รีเซต

สื่อดังชำแหละเบื้องหลัง "Supergirl" ที่นำสู่ความล้มเหลวทางรายได้และกระแสรีวิว..อีกครั้งของดีซี

สื่อดังชำแหละเบื้องหลัง "Supergirl" ที่นำสู่ความล้มเหลวทางรายได้และกระแสรีวิว..อีกครั้งของดีซี
Jeaneration
7 กรกฎาคม 2569 ( 11:00 )
17

"Supergirl" ได้กลายเป็นอีกหนึ่งผลงานตราบาปให้กับสตูดิโอดีซี ที่น่าจะค่อนข้างเป็นทางการแล้ว เพราะล่าสุดหนังเพิ่งจะเก็บสะสมยอดรายได้ทั่วโลกแตะหลักร้อยล้านเหรียญไปเท่านั้น หลังจากเข้าฉายเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 สถานการณ์ตัวเลขรายได้บนบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกก็มาในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือปรากฏการณ์คนดูเท เพราะยอดเทียบระหว่างสัปดาห์ตกฮวบระดับ -70% ในหลายพื้นที่ ทำให้หนังที่ใช้ทุนสร้างสูงถึง 170 ล้านเหรียญ น่าจะต้องขาดทุนไม่ต่ำกว่าร้อยล้านขึ้นไป กลายเป็นอีกครั้งที่หนังฮีโร่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก

ล่าสุด The Hollywood Reporter ได้ทำสกู๊ปรายงานข่าวพิเศษที่เจาะลึกเกี่ยวกับเบื้องลึกเบื้องหลังที่นำมาสูความล้มเหลวในหลาย ๆ ด้านของ Supergirl ที่สืบเสาะเบาะแสมาจากแหล่งข่าววงในและบุคลากรที่ข้องเกี่ยวกับโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่เริ่ม ที่พวกเขาต่่างพูดคล้าย ๆ กันว่า หนังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ไกลแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะล้มเหลวได้รุนแรงระดับนี้ และนี่คือการวิเคราะห์ในแต่ละส่วนที่นำไปสู่ความล้มเหลวของหนัง Supergirl ครั้งนี้

แนวคิดสร้างสรรค์ทีมผู้สร้างที่ไม่ตรงกัน

แหล่งข่าวอ้างว่า เจมส์ กันน์, ปีเตอร์ ซาฟราน และผู้กำกับหนัง เกร็ก กิลเลสบี้ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับงานกำกับ และหนังก็เผชิญหน้่ากับแนวคิดที่ว่าจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ หลังจากถ่ายทำเสร็จและเข้าสู่กระบวนการตัดต่อหลังการถ่ายทำ มีข้อมูลว่าจากการลองฉายรอบทบลองหลาย ๆ ครั้งของ Supergirl ให้กับผู้บริหารและคนวงในได้ชมเบื้องต้น ไม่มีครั้งไหนที่หนังจะได้คะแนนฟีดแบกเฉลี่ยได้มากกว่า 60 คะแนน สะท้อนให้เห็นชัดว่าพวกเขาอาจจะมีความคิดเห็นด้านความคิดสร้างสรรค์ในการงานสร้างเรื่องคนละทิศทาง แต่ใด ๆ ก็แหล่งข่าวอีกแหล่งออกมาโต้แย้งว่า ประเด็นความขัดแย้งทางแนวคิดระหว่างทีมผู้สร้างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในขั้นตอนการสร้างหนังอยู่แล้ว เพราะพวกเขาต่างต้องการให้ผลงานออกมาดี เจมส์กับปีเตอร์ ต่างเคารพและนับถือฝีมือการกำกับของเคร็ก ที่มีผลงานเป็นที่รู้จักจากการกำกับ มาร์โกต์ ร็อบบี้ ใน I, Tonya จนส่งให้เธอได้เข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว

สตูดิโอหนังเข้ามาลุยถ่ายซ่อมใหม่

ขณะที่มีอีกเบาะแสบอกว่า ภายหลังจากการถ่ายทำหนังเสร็จในช่วงกลางปี 2025 เมื่อตัดต่อและมีการฉายรอบทดลองแล้ว และมีเกณฑ์อยู่น่าในระดับพอใจได้ ทำให้สตูดิโอหนังได้เข้ามาจัดการ ดูแลควบคุมการผลิตและตัดต่อหนังใหม่อีกครั้ง พร้อมกับดึงด้วย เจเรมี สเลเตอร์ มือเขียนบทคู่ใจที่ร่วมงานกับ เจมส์ กันน์ มาบ่อยครั้ง ลงมาช่วยขัดเกลาในช่วงขั้นตอนหลังการผลิตด้วย แต่ไม่แน่ชัดว่าขอบเขตที่เขามารับหน้าที่นั้นอยู่ในจุดใด แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะเขียนบทเสริมใหม่สำหรับใช้ในการถ่ายทำซ่อม เป็นเวลา 9 วัน เมื่อช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา โดยที่ อนา โนกิเอร่า มือเขียนบทหนังดั้งเดิมยังคงได้รับเครดิตในส่วนนี้เพียงคนเดียว และเธอก็มีส่วนร่วมในการปรับแก้ในกระบวนการหลังการผลิตด้วยเช่นกัน แหล่งข่าวบอกว่าหนึ่งในซีนที่เสริมเข้าไปใหม่จากต้นฉบับ ก็คือฉากไคลแม็กซ์ช่วงท้ายเรื่องดังกล่าว

การเลือกเพลงประกอบยังเป็นประเด็น

แม้แต่ประเด็นการเลือกใช้เพลงประกอบหนังก็ยังเกิดปัญหาถกเถียงกันยกใหญ่ เป็นที่ทราบกันดีว่ารสนิยมในหนังจากฝีมือการอำนวยการสร้างของเจมส์ กันน์ มักจะโดดเด่นด้วยการคัดเลือกเพลงดังในอดีตมาใช้ ซึ่งเขาก็เคยปังมาก ๆ มาแล้วกับหนังชุด Guardians of the Galaxy ทำให้ เคร็ก กิลเลสบี้ อยากจะใช้เสน่ห์ตรงนี้มาใส่เอาไว้ในหนังด้วย เขาได้แรงบันดาลใจมาจากตอนทำหนัง Cruella ให้กับดิสนีย์ ที่หยิบเอาเพลงแนวพังก์ร็อกใส่เข้ามา แต่ผลลัพธ์จากการฉายรอบทดลองประมาณ 4 รอบ มีคอมเมนท์เกี่ยวกับเรื่องเพลงทุกครั้ง จากข้อมูลพบว่าหนังเลือกใช้เพลง The Middel ของ Jimmy Eat World ในทีแรก ก่อนจะได้รับฟีดแบก และเปลี่ยนเป็นเพลง Girls Just Want to Have Fun ของ ซินดี้ ลาวเพอร์ ที่เป็นเพลงที่ เจมส์ กันน์ เลือก แต่ในท้ายที่สุดก็กลับไปใช้เพลงของ Jimmy Eat World

หนังฉบับตัดต่อ 2 เวอร์ชันได้มาแบทเทิลกัน

Supergirl ลงเอยด้วยการแบทเทิลตัดต่อหนังออกมาเป็น 2 เวอร์ชัน จะเห็นว่ามีชื่อเครดิตมือตัดต่อหนังถึง 2 คนในหนังเรื่องนี้ นั่นก็คือ ทาเทียนา เรเกิล ที่เป็นคู่หูมือตัดต่อของเคร็ก กิลเลสบี้ มาอย่างยาวนาน กับอีกคนก็คือ เฟรด แรสกิน มือตัดต่อที่คุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับเจมส์ กันน์ มาในหลาย ๆ ผลงาน ทั้งคู่แยกตัดต่อกันเป็นฉบับกิลเลสบี้และฉบับสตูดิโอหนังบริหาร จากนั้นก็นำของทั้งสองเวอร์ชันมาเปรียบเทียบกัน โดยแหล่งข่าววงในที่ได้มีโอกาสสัมผัสการชมทั้งสองเวอร์ชันนั้น บอกว่า ฉบับของกิลเลสบี้ จะมีความยาวกว่าประมาณ 10 นาที และมีซีนตัวร้าย เคร็ม มากขึ้นมากว่าเวอร์ชันสตูดิโอหนังบริหาร แต่ปรากฏว่าคะแนนความพอใจของผู้ชมลดลงไปอีก แต่ในท้ายที่สุดแล้ว มีข้อมูลว่าสตูดิโอได้เลือกเวอร์ชันตัดต่อใหม่ ที่เฉือนชนะเวอรชันกิลเลสบี้ไปแค่ 2 คะแนน เป็นฉบับสุดท้ายในการส่งลงโรงฉาย ทั้งที่ความแตกต่างแทบไม่ค่อยต่างกัน

ความล้มเหลวของ Supergirl ครั้งนี้ ถือว่าค่อนข้างสั่นคลอนบัลลังก์การบริหารของ เจมส์ กันน์ กับ ปีเตอร์ ซาฟราน แม้ว่า เจมส์ ยังคงเป็นเพียงคนเดียวที่รังสรรค์ผลงานของดีซีได้ค่อนข้างดีใช้อยู่จนถึงตอนนี้ แต่แนวทางบริหารของเขาก็ยังไม่สามารถส่งเสริมทิศทางคอนเทนต์ต่าง ๆ ในค่ายได้ดีเท่าที่ควร ยังไม่แน่ชัดว่าระยะเวลาสัญญาบริหารของพวกเขาจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แหล่งข่าวบางแหล่งบอกว่าอาจจะเป็นปลายปี 2027 ที่จะถึงตอนนั้น ผลงานภายใต้การดูแลสร้างของพวกเขา อย่าง Clayface, Man of Tomorrow หรือ The Batman: Part 2 ก็น่าจะปล่อยฉายออกไปหมดแล้ว นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้บริหารดีซียุคใหม่ค่อย ๆ ผลิต และไม่รีบรีอนให้ไฟเขียวสร้างโปรเจกต์ใหม่ ๆ เพราะต้องการหยั่งเชิงดูสถานการณ์ก่อนนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม Supergirl ยังเต็มไปด้วยอีกหลากหลายปัจจัยที่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดเป็นความล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็น ความเหมาะสมเกี่ยวกับการสวมบทบาทนำของดาราสาวหน้าใหม่ มิลลี่ อัลค็อกซ์ รวมทั้งแนวการการกำกับที่ไม่เฉียบคมพอของเคร็ก กิลเลสบี้ หรืออาจจะเป็นปัญหาการวางแผนทางการตลาดและประชาสัมพันธ์หนัง ไม่แน่ก็อาจจะเป็นเพราะหนังใช้ทุนสร้างสูงเกินไป และการเปิดตัวหนังในช่วงกลางซัมเมอร์ อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ที่แน่ ๆ ก็บ่งได้อย่างหนึ่งว่า หนังฮีโร่ไม่ใช่คอนเทนต์หลักที่คนดูหนังนิยมอีกต่อไปในยุคนี้ ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งให้ความคิดเห็นว่า คนเจน Z สมัยนี้แทบไม่สนใจหนังฮีโร่เลย แต่กลับมีแต่คนเจน Y เท่านั้นที่ยังแคร์หนังพวกนี้อยู่

-------------------------------------

>> ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID <<

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย >> https://bit.ly/3xEgdAa