คิดว่าถ้าพูดถึง Taylor Swift ทุกคนน่าจะรู้จักกันอย่างแน่นอนจากสาวน้อยเพลงคันทรี่สู่ป๊อปสตาร์ที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งที่รู้ๆกันว่าเธอได้ปล่อยอัลบั้มชุดที่ 7 ที่ชื่อว่า Lover ในอัลบั้มนี้เราจะเห็นความสดใสที่เธอต้องการให้อัลบั้มชุดนี้สามารถเข้าถึงคนทุกวัยไม่อยากให้ดาร์กหรือเปลี่ยนแนวจนเกินไปไปเหมือนอัลบั้มก่อน reputation ด้วยวัยที่โตขึ้นความสามารถในการแต่งเพลงและประสบการณ์มากมายในวงการดนตรีจะทำให้อัลบั้มมียอดขายถล่มถลายหรือเป็นผลงานชิ้นเอกของเธอได้ไหมซึ่งอัลบั้มระหว่างฟังก็ควรฟังชุดก่อนๆมาด้วยเพื่อเห็นการเติบโตและเรื่องราวที่สื่ออารมณ์ผ่านการเขียนเนื้อร้องได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ขอบคุณรูปภาพ : https://weheartit.com/entry/334314575เพลงต่อเพลง 1. I Forgot That You Existed : เปิดอัลบั้มโดยที่จะสื่อไปเลยว่า ลืมไปแล้วว่าคุณเคยมีตัวตัวตนอยู่ เราไม่แน่ใจว่าเพลงนี้จะพูดถึงแฟนเก่าหรือศัตรู แต่คิดเพลงนี้มันค่อนข้างธรรมดาทั้งเนื้อเพลงและด้านดนตรีที่เหมือนมันเรื่อยๆไปหน่อย ไม่ค่อยความพีค ทำให้เราไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ เพราะเรื่องเพลงเปิดอัลบั้ลทำดีมาตลอด พร้อมกับท่อนที่ทำให้เราแบบไม่แปลกๆ อย่าง " And I couldn't get away from ya In my feelings more than Drake, so yeah " ที่ฟังแล้วแบบจะร้องแบบนี้จริงเหรอเทย์เลอร์ 2. Cruel Summer : เพลงแบบนี้แหละที่เราต้องการจากอัลบั้มใหม่ มีความแปลกใหม่ผสมอินดี้นิดๆ ชอบความกระแทกร้องเราไม่รู้จะใช้คำยังไงนี้แต่เราค่อนข้างชอบเลย ตั้งแต่อินโทรแต่มาพีคสุดคือ ท่อน Bridge ที่ ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย ซึ่งเพลงนี้น่าเป็นเพลงที่พูดถึงความสัมพันธ์คนรักปัจจุบันที่บอบบางและไม่แน่นอนในตอนแรกที่คบกันซึ่งก็คือหนุ่ม joe alwyn เรายังชอบที่เธอเขียนเพลงแนวนี้มันเหมือนเป็นเอกลักษณ์เรื่องความรักความสัมพันธ์ต่างๆนานา ถึงเราจะไม่ได้เจอมากับตัวเรากับรู้สึกเข้าถึงมันได้ต้องยอมความสามารถในการเขียนเนื้อร้องของเธอเลย ซึ่งท่อนที่เราชอบมากที่สุดน่าจะเป็น "And I screamed, "For whatever it's worth" "I love you, ain't that the worst thing you ever heard?" มันช่างเจ็บจี๊ดไม่ถึงหัวใจเลย3. Lover : เพลงที่ใช้เป็นชื่ออัลบั้มเราเพลงนี้มี ความ คันทรี่ผสมอินดีโฟล์กซึ่งมันดูทำให้น่าสนใจ ซึ่งหลายคนบอกว่าเพลงนี้เหมาะมากสำหรับในงานแต่งงาน คือเราว่ามันเหมาะจริงๆ ทั้งเนื้อเพลงที่พูดถึงว่ารักคนๆนี้ขนาดไหน แบบรักจนไม่อยากห่างกันเลยที่รัก เราชอบที่ว่าเธอเพลงเนื้อเพลงด้วยตนเองคนเดียวคือเราก็ว่าเพลงมีความเนือยๆอยู่บางแต่ทางด้านเนื้อร้องก็ทำให้เพลงดูดีขึ้นมาเลย พอฟังเสร็จเราก็ร้องวนๆไปเลยว่า " Can I go where you go? Can we always be this close forever and ever? " ซึ่งมันติดหูจริงๆ 4. The Man : เพลงนี้แต่งมาบอกไปเลยว่าถ้าฉันเกิดเป็นผู้ชายฉันของไม่โดนวิจารณ์ขนาดนี้หรอก คบกับผู้ชายกี่คนโดนด่า แต่งเพลงถึงแฟนเก่าก็โดนด่าแค่หายใจยังโดนด่าเลย เราเข้าใจสิ่งที่เธอจะสื่อนะแต่เพลงนี้มันฟังแล้วไม่รู้สึกว่าทำให้ผู้ชายรู้สึกเจ็บเท่าไหร่ อาจจะไม่อยากให้มันรุนแรงเกิน เลยเอาประมาณนี้พอ ซึ่งเราไม่ชอบดนตรีเท่าไหร่มันเหมือนไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ คือชอบความ อัพบีทขึ้นมาแต่โดยรวมเราว่ายังได้มากกว่านี้ ซึ่งในเนื้อเพลงก็ขำมีกล่าวถึง นักแสดงดังอย่าง Leonadro Dicrapio เล็กน้อย "I'd be just like Leo, in Saint-Tropez" ซึ่งเรารู้กันอยู่ว่านักแสดงท่านนี้ค่อนข้างเสือผู้หญิงแต่ไม่เคยเห็นใครพูดถึงซักเท่าไหร่เลย ขอบคุณภาพ : https://weheartit.com/entry/334436055 5. The Archer : เพลงเราชอบพอสมควรนะ ซึ่งด้วยทำนองช้าๆ มีความคล้ายเพลงเก่าของเธออยู่ซึ่งตอนฟังครั้งแรกเราก็ชอบมากๆแต่ฟังไม่นานก็จบละด้วยเพลงที่เรื่อยไม่เน้นที่ส่วนของดนตรีเท่าไหร่ ด้านเนื้อหาเธอทำให้พูดถึงควาไม่มั่นคงในความรักของเธอไม่รู้เลยว่าเธอจะต้องสู้ไปอีกเท่าไหร่กับรักครั้งนี้ เพลงนี้ค่อนข้างลึกซึ้งมากๆ สามารถฟังแล้วน้ำตาไหลได้เลยในบางครั้ง แค่ท่อนแรกเปิดมาเราก็รู้เลยว่าต้องเศร้าแน่ "Combat, I'm ready for combat" 6. I Think He Knows : เพลงจังหวะกลางๆ ตอนท่อนอินโทรเปิดมาเราแบบอะไรเนี่ย ทำไมมันแปลกๆจัง พอฟังไปก็ไม่ค่อยคิดหูเท่าไหร่แต่พอฟังไป ก็มีความน่ารักๆในเนื้อเพลงที่ประมาณว่าทำไมผู้ชายคนนี้ช่างดูดี หล่อ อะไรขนาดนี้ เขาทำใจเต้นเลยนะนี้ ซึ่งก็เขียนถึงแฟนคนปัจจุบันของเธอและเพลงแนวนี้เธอก็เหมือนที่สิ่งที่เธอนัดอยู่แล้ว ตอนเธอร้องท่อนนี้ "I want you, bless my soul" เรารู้ว่าเธอต้องการจริงๆ7. Miss Americana & The Heartbreak Prince : เพลงนี้มีกลิ่นการเมืองนิดๆและพูดถึงความรักใน high school ซึ่งถ้าหลายๆคนรู็ว่าเธอเป็นศิลปินที่ค่อยไม่เคยพูดถึงเรื่องการเมืองซักเท่าไหรอาจด้วยเห็นผลหลายอย่างซึ่งเราพูดเลยว่าพูดเรื่องเรื่องการเมืองมันเป็นสิ่งที่ดีเพราะเป็นเหมือนกระบอกเสียงให้คนรุ่นใหม่ตะหนักในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญของประเทศแต่ทั้งนี้เทย์เลย์เองก็เงียบและไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่ ซึ่งในเพลงนี้อาจจะไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองจ๋าขนาดนั้นส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่องของความรักที่มีต่อผู้ชายคนนึงมากกว่านะเพลงนี้ก็ด้วยเนื้อหาที่ค่อนข้างดีที่เธอกล้าใช้กระบอกเสียงในการพูดถึงเรื่องที่ควรพูด ซึ่งเธอก็เปรียบเปรยเธอว่าเป็นผู้หญิงอเมริกาและเธอสื่อนิดๆว่าเธอน่าจะต่อต้านประธานาธิปดี Donold Trump "We're so sad, we paint the town blue Voted most likely to run away with you"8. Paper Rings : เพลงนี้เป็นเพลงออกแนวน่ารักให้กลิ่นอายปาล์มมี่เบาๆเนื้อหาเพลงไม่มีไรมากแค่บอกว่าแหวนกระดาษฉันก็ยอมแต่งงานกลับเธอแล้วเพราะรักมากๆ ซึ่งเราก็มีจังหวะที่อัพบีทและพอโยกย้ายได้ ซึ่งเพลงแนวนี้เธอก็ทำได้ดีอยู่แล้ว ถึงเราจะคิดว่าเพลงเหมาะกับกดข้ามมากกว่า "I like shiny things, but I'd marry you with paper rings Uh huh, that's right" ฟังแล้วแบบอยากอินเลิฟเหมือนเทย์เลย์จัง 9. Cornelia Street : การแต่งเพลงของเพลงนี้ไม่มีเพลงในอัลบั้มดีกว่าเพลงนี้แน่นอน ซึ่งเธอเขียนเพลงนี้ด้วยตัวเองคนเดียว ซึ่งเธอที่เคยเช่าอพาร์ทเม้นที่ถนน cornelia เธอความทรงจำต่างที่เคยขึ้นในสถานที่แห่งหนึ่งที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมันทำให้เราไม่อยากจะกลับไปอีกครั้งเพราะมันทำให้เธอกลับไปนึกถึงอดีต เธอไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของเธอจบ ซึ่งเทย์เลอร์ทำในดีมากทั้งเรื่องดนตรีและเนื้อร้อง เราเข้าถึงความฌศร้าของเธอเลยว่ามันเจ็บถ้าวันใดวันหนึ่งเราไม่อยากจะกลับไปสถานที่เคยมีความสุข "I rent a place on Cornelia Street" I say casually in the car เป็นท่อนจบเราเข้าเทย์เลอร์เราเข้าใจ ขอบคุณรูปภาพ : https://weheartit.com/entry/334435003 10. Death by a Thousand Cuts : เพลงนี้เธอได้แรงบัลดาลใจจากหนังของ Netflix เรื่อง Someone Great ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นคือหนังเรื่องนี้ได้เแรงบัลดาลใจจากเพลงของ เทย์เลย์ ในอัลบั้บ 1989 " Clean " ซึ่งเนื้อเพลงพูดถึงอดีตคนรักที่ลืมไม่ลงคงไม่ลืมที่เหมือนการตายที่ถูกกรีดตามผิดหนัง 1,000 ครั้ง น่าจะเจ็บน่าดู เราชอบเนื้อเพลงและดนตรีนะ ทางดนตรีให้ความรู้สึกสดใสแต่เนื้อเพลงกลับเศร้าซะงั้นคือมันเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ เราชอบที่เธอร้องว่า "I ask the traffic lights if it'll be alright They say, "I don't know" ซึ่งถามไฟจราจรไปมันก็คงไม่ตอบหรือไม่รู้หรอก เป็นเนื้อเพลงที่เศร้าจริงๆ 11. London Boy : เพลงน่ารักอีกเพลงฟังแล้วอารมณ์ดีซึ่งได้เสียงของนักแสดง Idris Elba มาใส่ตอนอินโทรคือหนุ่มลอนดอนที่นางพูดถึงก็น่าจะหมายถึงแฟนปัจจุบันของเธอ ก็ประมาณถึงจะรักประเทศตัวเองแต่ก็รักลอนดอนไม่แพ้กันอย่างที่ร้องในท่อนนี้ "They say home is where the heart is But God, I love the English" ซึ่งเป็นฟังสบาย กุ๊กกิ๊ก อินเลิฟ เหมาะกับใครที่ชอบลอนดอนเพราะเธอแถบจะพูดถึงสถานที่ทุกที่ในลอนดอน12. Soon You’ll Get Better : เพลงเศร้าที่ได้ Dixie Chicks มาร่วมฟีทเจอริ่ง ซึ่งก็เป็นศิลปินไอดอลของเทย์เอง เพลงนี้เศร้าๆ เพราะอาจพูดถึงแม่ของเธอที่ป่วยเป็นมะเร็ง ซึ่งด้วยเพลงนี้มีความคันทรี่จ๋าเลย พร้อมดนตรีช้าๆชวนน้ำแตกแตกมากๆ เราว่าเนื้อหาดีมากแต่เหมือน Dixie chicks เหมือนมาเป็นมาร้องประสานเสียงเฉยๆ มันไม่เลยไม่น่าจดจำเท่าไหร่ คือสามารถทำเพลงได้ดีมากกกว่านี้นะ "Ooh-ah, you'll get better soon 'Cause you have to" ท่อนนี้น่าจะเป็นซึ่งที่เธอต้องการที่สุดแล้ว13. False God : เราไม่อินเพลงนี้เท่าไหร่ ชอบนะที่ใช้เสียงแซกโซโฟนเข้ามาแต่เพลงยังเรียบๆไป ไม่ค่อยมีความน่าสนใจเท่าไหร่สำหรับเรา ซึ่งเพลงพูดถึงความรักและนำศาสนาเข้ามาเปรียบเปรย แบบว่าถึงพระจะไม่มีอยู่จริงเราก็ยังจะบูชารักของเราต่อไปนะ "We'd still worship this love" ซึ่งพูดถึงหนุ่มโจอีกนั้นแหละ14. You Need To Calm Down : เพลงนี้ที่มี MV ที่หือหามากๆ เพราะการปรากฎตัวของ Katy Perry เป็นการว่าเราดีกันแล้วนะ ไม่ตีกันแล้ว และเพลงที่พูดถึงการสนับสนุ่น LGBTQ ที่แฟนหลายๆคนสงสัยว่าเทย์เลอร์นั้นสนับสนุนไหมเนื่องจากก็มีฐานแฟนคลับที่เป็นเพศทางเลือกเยอะ ซึ่งเพลงมีความอัพบีทแต่กลับรู้สึกน่าเบื่อนิดๆ เราว่าเราชอบที่ความหมายที่จะสื่อนะแต่เพลงกลับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ท่อนนี้ "But we figured you out We all know now, we all got crowns You need to calm down " เธอน่าจะหมายถึงเหล่าแฟนคลับทั้งหลายของหลายศิลปินที่ด่าโจมตีกันซึ่งในที่สุดแล้วทุกคนได้มงกุฎ ทุกคนชนะไม่จำเป็นต้องด่ากันเลย ซึ่งมันใช่มากๆเลย ขอบคุณรูปภาพ : https://weheartit.com/entry/334435550 15. Afterglow : เพลงนี้ดีมากเป็นเพลงโปรดเลย ออกแนวว่าโทษตัวเองที่ทำให้ความสัมพันธ์ไปไม่รอด คือเราจะได้เห็นเทย์เลอร์ในมุมนี้บ้างที่ความรักสลายไปเพราะเธอเป็นคนทำให้เริ่มและจบลงโดยเธอเอง ชอบดนตรีที่ช้าๆแต่ทรงพลังนิดๆ ด้านเสียงร้องที่ทำให้ว่าเธอรู้สึกผิดจริงๆเรารู้สึกได้เลย " Tell me that it's not my fault Tell me that I'm all you want Even when I break your heart "เรารู้สึกผิดไปกับเธอเลยไม่เป็นไรเทย์คนเราผิดกันได้16 . ME! : เห้ออะไรกันซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มที่ได้ Brendon Urie จาก Panic! at the Disco ที่มันช่างน่าผิดหวังมากๆ คือไม่คิดว่าเธอจะกลีบไปทำเพลงอะไรแนวนี้ที่ดูมันเหมือนเป็นเพลงสำหรับเด็กฟัง คือเข้าใจว่าอาจจะเจาะกลุ่มผู้ฟังใหม่ที่เป็นเด็กแต่มันไม่น่าทำให้ผู้ใหญ่ฟังได้ด้วย แต่ก็นะถึงยังไงก็ประสบความสำเร็จอยู่ดี "Hey, kids! Spelling is fun! " คือท่อนที่ทำให้เทย์ต้องถอดออกเลยเพราะแฟนคลับวิจารณ์กันหนักมาก สงสารเลย ถ้าเราฟังในห้างตอนไปซื้อของก็ได้อยู่17. It’s Nice To Have a Friend : เพลงนี้เรื่อยๆ ช้า พูดว่าอย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนอ่ะเนอะ ไม่ว่าจะยังไงเพื่อนก็คอยช่วยเหลือเราตลอดอยู่แล้ว ซึ่งเราเฉยๆนะ พอฟังได้แต่ไม่ได้น่าจดจำเท่าไหร่อย่างที่เธอจะสื่อแหละว่า "It's nice to have a friend "18 Daylight : เพลงปิดอัลบั้มที่ดีมากๆ เราชอบมากๆ เป็นการจบอัลบั้มได้อย่างสวยงาม เราเข้าใจเลยทำไมหลายๆสื่อถึงยก เธอเป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงที่ดีที่สุดของยุค เธอสามารถจับภาพบรรยากาศออกมาเป็นเนื้อเพลงและออกมาทำให้เราเห็นภาพ คือเธอเป็นเขียบเพลงเป็นสุดท้ายเธอก็เห็นสว่างซักที จริงๆเพลงนี้พูดถึงแฟนหนุ่มของเธอแต่เราคิดว่า ท่อน "I only see daylight, daylight, daylight, daylight " อาจหมายถึงอาชีพในวงการเพลงเธออีกด้วยที่ไม่ว่าจะทุกข์จะสุข คนจะรัก เกลียด โดนวิจารณ์ต่างๆนานาเราต้องยอมรับมันและเราเนี่ยแหละจะเห็นแสงสว่างของชีวิตของเราซักวันนึง ขอบคุณรูปภาพ : https://weheartit.com/entry/331526312หลังจากได้ฟังอัลบั้มนี้แล้ว ก็ต้องบอกเลยว่าเธอเทย์เลอร์มีความเติมโตทางด้านอารมณ์และเหมือนกำลังมีความรักอย่างจริงจัง เหมือนเธอคนใหม่ที่(ซึ่งกลับมาเป็นคนเดิม)ที่ไม่อยากเอาความดราม่าต่างๆมาเข้าใกล้แล้ว ด้วยวัยขนาดนี้แล้วเธอคงอยากทำอัลบั้มให้มีความหมายที่ลึกซึ้งต่อตัวเองและแฟนเพลง ไม่อยากเกรี้ยวกราดเหมือนเมื่อผลงานชุดก่อน ซึ่งในอัลบั้มชุดนี้ยังได้กลิ่นอายอัลบั้มชุดเก่าๆมาผสมกันอย่างน่าสนใจถึงจะมีบางส่วนของอัลบั้มยังไม่ค่อยลงตัวแต่สุดท้ายเธอก็ถ่ายทอดออกมาได้สวยงามและจริงใจ เพลงที่ควรฟัง : Cruel Summer, Cornelia Street, Afterglow, Daylightคะแนน 7.5/10 ฟังที่นี่เครดิตรูปภาพหน้าปก : หน้าปก เนื้อเพลงและข้อมูลต่างๆ : Genius