรื่องนี้ไม่ดีพอ แม้แต่คนรุ่นหลังก็พลาดเรื่องนี้ไปอย่างน่าเสียดาย ความรู้ความประทับใจในมุมมองขแงครีเอเตอร์ 1.ในวันฌาปนกิจซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเราจะมีการวางดอกไม้จันทน์...ทําไมต้องวางดอกไม้จันทน์ ? เพราะดอกไม้จันทน์มีความหอม เป็นปริศนาธรรม เราวางดอกไม้จันทน์เพื่อสื่อว่าคนนั้นหอม เป็นสิ่งต้องการเตือนเราว่า สิ่งที่หอมได้ไกลที่สุด คือหอมด้วย คุณงามความดี จึงมีดอกไม้จันทน์เป็นสื่อสัญลักษณ์ 2.คนที่รําลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก ได้ชื่อว่า เป็นคนไม่ประมาท เพราะเมื่อเรารําลึกถึงความตาย สิ่งนี้จะสอน จิตว่า เดี๋ยวจะตายนะ ดูแลพ่อแม่หรือยัง กินข้าวกับพ่อแม่ครั้ง สุดท้ายตอนไหน ปีหนึ่งให้เวลาพ่อแม่กี่วัน เคยเข้าครัวทําอาหารให้พ่อแม่กินไหม พอคนเรานึกถึงความตายขึ้นมาจะคิดแล้วว่า อะไรดีๆ ที่ควรทํา แล้วเราทําหรือยัง ได้แบ่งเวลาให้กับลูกและ ภรรยาหรือสามีบ้างไหม เมื่อเรารําลึกถึงความตายปั๊บ เรื่องไร้สาระจะหายไปจากชีวิต 3.เมื่อเรารําลึกถึงความตาย จะทําให้เราตื่นตัวและ ไม่ประมาท เมื่อตื่นตัวแล้วเราจะไม่ประมาทใน ๕ ฐานะ คือไม่ประมาทในชีวิตว่าจะยืนยาว,ไม่ประมาทในวัยว่ายังหนุ่มยังสาว,ไม่ประมาทในสุขภาพว่ายังแข็งแรง,ไม่ประมาทในเวลาว่ายังมีอยู่มาก,ไม่ประมาทในการทําคุณงามความดีว่าคุณงามความดีนี้ เอาไว้ก่อน วันหลังค่อยทำ 4.เมื่อเรามาพิจารณาดูวันเวลาในชีวิตของเรานั้นเหลือน้อย และมันก็น้อยมาตลอด แต่เข้าใจผิดคิดว่ามันมาก" เราได้เปรียบเทียบเวลาในชีวิตดังหนึ่งสาวทอผ้าไหมดึงด้ายออกมาแล้วก็ทอผ้าไปเรื่อยๆ ทุกๆ ครั้งที่ด้ายถูกดึงมาเพื่อทอผ้าเป็นผืน ด้ายก็จะหดลงๆ แต่ทุกครั้งที่ทอดตามองไปยังหลอดด้ายก็ยัง รู้สึกว่าด้ายเหลือเยอะอยู่ ก็เลยดึงด้ายมาทออย่างไม่บันยะบันยัง ทอไปๆ จู่ๆ ด้ายก็หมดลง ด้ายหมดเร็วกว่าที่คิด แต่ที่เห็น ว่าด้ายยังเหลือเยอะ แท้ที่จริงมันหลอกตา ไม่ใช่ว่าด้ายมีเยอะ ด้ายมีนิดเดียว แต่แกนหลอดด้ายมันใหญ่ ด้ายที่พันอยู่ที่ แกนด้ายนั้นจึงดูเหมือนเยอะ เราถูกหลอก นี้คือมายาการของหลอดด้าย 5.เราถูกมายาการของหลอดด้ายหลอกลวงว่าด้ายยังมีอีกมาก เราก็จึงทอด้ายนั้นอย่างไม่บันยะบันยัง และใช้ด้ายนั้น อย่างสุรุ่ยสุร่ายโดยไม่ระมัดระวัง มารู้สึกตัวเอาเมื่อสาย เมื่อด้ายหมดไปแล้ว ฉะนั้นวันเวลาในชีวิตของเราก็เป็นดังด้วย เส้นหนึ่งที่เราดึงมาใช้ คนที่ใช้อย่างไม่ระมัดระวังก็จะพร่าผลาญ เวลาของตัวเองไปอย่างรวดเร็ว รู้สึกตัวอีกทีหนึ่งก็แก่เฒ่าชรา เจ็บไข้ได้ป่วย พอมารู้ว่าเวลาเหลือน้อย รูปร่างสังขารไม่อํานวย ให้โดยสาร ลุกก็โอย นั่งก็โอย จะประพฤติปฏิบัติธรรมก็รู้สึก อึดอัดขัดข้องไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง พอเฒ่าชะแลแก่ชราเพิ่งมา ตกผลึกว่าอะไรคือสิ่งสําคัญที่สุดในชีวิต แต่กว่าจะรู้ตัวเองก็เป็น ดั่งพระอาทิตย์ใกล้อัสดง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะไปหลงติดอยู่ในมายาการของหลอดด้ายนั่นเอง 6.โบราณท่านจึงสอนว่า 4 คนหาม 3 คนแห่ 2 คนนั่ง แคร่ 1 คนพาไป ชีวิตมีแค่นี้.......... 4 คนหาม คือดินน้ำลมไฟประกอบกันขึ้นมาเป็นอัตภาพ ร่างกายของเราเรียกว่า ชีวิต 3 คนแห่ คือชีวิตนี้ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งใดเกิดขึ้นมา สิ่งนั้นแตกดับ 2 คนนั่งแคร่ คือบุญกับบาป คนพาไป คือจิตดวงสุดท้าย เป็นจิตที่สั่งสมพลังกรรม ทั้งหมด เป็นจิตดวงสุดท้ายที่จะกําหนดชะตากรรมของเราในภพ ใหม่ ชีวิตมีแค่นี้ ฉะนั้นเลิกบอดใบ้เลิกเมามัวเลิกหมกมุ่นใน สิ่งของซึ่งเป็นเปลือกผิวของชีวิต แล้วทุ่มเทวันเวลาให้กับสิ่งที่เป็นแก่นสารของชีวิตก็พอ 7.พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า หากจิตผ่องใสมีหวังไปสุคติ หากจิตเศร้าหมองมีหวังต้องไปทุคติ ฉะนั้น เราควรฝึกหัดปฏิบัติตนให้มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ มีความตายมาพราก เราจะได้มุ่งหน้าไปสู่สุคติ 8.การไปสู่สุคติหรือทุคติเป็นเรื่องที่เราต้องบริหารจัดการกันเอง ฝากไว้ให้ใครทำแทนเราไม่ได้ ในงานศพของเราต่อให้มีพวงหรีดนับพันเขียนไว้ว่าจงไปสู่สุคติ ก็ขอให้รู้ไว้ว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร บุญที่เราทำ กรรมที่เราสร้าง สิ่งนั้นต่างหากที่จะนำพาเราไปสู่สุคติหรือทุคติ 9.แม้แต่กับพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรง ค้นพบสัจธรรม พระองค์ผู้ทรงค้นพบกฎนั้น พระองค์ก็ยังคง งู ตกอยู่ในกฎนั้นเช่นเดียวกันกับคนทั่วไป กฎที่ว่านั้นก็คือกฎ พระไตรลักษณ์ ซึ่งประกอบไปด้วย 1.อนิจจัง คือ ไม่เที่ยง 2.ทุกขัง คือ เป็นทุกข์ 3.อนัตตา คือ ไม่มีตัวไม่มีตน มีความผันผวนปรวนแปร ไปเป็นธรรมดา อนิจจตา ทุกขตา และอนัตตา คือ กฎแห่งไตรลักษณ์ ที่จะเกิดกับเราทุกคน กับสรรพสิ่งประดามีทั้งหลายในสากลโลกนี้ โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราจึงควรเตือนจิต สะกิดใจว่า วันหนึ่งสัจธรรมสุดท้ายนี้จะเกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอน ดังนั้นเราจงดํารงชีวิตด้วยความไม่ประมาท 10.พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรามองว่า ความตายนั้นเป็น ธรรมชาติอันเป็นธรรมดา ในบทอภิณหปัจจเวกขณ์ 5 แปลว่าบทที่เราควรพิจารณาเนืองๆ ทุกๆวัน 5 ประการ พระพุทธองค์ได้ตักเตือนเอาไว้อย่างนี้ว่า..เราควรพิจารณาเนืองๆ ถึงธรรมดาของชีวิต 5 ประการ • เรามีความแก่เป็นธรรมดา • เรามีความเจ็บหรือป่วยเป็นธรรมดา • เรามีความตายเป็นธรรมดา • เรามีความพลัดพรากจากคนรักและของรักเป็นธรรมดา • เรามีกรรมที่จะต้องรับผลแห่งการกระทําของเรา ซึ่งเราทําเอาไว้ไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ตามเป็นธรรมดา 11.การตายหรือการปรินิพพานของพระพุทธองค์นั้นมี 2 แบบคือ • กิเลสนิพพาน กิเลสตายที่ใต้ต้นโพธิ์ ตอนที่พระองค์ตรัสรู้ • ขันธนิพพาน รูปร่างสังขารแตกดับที่ใต้ต้นสาละคู่ ณ สาลวโนทยาน พระพุทธองค์ได้ตักเตือนพวกเราว่า ก่อนที่พวกเราจะ ตายจริงๆ นั้น เราควรจะตายเสียก่อนตาย ทําอย่างไร เราต้องศึกษาให้เข้าใจสัจธรรมของชีวิตอย่างลึกซึ้งทั้งในเชิงความรู้และในเชิงปฏิบัติ คือ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไปจนเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถึงความไร้แก่นสารของชีวิต ซึ่งประกอบด้วยรูปกับนาม 12.ชีวิตนั้นโดยตัวมันเองไม่มีแก่นสาร ไม่มีตัวกูของกูให้ ยึดติดถือมั่น ทั้งในเชิงวัตถุและในเชิงจิตวิญญาณ แต่คนทั้งโลก มีความยึดติดถือมั่นว่าชีวิตนี้เป็นของเรา ตัวตนนี้เป็นตัวเรา และ จิตวิญญาณของเรานี้เป็นจิตวิญญาณที่เที่ยงแท้ถาวร เมื่อเราตาย แล้วจะต้องวนไป คนนี้แหละทํากรรม คนนี้แหละจะต้องไปรอรับกรรมในภพโน้นในชาตินั้นอีก นี่เป็นทัศนคติแบบสัสสตทิฏฐิ คือ มองว่ามนุษย์คนเดียวกันนี่แหละที่ไปเวียนเกิดเวียนตาย ไม่จบไม่สิ้น อันนี้เป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง 13.พระพุทธองค์ทรงสอนการเจริญสติไว้หลายรูปแบบ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคประมวลไว้ว่ามีมากกว่า 40 รูปแบบ ดังมีชื่อเรียกว่า กรรมฐาน 40 และหนึ่งในกรรมฐาน 40 นี้ ก็มีการเจริญสติโดยใช้ “ความตาย” มาเป็นอุบายในการภาวนา ด้วย การเจริญสติโดยนําเอาสัจธรรมสุดท้ายของชีวิตอย่างความตายมาเป็นเครื่องมือในการภาวนานี้มีชื่อเฉพาะว่า มรณัสสติภาวนา หรือ มรณานุสติ แปลว่า การเจริญสติโดยการรําลึกถึง ความตายเป็นอารมณ์ 14.การเจริญมรณัสสติภาวนานั้นมีวิธีรําลึกหลายอย่างต่าง ประการ ในที่นี้ขอแนะนําแบบง่ายๆ ที่นําไปใช้ได้เลยมีดังต่อไปนี้ รําลึกถึงสัจธรรมของชีวิต ๕ ประการ 1. ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า “เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นความแก่ไปได้” 2. ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า “เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นความเจ็บไปได้” 3. ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า “เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้ 4. ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า “เรามีความพลัดพรากจาก คนรัก ของรัก เป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นความพลัดพราก ไปได้ 5. ควรพิจารณาเนืองๆ ว่า “เรามีกรรมเป็นสมบัติของตน เราทํากรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม จักต้องเป็นทายาทของกรรมนั้น ความตายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกคนแน่นอน แต่ระหว่างที่เรากำลังใช้ชีวิตประจำวัน เรากังวล เรากลัวเรื่องการเติบโตในหน้าที่การงาน การหาเงินมากกว่า เราคิดว่าเรายังไม่พร้อม เรายังต้องดิ้นรนในเรื่องทางโลก กลายเป็นว่าเราลืมคนในครอบครัว ลืมว่าเวลาเหลือน้อยลงไปทุกที การที่เราจะประสบความสำเร็จให้มั่นคงก่อนจึงสายเกินไป ฉะนั้น เราไม่ต้องรอ เราทำสิ่งที่อยากให้คนในครอบครัวเลย แม้ว่ามันอาจไม่สมบูรณ์พร้อม แต่เราก็ถือว่าได้แบ่งเวลาทำอะไรให้คนที่เรารักแล้ว เครดิตภาพ ภาพปก ภาพที่ 1 2 โดยผู้เขียน ภาพที่3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ รู้ก่อนตาย ไม่เสียดายชาติเกิด รีวิวหนังสือ จะเชื่อตอนเป็นหรือเห็นตอนตาย รีวิวหนังสือ เคล็ดลับจากพระพุทธเจ้าเรื่องเงิน เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !