รีวิวหนัง “Digger ดิกเกอร์” ความบันเทิงแสนทรมาน ขยี้ใส่ระบบทุนนิยมที่ทะเยอทะยานเกินเบอร์ไปมาก
มาถึงผลงานหนังที่กลายเป็นกระแสอื้ออึงสุด ๆ ในช่วงปลายปีนี้ กับความหวังที่จะผลักดันส่งให้ “ทอม ครูซ” เฉียดเข้าใกล้เวทีรางวัลอย่างจริงจัง แต่กลายเป็นว่าผลลัพธ์ที่ชาวโลกมอบให้นั้นค่อนข้างผลักไสพ่อซุปตาร์ระดับตำนานหมดโอกาสจะไปแตะออสการ์ใน “Digger ดิกเกอร์” หนังตลกร้ายสุดตระการตาที่แฝงปมประเด็นเสียดสีการเมืองการปกครองได้อย่างแสบสันต์ ที่กลายเป็นหนังที่ทำให้คนดูเสียงแตก แต่กลับรู้สึกว่า…มันอาจจะยังไม่ใช่หนังที่ดี แต่ก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น
เมื่อชายผู้ทรงอำนาจที่สุดในโลก อย่าง ดิกเกอร์ ร็อกเวลล์ ต้องออกเดินทางไปทำภารกิจสุดบ้าคลั่ง เพื่อจะพิสูจน์ว่าเขาคือคนที่จะมาช่วยเหลือมนุษย์ชาติได้ ก่อนที่หายนะที่เขาเป็นคนปลดปล่อยออกมาเอง จะเป็นตัวการทำลายทุกสิ่งบนโลก กลายเป็นมหันตภัยเลวร้ายและโดนประชาคมรุมสาปแช่งไปสิบชั่วโคตร
ผลงานล่าสุดของผู้กำกับยอดฝีมือ “อาเลฆันโดร กอนซาเลซ อินญาร์ริตู” ที่นับว่าเป็นการคัมแบ็กกลับมาสร้างหนังสู่โรงภาพยนตร์อีกครั้งในรอบทศวรรษ อีกทั้งยังเป็นการร่วมงานครั้งแรกกับซุปตาร์ ทอม ครูซ โดยที่เขาก็มีส่วนร่วมในการเขียนบทหนังและปั้นไอเดียสุดแสบสันต์ในหนังเรื่องนี่ ซึ่งมาจากการบ่มเพาะโปรเจกต์นี้มายาวนานถึง 6-7 ปีเลยทีเดียว เรียกได้ว่าหนังยังเต็มไปด้วยองค์ประกอบแนวคิดสร้างสรรค์ที่ครบเครื่องพร้อมกับการเป็นหนังประเคนรางวัลให้โดยแท้
ใด ๆ แล้ว เราก็กล้าพูดได้เต็มปากว่า Digger น่าจะเป็นผลงานที่ส่งเสริมการแสดงของทอม ครูซ ถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุดอีกเรื่องในอาชีพนักแสดงของเขา หนังเรื่องนี้ได้สัมผัสเห็นทักษะแอคติ้งในมุมใหม่ ๆ ที่ทอมยังไม่เคยมีโอกาสได้ปล่อยพลังและเปล่งแสงออกมาถึงคนดู ต้องยอมรับเลยว่า การแสดงตลอด 2 ชั่วโมงของเขานั้น เป็นความจัดจ้านและตีงามในระดับที่ควรค่าแก่การติดโผเข้าชิงรางวัลจริง ๆ อย่างไม่มีสิ่งใดโต้แย้ง และไม่ได้เป็นการอวยแบบถูกยัดเงินจ้างมาใด ๆ
ยิ่งมาเสริมด้วยกองทัพระดับซุปตาร์คุณภาพชั้นนำแบบกองพะเนิน ทำให้ Digger กลายเป็นหนึ่งในหนังปี 2026 ที่มอบความใจฟูทางการแสดงแบบเน้น ๆ ไล่มาตั้งแต่ “ริซ อาเหม็ด”, “จอห์น กู้ดแมน”, “แซนดร้า ฮึลเลอร์”, “เจสซี พลีมอนส์” และอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นการคืนกำไรให้กับคนดูได้เป็นอย่างดี แค่ได้เห็นการประชันบทบาทและปล่อยอินเนอร์ทางการแสดงแน่น ๆ จุก ๆ ตลอดทั้งเรื่องแบบ non-stop
แต่กระนั้นก็ได้สัมผัสและค้นพบจุดที่เป็นปัญหาเรื้อรังใหญ่ ๆ ที่ทำให้ Digger กลายเป็นหนังที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ที่เสียงแตกกันออกไป นั่นก็คือคอนเซ็ปต์และความทะเยอทะยานในเส้นเรื่องของหนังนั่นเอง เพราะต้องยอมรับเลยว่าหนังเรื่องนี้มอบความท้าทายให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก เพราะต้องมานั่งดูหนังที่พูดกันไฟแลบไม่หยุด เต็มไปด้วยไดอะล็อกชนิดที่ไม่มีช่องไฟหยุดเบรกให้พักหูตลอด 2 ชั่วโมง ซ้ำยังเป็นบทที่เต็มไปด้วยเนื้อหาที่แดกดันเสียดสี จนแทบจะจับใช้ความไม่ได้
เข้าใจอยู่ว่าหนังต้องการเสียดดีระบบการเมืองการปกครอง รวมทั้งพวกอำนาจทุนนิยมต่าง ๆ ที่ทำให้เราได้สัมผัสถึงแนวคิดที่บียอนด์ไปมากกว่าความทะเยอทะยาน ในลักษณะที่ค่อนข้างหลุดโลกเกินเบอร์ ตามแบบที่นักรีวิวฝรั่งนิยามเอาไว้จริง ๆ กลั่นกรองออกมาเป็นการจิกจัดที่มุมหวังจะทำให้กลายเป็นมุกตลกร้าย แต่น่าเสียดายที่จังหวะของหนังเรื่องนี้ ค่อนข้างเล่นใหญ่และเต็มไปด้วยโทนขาด ๆ เกิน ๆ ไปตลอดทาง
บทหนังและเนื้อหาของหนังอาจจะไม่ได้มีอะไรมาก คิดว่าพล็อตก็มีกลิ่นอายคล้ายกับ Don’t Look Up ของเน็ตฟลิกซ์ เมื่อไม่กี่ปีก่อน ตรงที่บดขยี้ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมและผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือของพวกนายทุนหน้าใหญ่ แต่หนังไม่สามารถขยี้จุดต่าง ๆ ให้ออกมาน่าดูและชวนสนุกตามเลยได้ เต็มไปด้วยบทพูดเยอะแยะเต็มไปหมด จนบางทีคนดูก็ไม่สามารถไล่ตามและจับประเด็นของหนังได้ ซ้ำยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าฉากนี้ควรจะขำ เพราะเป็นมุกตลกเสียดสี
วิธีการร้อยเรียงและเล่าเรื่องใน Digger กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ ๆ ที่ขวางกั้นอรรถรสความสนุกของหนังไปอย่างน่าผิดหวัง แม้ว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ค่อนข้างดีงามและครบเครื่องพร้อม แต่ดันมาพังทลายลงไปเพราะการเล่าเรื่องที่ไม่สามารถจูงใจผู้ชมได้เลย สารภาพกับผู้อ่านตรง ๆ เลยว่า ในชั่วโมงแรกของหนัง ผู้เขียนต้องฝ่าฟันสู้กับภาวะสัปหงกอยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าจะได้ยินแต่เสียงพูดตลอดเวลา แต่กลับรู้สึกง่วงนอนจนอยากจะหลับ มีแค่องก์ที่ 3 ช่วงท้าย ๆ เรื่องเท่านั้น ที่ปลุกให้รู้สึกตื่นขึ้นมาได้
ทางด้านองค์ประกอบงานสร้างและงานออกแบบโปรดักชันใน Digger ต้องยอมรับว่าดีงามตามแบบฉบับหนังของอินญาร์ริตู เพราะยังได้ช่างภาพคู่ใจ “เอ็มมานูเอล ลูเบซกี” กลับมาร่วมงานอีกครั้ง กับฝีมือการตัดต่อของ “สตีเฟน เมียริโอน” ที่ยังเป็นทีมผู้สร้างที่รู้ใจทิศทางการสร้างของผู้กำกับผู้นี้เป็นอย่างดี การสร้างสรรค์โปรดักชั่นและฉากต่าง ๆ ยังทำได้น่าตื่นตา มีกิมมิกกลิ่นอายความอินดี้เฉพาะตามรูปการณือยู่แบบ แต่ใส่การผสมผสานงานที่ชวนหวือหวาปะปนเข้ามาได้อย่างกลมกล่อม
เช่นเดียวกับ งานออกแบบเสื้อผ้าคอสตูมและการแต่งหน้าทำผมให้กับทุก ๆ ตัวละครในหนังเรื่องนี้ เรียกได้ว่าใส่ใจในรายละเอียดที่น่าชื่นชอบ จัดโทนสีและผสมผสานเข้ากับแวดล้อมออกมาได้อย่างมีกิมมิกได้น่าสนใจเป็นอย่างดี เป็นหนังที่เต็มไปด้วยงานสร้างที่น่าศึกษาและเจาะลึกในรายละเอียดต่าง ๆ เชิงลึกได้อย่างใฝ่รู้ และต้องขอบคุณทีมงานระดับเทพ ที่ผลงานของพวกเขาถือว่าน่ายกย่องไปสูระดับล่ารางวัลได้เช่นกัน
ขณะที่งานกำกับของ อาเลฆันโดร กอนซาเลซ อินญาร์ริตู ก็ยังเต็มไปด้วยทิศทางที่แน่วแน่และมั่นคงด้วยลายเซ็นของเขาเป็นอย่างดี วิสัยทัศน์ในการทำหนังของเขายังค่อนข้างชัดเจนและสะท้อนออกมาในผลงานนั้น ๆ ได้อย่างแจ่มแจ้ง ทำให้การกำกับทั้งองค์ประกอบงานสร้างและกำกับทีมนักแสดงไปด้วย ออกมาค่อนข้างกลมกล่อมเป็นงานระดับมืออาชีพโดยแท้ และยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะไปสู่เวทีรางวัลได้ ถ้าไม่มีอะไรมาสกัดดาวรุ่ง
ดังนั้นโดยสรุปแล้ว กลับได้ค้นพบว่า Digger ไม่ได้เป็นหนังที่เลวร้ายอะไรเลย หนังมีหลาย ๆ องค์ประกอบที่สร้างสรรค์ออกมาได้ในระดับที่ยอดเยี่ยม งานโปรดักชันเบื้องหลังต่าง ๆ ต้องยกนิ้วให้เลย ผนวกเข้ากับฝีมือการแสดงของดาราชุดดรีมทีมที่เรียกได้ว่าคุณภาพแน่น ๆ เป็นการเติมเต็มความอิ่มเอมได้เป็นอย่างดี และยังมาพร้อมกับมาตรฐานที่ควรค่าต่อยอดไปสู่เวทีรางวัลต่าง ๆ ด้วยซ้ำ
แต่กลายเป็นว่าปัญหาในทิศทางการเล่าเรื่องของหนังต่างหาก ที่เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ฉุดรั้งภาพรวมของหนังทั้งเรื่องลงไปให้กลายเป็นความน่าผิดหวัง เพราะ Digger อาจจะมีประเด็นที่ดี แต่ได้รับการนำเสนอของหนังยังค่อนข้างสอบตก ไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้กับคนดูเชื่อมต่อกับตัวหนังได้เลย โดยเฉพาะการสาดไดอะล็อกบทพูดแน่น ๆ ตลอด 2 ชั่วโมงไม่ได้ให้หยุดพักหู กลายเป็นความเหนื่อยหน่ายที่ทำให้คนดูแทบจับใจความและใส่ใจประเด็นเสียดสีตลกร้ายของหนังไม่ได้เลย จนแอบสงสัยว่า...การเล่าเรื่องแบบนี้ เขาหวังจะสร้างสรรค์ออกมาเพื่อเจาะกลุ่ม “คน” ดูหรือเปล่า?
ข้อมูลเกี่ยวกับหนัง Digger ดิกเกอร์
- ประเภท: ตลก
- ผู้กำกับ: อาเลฆันโดร กอนซาเลซ อินญาร์ริตู
- นำแสดงโดย: ทอม ครูซ, ริซ อาเหม็ด, จอห์น กู้ดแมน, แซนดร้า ฮึลเลอร์
- ความยาว: 128 นาที
- กำหนดฉายในไทย: 8 ตุลาคม 2026
Movie.TrueID METRIC: Digger ดิกเกอร์
- ภาพรวม
⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰ (7.0/10) - การเล่าเรื่อง
⭐⭐⭐⭐✰✰✰✰✰✰ (4.4/10) - การแสดง
⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰ (8.4/10) - การกำกับ
⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰ (8.1/10) - เทคนิคงานสร้าง
⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰ (8.2/10) - บทภาพยนตร์
⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰✰ (6.5/10)
-------------------------------------
>> ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID <<
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย >> https://bit.ly/3xEgdAa