In My MemoriesTonight, at Romance Theater รักเรา…จะพบกัน (2018)เล่าเรื่องจินตนาการปานเรื่องจริง ตั้งโจทย์ยากให้หัวใจจนทำให้ตราตรึงใจไม่รู้ลืมสิ่งที่ดูไปบ่นไปชื่นชอบเสมอในหนังหรือซีรีส์ญี่ปุ่นคือเรื่องจินตนาการ บ่อยครั้งที่งานจากญี่ปุ่นที่มีวัตถุดิบชั้นดีเป็นนิยายหรือมังงะที่เพริดพริ้งทางจินตนาการเพราะการขีดเขียนจินตนาการให้คนจินตนาการผ่านตัวอักษรหรือลายเส้นคือเรื่องที่น่าทึ่ง แน่นอนผู้เขียนเองก็เป็นนักอ่านที่อ่านทุกอย่างที่เป็นตัวอักษรจึงสามารถจินตนาการได้ว่าจินตนาการที่ผ่านการกลั่นกรองจากสมองที่ได้คิดตามสิ่งที่บรรยายออกมานั้นเป็นเช่นไร แล้วเมื่อการหยิบเอาเรื่องจินตนาการมาเล่าให้เป็นภาพที่ไม่ต้องใช้จินตนาการเพราะจินตนาการได้ถูกเสนอออกมาเป็นภาพให้เห็นโดยไม่ต้องจินตนาการจึงเป็นเรื่องยาก ทว่าญี่ปุ่นกลับสามารถถ่ายทอดจินตนาการให้ออกมาเป็นภาพได้อย่างน่าทึ่งโดยที่อารมณ์และความรู้สึกยังคงครบถ้วน แน่นอนเมื่อเป็นเรื่องในจินตนาการก็จะมีความเกินจริงหรือเป็นเรื่องที่โลกแห่งความจริงไม่มีทางเกิดขึ้นซึ่งคนดูรู้ทั้งรู้ แต่มีงานหนังและซีรีส์ญี่ปุ่นมากมายที่สามารถเล่าเรื่องจินตนาการให้คล้ายกับความฝันที่เหมือนมันจะเป็นจริง หรือเล่าเรื่องจินตนาการออกมาจนน่าเชื่อถือเช่นเดียวกับหนึ่งในหนังในความทรงจำของผู้เขียนเรื่องนี้เรื่องราวของเคนจิ (เคนทาโร ซากาคุจิ) ชายหนุ่มผู้หลงไหลในการดูหนังที่มีความฝันจะเป็นผู้กำกับ เคนจิมีหนังเรื่องโปรดเป็นหนังขาวดำที่มีตัวเอกเป็นเจ้าหญิงคือเจ้าหญิงเจ้าหญิงมิยูกิ (ฮารุกะ อายาเสะ) และเขาตกหลุมรักเธอ แล้วในทุกๆคืนหลังโรงหนังเลิกเขาจะฉายหนังเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความหลงไหลจนคืนหนึ่งขณะที่เขากำลังรู้สึกเหมือนเจ้าหญิงมิยูกิกำลังจ้องมองเขาอยู่ก็เกิดฟ้าผ่าลงมาที่โรงหนัง และแล้วเจ้าหญิงของเขาก็หลุดออกมาจากโลกภาพยนตร์สู่โลกความเป็นจริงโดยมีร่างกายเป็นสีขาวดำ หลังจากนั้นเจ้าหญิงมิยูกิที่ไม่เคยได้สัมผัสกับสีสันและดื้อรั้นตามประสาเจ้าหญิงก็ได้รับการดูแลจากเคนจิจนเธอค่อยๆเรียนรู้การใช้ชีวิตในโลกอีกด้านอย่างมีความสุข จนกระทั่งเคนจิสารภาพรักและขอให้เธออยู่เคียงข้างเขาตลอดไปเธอจึงบอกเงื่อนไขให้เคนจิรู้ว่า ที่เธอสามารถออกมายังโลกของเคนจิได้เธอต้องแลกกับการที่เธอไม่สามารถสัมผัสตัวใครได้มิเช่นนั้นเธอจะหายไปตลอดกาล และการที่เธอออกมายังโลกของเคนจิเพราะเธอเองก็อยากเจอเคนจิแต่เมื่อต่างคนต่างรักแต่ไม่สามารถสัมผัสตัวกันได้พวกเขาจะอยู่เคียงข้างกันอย่างไร...เล่าเรื่องจินตนาการจนอยากเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงด้วยมนต์เสน่ห์แห่งภาพยนตร์จนต้องลุ่มหลง มีคนเคยบอกว่าในภาพยนตร์มีพลังที่มอบความสุขและความประทับใจที่เปี่ยมล้นดั่งมีมนต์ปาฏิหาริย์และเรื่องนี้เป็นเช่นนั้น ถ้าจะให้นิยามหนังเรื่องนี้คือความอบอุ่นละมุนละไมในเรื่องของความรักเป็นรักแท้ที่แม้รู้ทั้งรู้ว่าไม่อาจครอบครองได้ทางกายภาพที่จะไม่ได้สัมผัสแต่ความรักก็ยังท่วมท้นอยู่ดี... ซึ่งมันมาจากการเล่าเรื่องในจินตนาการที่เหนือจริงให้ออกมาจริงจนเกือบเอื้อมมือไปสัมผัสได้ด้วยเรื่องง่ายๆความรักที่ไม่อาจครอบครองเรื่องเจ้าหญิงกับชายผู้ต่ำศักดิ์ความรักที่ก่อเกิดจากความมั่นคงจริงใจ ทำให้แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นไปไม่ได้หัวใจคนดูก็เลือกที่จะเชื่อว่าสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และหนังเรื่องนี้มีดีกว่านั้น เพราะบางครั้งคนดูก็จินตนาการว่าหากมีสักครั้งก็อยากให้ใครสักคนในภาพยนตร์หลุดออกมาพบรักกัน แล้วด้วยความที่เล่าเรื่องแต่งให้เสมือนกึ่งฝันกึ่งจริงเหมือนจริงก็เหมือนฝันจนคนดูเพริดแพร้วไปกับความรักที่มั่นคงเหนือจินตนาการนั้น ที่มีพลิกผันซาบซึ้งในความง่ายเรียบเรื่อยแต่ค่อยๆก่อตัวแบบนี้นี่ก็คือมนต์มายาแห่งภาพยนตร์ที่เราๆลุ่มหลงชั้นเชิงการเล่าเรื่องกับงานด้านภาพและเพลงประกอบส่งให้สายตาคนดูจับจ้องที่นักแสดง ไม่รู้ว่าผู้เขียนคิดไปเองหรือไม่ว่าญี่ปุ่นจะเก่งมากในการใช้สิ่งแวดล้อมขับส่งให้สายตาคนดูจับจ้องนักแสดงหรืออาจเรียกว่าวางจุดโฟกัสไว้ที่นักแสดงหลัก เรื่องนี้แม้จะมีผู้คนมากมายมีฉากมีภาพสวยๆมีการใช้สีที่เห็นเจตนามอบความเริงใจให้คนดูไปพร้อมกับเจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากโลกขาวดำเพื่อพรึงเพริดไปกับสีสัน แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าท่ามกลางสิ่งเหล่านั้นสายตาคนดูจะจับจ้องไปที่สองตัวละครหลักคือเจ้าหญิงมิยูกิกับเคนจิแบบสายตาไม่ละวาง หนังยังมีเพลงประกอบที่มีความคลาสสิคเหมือนดูหนังเก่าๆจังหวะดนตรีที่ใช่คล้ายกับการดูหนังขาวดำยุคก่อน หรือจะเป็นเพลงประกอบที่ขับเน้นอารมณ์ของตัวละครให้ค่อยๆปักลึกสู่กลางใจคนดูจนทะลุ ประกอบกับการเซ็ตฉากที่เป็นโรงถ่ายยุคโบราณที่พระเอกทำงานและฉากที่ถ่ายทอดเรื่องราวก็ไม่ได้ต่างกันเหมือนเป็นหนังซ้อนหนังที่มีอารมณ์ถวิลหาความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นกลายๆ นั่นหมายความว่าหนังเรื่องนี้มีภาพกับสีสันและเพลงเป็นองค์ประกอบให้คนดูไม่ละสายตาจากนักแสดงตั้งโจทย์ยากที่ว่าถ้าต้องอยู่กับคนรักโดยไม่ได้สัมผัสตัวกันจะอยู่ได้หรือไม่จนนำพาไปสู่ความตราตรึง เพราะโจทย์ยากเมื่อผ่านมาได้จึงจับใจให้ติดตรึงด้วยความที่ตั้งคำถามไว้ว่าถ้ารักกันอยากอยู่ด้วยกันแต่ไม่อาจสัมผัสร่างกายกันได้จะยังอยากอยู่ด้วยกันหรือจะยังรักหรือไม่ แน่นอนตามความรู้สึกของคนดูที่เป็นมนุษย์ยังอาจไม่ผ่านความยากของโจทย์นี้สิ่งที่ตามมาคืออารมณ์ร่วมที่เต็มเปี่ยมเพราะคนดูจะลุ้นว่าความรักของเขาและเธอจะผ่านจุดนั้นไปได้อย่างไรเพื่อที่จะมีบทสรุปที่อาจไม่ใช่ดังเทพนิยายแม้ว่าจะเล่าเรื่องเหนือจินตนาการ แต่ความเหนือจินตนาการที่กลายมาเป็นความสมจริงเพราะคนดูเชื่อไปแล้วที่เชื่อคือเชื่อในความรักทำให้ความรักของทั้งคู่มีพลานุภาพพอที่จะทำให้คนดูเชื่ออย่างหมดใจเพื่อพาไปยังบทสรุปที่ถ้าคนที่ไม่เคยดูคงจะรู้สึกว่าเหนือจินตนาการซ้ำแล้วซ้ำอีก กระนั้นเมื่อดูซ้ำแล้วซ้ำอีกเหมือนผู้เขียนก็จะยิ่งซาบซึ้งว่าความรักที่ไม่อาจครอบครองทางกายไม่สามารถเป็นกำแพงที่ปิดกั้นความรักที่หัวใจได้หลอมรวมกันได้ และแม้ว่าซีนโรแมนติกจะไม่เหมือนทั่วไปแต่หัวใจกลับสัมผัสความโรแมนติกได้โดยที่ไม่ต้องขยี้เสน่ห์นักแสดงมาเต็มที่พร้อมเคมีที่ลงตัวที่ถูกขับเน้นจนดูได้ไม่เบื่อ สารภาพเลยว่าเสน่ห์ที่สะกดสายตาของเจ้าหญิงมิยูกิคือส่วนสำคัญให้หนังมีพลังดึงดูด และอย่างที่บอกคือเรื่องนี้ใช้สภาพแวดล้อมมาขับส่งตัวละครหรือนักแสดงทำให้สายตาคนดูจับจ้องนักแสดงและเสน่ห์ของตัวละครผ่านเสน่ห์ส่วนตัวของฮารุกะ อายาเสะคือแรงดึงดูดหลัก ซึ่งก็แน่นอนเพราะนี่คือเรื่องของเจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากโลกภาพยนตร์ขาวดำเพื่อมาพบกับชายต่ำศักดิ์ขี้แพ้ที่มีดีแค่รักแท้ที่มั่นคงและจิตใจดี แล้วฮารุกะ อายาเสะก็ให้การแสดงที่สวยสง่าแก่นเซี้ยวเป็นเจ้าหญิงจอมแก่นที่คนดูจะต้องรัก ซึ่งก็คือเจตนาให้คนดูจินตนาการไปกับเรื่องที่เล่าว่ามีเจ้าหญิงผู้งดงามในหนังหรือนิยายหลุดออกมาให้ได้รักจริงๆ ส่วนเคนทาโร่ ซากากูชิก็คือหนุ่มต่ำศักดิ์ที่รักเจ้าหญิงอย่างหมดใจได้อย่างไร้ที่ติ ซึ่งด้วยลักษณะทางกายภาพตัวละครเขาจะต้องไม่เด่นกว่าเจ้าหญิงแต่สามารถมีเคมีที่เข้ากันกับฮารุกะ อายาเสะนักแสดงรุ่นพี่ได้จนคนดูเชื่อว่าชายคนนี้มีดีให้รัก กระนั้นนักแสดงคนอื่นๆในบทสมทบเล็กบ้างใหญ่บ้างก็ทำหน้าที่ขับส่งสองตัวละครหลักได้อย่างยอดเยี่ยม และด้วยเสน่ห์ที่ชวนลุ่มหลงที่บอกเลยว่าเรื่องนี้ฮารุกะ อายาเสะสวยที่สุดเท่าที่เคยดูเธอมาก็ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ดูได้ไม่มีเบื่อเหมือนเคนจิที่ดูหนังเรื่องเดิมซ้ำๆไม่มีเบื่อเช่นกันหนังออกมาเป็นหนังย้อนยุคหนังซ้อนหนังจึงให้ภาพที่สวยแปลกตา กับอารมณ์ประมาณดู Gone With The Wind ประมาณนั้นในเรื่องโปรดัคชั่น สิ่งที่ชวนให้ไหลหลงคือความโรแมนติกที่อบอุ่นคนไม่มีคู่ดูจะรู้สึกเหงาแต่คนมีคู่จะรู้สึกว่าสิ่งที่เรามีอยู่นั้นมากมายล้นเหลือหากจะเทียบกับตัวเอกในเรื่องที่แม้จะรักกันปานไหนแต่สัมผัสไม่ได้แม้แต่ไออุ่น ความที่เป็นหนังญี่ปุ่นเลยมาในอารมณ์เรียบๆเรื่อยๆแต่เวลาทุกนาทีที่ผ่านไปไม่มีความน่าเบื่อ และแม้เป็นหนังโรแมนติกที่ถ้าจะบีบน้ำตาก็ทำได้แต่ญี่ปุ่นก็ยังเป็นญี่ปุ่นที่เลือกเก็บเกี่ยวอารมณ์จนเมื่อถึงเวลาค่อยให้พรั่งพรูออกมาอย่างสุดกลั้น ด้วยอารมณ์ซาบซึ้งตราตรึงแต่อบอุ่นเศร้าแต่ไม่บีบคั้นเลยทำให้ลงตัวอย่างที่ควรเป็นแม้บางฉากจะทำให้คิดไปถึงหนังบางเรื่องก็แน่นอนเพราะเหมือนเป็นการรำลึกถึงยุคหนึ่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อยู่ในที ทำให้เป็นหนังรักที่ต้องรักที่สำคัญนางเอกฮารุกะ อายาเสะสวยสง่ามีทุกอย่างให้คนดูตกหลุมรักที่อาจเป็นกุศโลบายสื่อความรู้สึกของพระเอกเคนจิที่ดูแล้วจะเข้าใจว่าทำไมเขาจึงหลงรักเธอ... แน่นอนว่าหนังมีตอนจบเหนือความคาดหมายแต่ถ้าคุณมีความรักคุณต้องดูหรือถ้าคุณไม่มีความรักคุณอาจจะอยากรักใครสักคนก็ได้...ดูไปบ่นไปขอบคุณภาพประกอบภาพปก,ภาพที่ 1,2,3,4,5,6 จาก sahamongkolfilm.comภาพที่ 7 / ภาพที่ 8 จาก Facebook MONGKOL CINEMA เกาะติดซีรีส์เรื่องใหม่ๆ App TrueID โหลดฟรี!ถ้าคุณชอบเรื่องนี้ คุณจะชอบเรื่องเหล่านี้https://entertainment.trueid.net/detail/pGw1zV2oz21Nhttps://entertainment.trueid.net/detail/QrDBYZ3dmW19https://entertainment.trueid.net/detail/BR2Gp6eozjgvhttps://entertainment.trueid.net/detail/akeWJ2Pmv0Y5