เพื่อนๆ ลองจินตนาการดูนะ... เราตื่นมาในห้องสี่เหลี่ยมห้องหนึ่ง มีเตียงนุ่มๆ มีตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหาร มีห้องน้ำสะอาดๆ ดูเหมือนชีวิตจะดีใช่ไหมครับ? แต่กติกาของเกม connection is Lost นี้กวนประสาทสุดๆ คือ "ทุกอย่างในชีวิตเราต้องผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต" ในฐานะที่เป็นเกมที่สร้างในงาน Ludum Dare 37 ซึ่งธีมตอนนั้นคือ "Small World" (โลกใบเล็ก) ผู้สร้างเขาก็เลยบีบโลกทั้งใบของเราให้เหลือแค่ในห้องนี้ และบีบเงื่อนไขการเอาชีวิตรอดให้เหลือแค่การ "จิ้มเมาส์" แต่เป็นการจิ้มที่นิ้วเราจะล็อกเอาได้ง่ายๆ เลยล่ะ 1. ระบบ Survival ที่ไม่ได้สู้กับสัตว์ร้าย แต่สู้กับ "แถบดาวน์โหลด" ปกติเกมเอาตัวรอดทั่วไป เพื่อนๆ ต้องไปหาไม้ ขุดหิน คราฟต์ของสู้กับซอมบี้ใช่ไหม? แต่เกมนี้ศัตรูของเราคือ "Software Update" ครับ ความหิว (Hunger) ท้องเราจะร้องจ๊อกๆ ตลอดเวลา พอเดินไปที่ตู้เย็น กะว่าจะหยิบพิซซ่ามากินสักชิ้น ปรากฏว่าตู้เย็นขึ้นหน้าจอสีฟ้าบอกว่า "Please Update Firmware"... คือจะกินข้าว แต่ต้องให้อัปเดตเฟิร์มแวร์ตู้เย็นก่อนเนี่ยนะ? แล้วเราก็ต้องยืนรอแถบสีเขียวค่อยๆ วิ่งไป ถ้าโชคร้ายท้องกิ่วจนเลือดหมดก่อนอัปเดตเสร็จ ก็คือตายคาตู้เย็นนั่นแหละครับ การพักผ่อน (Sleep) พออิ่มแล้วเริ่มง่วง ตาปรือจะปิด เดินไปที่เตียง... เตียงก็เล่นตัวจ้า! "Bed OS needs an update" ต้องยืนรอให้เตียงดาวน์โหลดแพตช์ระบบนอนหลับให้เสร็จก่อน ถึงจะล้มตัวลงนอนได้ การขับถ่ายและอื่นๆ: ทุกอย่างในห้องนี้เดินด้วยระบบ Cloud หมด (ประชดนะ) ทุกกิจกรรมคือการรอคอย เพื่อนๆ จะรู้สึกว่าเวลาในเกมผ่านไปเร็วมาก ในขณะที่แถบอัปเดตเดินช้าเหมือนเต่าคลาน 2. ตัวร้ายที่แท้จริง "Router" ถ้าเพื่อนๆ คิดว่าการยืนรออัปเดตมันน่ารำคาญแล้ว บอกเลยว่ายังไม่เจอ "บอสใหญ่" ของเกมนี้... นั่นก็คือ ตัว Router ที่วางอยู่มุมห้องนั่นเองRouter ตัวนี้คือหัวใจหลักของทุกอย่าง ถ้าไฟเป็นสีเขียว ชีวิตเรายังมีความหวัง แต่ถ้าวันดีคืนดี (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมาก) ไฟมันเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือดับพรึบลงไป... ความซวยจะมาเยือนทันที! เน็ตหลุด = ทุกอย่างหยุดนิ่ง สมมติเรากำลังอัปเดตตู้เย็นไปได้ 99% แล้วเน็ตหลุด... แถบดาวน์โหลดจะค้างเติ่งอยู่ตรงนั้นทันที กินไม่ได้ นอนไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย ภารกิจ Reboot ในตำนาน เราต้องทิ้งความหิว ทิ้งความง่วง แล้วรีบพาร่างอันสั่นเทาเดินไปที่ Router เพื่อกด Reboot ใหม่ แล้วก็นั่งภาวนาให้ไฟกลับมาเขียวไวๆ Loop นรก พอซ่อมเน็ตเสร็จ ต้องวิ่งกลับไปอัปเดตของที่ค้างไว้ใหม่ บางทีอัปเดตเสร็จปุ๊บ... อ้าว เน็ตหลุดอีกแล้ว! มันคือ Loop ที่สร้างมาเพื่อทดสอบอีคิว (EQ) เราชัดๆ 3. ประสบการณ์ความลนลาน ช่วง 5 นาทีแรกเพื่อนๆ จะยังขำๆ อยู่ "เออ ตลกดี ตู้เย็นต้องอัปเดต" แต่พอผ่านไปสักพัก จะเริ่มเข้าสู่สภาวะ "Flow" ตอนที่ผมเล่นนะ หลอดความหิวกระพริบสีแดงแล้ว (แปลว่าใกล้ตาย) ในขณะเดียวกันหลอดง่วงก็สุดขีด ตัวละครเดินช้าลงเพราะเพลียจัด ผมสั่งอัปเดตตู้เย็นค้างไว้ กะว่าเสร็จปุ๊บจะกินแล้ววิ่งไปนอน... ทันใดนั้น! Router พัง! นาทีนั้นคือความโกลาหลที่แท้จริง ต้องตัดสินใจว่า "จะซ่อมเน็ตก่อน" หรือ "จะยอมตายคาตู้เย็น" การคลิกเมาส์จะเริ่มรัวและเร็วขึ้นเรื่อยๆ เสียงคลิกเมาส์ดัง แต็กๆๆๆๆ เหมือนเล่นเกมเต้นเลยครับ เอ้อ! แล้วการควบคุมแบบ Point & Click ของเกมนี้มีความหน่วงนิดๆ เพิ่มความน่าหงุดหงิดเข้าไปอีกระดับ 4. งานศิลปะและดนตรีที่กดดันแบบเงียบๆ ตัวเกมมาในแนว Pixel Art แบบ Minimal มากๆ สีสันไม่ได้ฉูดฉาด แต่ให้บรรยากาศที่ดู "แห้งแล้ง" และ "โดดเดี่ยว" เราอยู่ในห้องคนเดียว ไม่มีใครช่วย มีแค่เน็ตกับอุปกรณ์ที่ทรยศเราตลอดเวลา ส่วนเรื่องเสียง... ไม่มีเพลงประกอบอลังการนะ แต่มีเสียงสัญญาณ เสียงอัปเดต เสียงเตือนเวลาค่า Status วิกฤต ซึ่งเสียงพวกนี้แหละที่ทำหน้าที่เป็น BGM คอยหลอนประสาทเราว่า "เร็วเข้าๆ เน็ตจะหลุดแล้วนะ" "จะตายแล้วนะ" 5. ปรัชญาที่ซ่อนอยู่ในเกม 48 ชั่วโมง พอเล่นจบ (หรือตายซ้ำตายซากจนเลิก) ผมมานั่งคิดนะว่าผู้พัฒนาเขาต้องการสื่ออะไร? เกมนี้ประชดประชัน The Internet of Things (IoT) แบบเจ็บแสบ คือเรากำลังอยู่ในยุคที่โคมไฟต้องต่อ Wi-Fi, แปรงสีฟันต้องมีบลูทูธ, หม้อหุงข้าวต้องสั่งงานผ่านแอป... แล้วถ้าวันหนึ่ง "Connection is Lost" หรือการเชื่อมต่อหายไปล่ะ? เราจะกลายเป็นง่อยที่ทำอะไรไม่เป็นเลยแม้แต่เรื่องพื้นฐานอย่างการกินหรือการนอน สะท้อนว่าเรา "สะดวกสบายจนเปราะบาง" ครับ ยิ่งเทคโนโลยีซับซ้อนเท่าไหร่ เรายิ่งฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่มองไม่เห็นอย่างสัญญาณเน็ตมากขึ้นเท่านั้น สรุปสั้นๆ สำหรับเพื่อนๆ Connection is Lost ไม่ใช่แค่เกม แต่คือ "เครื่องเตือนสติ" ให้รู้ว่า ถ้าเน็ตที่บ้านกาก ชีวิตจะแย่แค่ไหน ไปลองดูครับ แล้วเพื่อนๆ จะรัก Router ที่บ้านขึ้นอีกเยอะ... หรือไม่ก็อาจจะอยากเอามันไปโยนทิ้งน้ำมากกว่าเดิม! Q&A: สรุปประเด็นร้อนจาก Connection is Lost Q1: ตกลงเป้าหมายสูงสุดของเกมนี้คืออะไร? ต้องสู้กับใครหรือเปล่า? A: เป้าหมายเดียวของเกมนี้คือ "การมีชีวิตอยู่รอดในห้องให้ได้นานที่สุด" ครับ เพื่อนๆ ไม่ต้องไปหยิบดาบสู้กับมอนสเตอร์ที่ไหน แต่ต้องสู้กับ "เวลา" และ "ความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์" ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดไม่ใช่ปีศาจ แต่คือแถบดาวน์โหลดอัปเดตที่เดินช้าสวนทางกับหลอดเลือดที่ลดฮวบๆ และเจ้า Router ที่ขยันพังได้โล่ครับ! Q2: ทำไมแค่เน็ตหลุด (Connection is Lost) ถึงทำให้ตัวละครในเกมถึงขั้นตายได้? A: เพราะโลกในเกมนี้เซ็ตระบบทุกอย่างให้เป็น Smart Home แบบสุดโต่ง ครับ ตั้งแต่ตู้เย็นยันเตียงนอน ทุกอย่างถูกล็อกไว้ด้วยซอฟต์แวร์ที่ต้องออนไลน์ตลอดเวลา พอไม่มี Connection ปุ๊บ อุปกรณ์พวกนี้จะใช้งานไม่ได้ทันที ตัวละครของเราที่หิวโซหรือเพลียจัดเลยทำได้แค่ยืนดูเครื่องมือที่อัปเดตไม่เสร็จจนขาดใจตายไปเอง เป็นการประชดประชันชีวิตยุคใหม่ที่เห็นภาพชัดที่สุดเลยครับ Q3: เกมนี้เหมาะกับใคร และได้ข้อคิดอะไรหลังจากเล่นจบ? A: เกมนี้เหมาะกับทุกคนที่อยากลองทดสอบความอดทนและไหวพริบในเวลาอันสั้นครับ ส่วนข้อคิดที่ได้แบบเต็มๆ คือ "ความสะดวกสบายมักมาพร้อมกับความเปราะบาง" ยิ่งเราฝากชีวิตไว้กับเทคโนโลยีและ Connection มากเท่าไหร่ เรายิ่งสูญเสียทักษะการเอาตัวรอดพื้นฐานไปมากเท่านั้น เกมนี้เตือนสติเราว่า อย่าลืมเผื่อใจและเตรียมแผนสำรองไว้ในวันที่เทคโนโลยีทรยศเราด้วยนะเพื่อนๆ! ภาพประกอบทั้งหมดโดยผู้เขียน