52 วิธีคิดให้ได้อย่างเฉียบคม หรือ The Art of Thinking Clearly เล่มที่ 1 โดย Rolf Dobelli ว่าด้วยเรื่องของจิตวิทยาทางความคิดระดับโลก ที่รวบรวมมาไว้ในเล่มเดียว แล้วอธิบายขยายความให้กระชับ เข้าใจง่าย ยกตัวอย่างหลักจิตวิทยาทางความคิดเชิงอคติ เช่น Survivorship Bias อคติจากการเห็นผู้อยู่รอด แล้วเราต้องเชื่อและทำตามเขาทุกอย่าง โดยลืมมองพื้นฐานของตนเอง, Story Bias อคติจากเรื่องที่แต่งขึ้นเอง ผลจากที่สมองเราชอบนิทานมากกว่าข้อเท็จจริงที่ยุ่งยาก จำไม่ได้, Confirmation Bias อคติจากการเลือกรับข้อมูล เพราะเราชอบใช้ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดตัวเองมากกว่าข้อมูลที่ขัดแย้งกับที่เราคิด เป็นต้น ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.ผู้หญิงจำนวนมากเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ในโฆษณาจะทำให้สวยขึ้นได้ อันที่จริงเครื่องสำอางไม่ได้ทำให้สาว ๆ สวยเหมือนนางแบบหรอก พวกเธอเกิดมาสวยอยู่แล้วก็เลยถูกเลือกให้เป็นนางแบบโฆษณาเครื่องสำอาง เช่นเดียวกับสรีระของนักว่ายน้ำ ความสวยเป็นเพียงปัจจัยในการคัดเลือก ไม่ใช่ผลลัพธ์อย่างที่คนส่วนใหญ่คิดกัน เมื่อใดก็ตามที่เกิดความสับสนระหว่างปัจจัยในการคัดเลือกกับผลลัพธ์ นั่นหมายความว่าเราตกเป็นเหยื่อของสิ่งที่เรียกว่าภาพลวงตาที่ว่าด้วยรูปร่างของนักว่ายน้ำเข้าให้แล้ว หากปราศจากภาพลวงตานี้ การโฆษณากว่าครึ่งก็จะไม่ได้ผล แต่ภาพลวงตาดังกล่าวก็ไม่ได้เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตด้วย ตัวอย่างเช่นฮาร์วาร์ดมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก บุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจบการศึกษาจากที่นี่กันเป็นจำนวนมาก ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าฮาร์วาร์ดเป็นมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยมน่ะสิ เราตอบไม่ได้หรอก มันอาจไม่ได้ดีอย่างที่คิด เพียงแต่มหาวิทยาลัยนี้รู้จักเลือกคนเก่งตั้งแต่แรกแล้ว 2.สิ่งที่ทำให้ปรากฏการณ์ความมั่นใจมากเกินไปแพร่หลายและสร้างความสับสนอยู่บ่อย ๆ ก็คือ มันไม่ได้ถูกผลักดัน ด้วยสิ่งเร้าใด ๆ แต่เป็นสัญชาตญาณดิบที่ฝังอยู่ในตัวเรา ตามธรรมชาติ และมีข้อเท็จจริงอีก 3 อย่างที่อยากพูดถึง มันไม่สามารถหักล้างให้เกิดความสมดุลได้ด้วย“ปรากฏการณ์ความมั่นใจน้อยเกินไป” (ซึ่งไม่มีอยู่จริง) เราพบความมั่นใจมากเกินไปในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ไม่ได้มีแต่คนที่มองโลกในแง่ดีที่เผชิญกับปรากฏการณ์ความมั่นใจมากเกินไป แม้แต่คนที่มองโลกในแง่ร้ายก็ประเมิน ตัวเองสูงเกินไปเช่นกัน เพียงแต่จะไม่มากเท่าคนที่มองโลกในแง่ดี 3.ชายคนหนึ่งพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่มานานหลายปีแล้ว แฟนสาวนอกใจเขาครั้งแล้วครั้งเล่า พอถูกจับได้เธอก็จะสํานึกผิดและขอให้เขายกโทษให้ทุกครั้งไป ถึงแม้การคบกับผู้หญิงคนนี้ต่อไปจะดูไร้อนาคต แต่เขาก็บอกว่า “ผมทุ่มเทให้กับความสัมพันธ์ ครั้งนี้ไปมากเหลือเกิน ถ้าจะเลิกก็คงเป็นการตัดสินใจที่ผิด พลาดแน่” นี่ก็เป็นเหตุผลวิบัติที่ว่าด้วยต้นทุนจม 4.เหตุผลวิบัติที่ว่าด้วยต้นทุนจมจะส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดเมื่อเราทุ่มเทเวลา เงินทอง พลังงาน หรือความรักไป มากมายให้กับบางสิ่ง และการทุ่มเทดังกล่าวก็กลายเป็นเหตุผลที่ทําให้เรายังคงเดินหน้าต่อแม้ว่ามันจะดูไร้ประโยชน์แค่ไหนก็ตาม ยิ่งเราทุ่มเทไปมากเท่าไหร่ ต้นทุนจมก็ยิ่งทรงพลังมากเท่านั้น ส่งผลให้เกิดแรงผลักดันมหาศาลให้เรายังคงทำต่อไป 5.ในสายตาของคนส่วนใหญ่ ความแน่วแน่สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือ มันจึงเป็นสิ่งที่พึง ปรารถนา ตรงข้ามกับความโลเลซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ ดังนั้น เมื่อต้องตัดสินใจยกเลิกโครงการกลางคัน คนอื่นจึงมองว่าเราเป็นคนโลเล เพราะนั่นเท่ากับเรายอมรับว่าเราเคยคิดต่างจากปัจจุบัน ในทางตรงกันข้าม การเดินหน้าทำโครงการที่ไร้ความหมายต่อไปจะช่วยชะลอความเจ็บปวดออกไป แถมยังทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนแน่วแน่ในสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วด้วย 6.เหตุผลวิบัติที่ว่าด้วยฟ้าหลังฝนก็คล้าย กับอคติจากการเลือกรับข้อมูล มันคือกลยุทธ์ที่ผู้เชี่ยวชาญ ชอบนำมาใช้เวลาไม่มั่นใจ หากปัญหาแย่ลง นั่นก็ถือว่าเป็น ไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ แต่หากสถานการณ์ดีขึ้นโดยไม่คาดคิด ลูกค้าก็จะมีความสุข และผู้เชี่ยวชาญก็จะอ้างว่าเป็นเพราะความสามารถของตัวเอง ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร เขาก็ได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง 7.ในบ่อนการพนัน คนส่วนใหญ่จะทอยลูกเต๋าสุดแรงเวลาอยากได้แต้มสูง ๆ แต่ถ้าอยากได้แต้มต่ำๆ พวกเขา จะทอยให้เบาที่สุด ในทํานองเดียวกัน บรรดาแฟนบอลก็คิดว่า พวกเขาสามารถพลิกเกมได้ด้วยการโบกไม้โบกมืออยู่หน้าจอทีวี คนจำนวนมากติดกับภาพลวงตาประเภทนี้ และ พยายามควบคุมความเป็นไปของโลกรอบตัวด้วยการส่งกระแสพลังบางอย่างออกไป (ไม่ว่ามันจะเป็นแรงสั่นสะเทือน พลังจิต หรือผลกรรมก็ตาม) ภาพลวงตาที่ว่าด้วยการควบคุมคือการที่คนเรามี แนวโน้มที่จะเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมหรือมีอิทธิพลต่อสิ่งต่างๆ ทั้งที่ความจริงแล้วเราไม่มีทางควบคุมมันได้เลย 8.C'est le ton qui fait la musique คําคมภาษาฝรั่งเศสนี้มีความ หมายว่า “สิ่งสําคัญไม่ได้อยู่ที่คุณพูดอะไร แต่อยู่ที่ว่าพูด อย่างไรต่างหาก” ถึงแม้จะเป็นใจความเดียวกัน แต่ถ้า สื่อสารในแบบที่ต่างออกไป ผลที่ได้ก็จะแตกต่างกันไปด้วย ในทางจิตวิทยาเราเรียกเทคนิคดังกล่าวว่าการตีกรอบ ถึงแม้จะเป็นสถานการณ์เดียวกัน แต่มนุษย์เราก็อาจ ตอบสนองแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่ามันถูกนําเสนออย่างไร 9.หนึ่งในการตีกรอบที่ได้รับความนิยมก็คือการบิดคํา (glossing) เช่น หุ้นที่ราคาร่วงจะถูกเรียกว่า “การปรับฐาน” ราคาที่จ่ายแพงเกินไปเวลาซื้อกิจการจะถูกเรียกว่า “ค่าความนิยม (goodwill)” หลักสูตรการบริหารธุรกิจล้วนเรียกปัญหา ว่า “โอกาส” ผู้จัดการที่โดนไล่ออกมักจะถูกพูดถึงว่ากําลัง “มองหาความท้าทายใหม่ ๆ ในอาชีพ” ทหารที่ตายในสนามรบถูกเรียกว่า “วีรบุรุษสงคราม” (ไม่ว่าเขาจะตายเพราะความโชคร้ายหรือความโง่เขลาก็ตาม) 10.อคติจากความเชื่อว่าต้องลงมือทำ บีบให้เราชดเชยความไม่ชัดเจนด้วยการทำอะไรสักอย่างโดยไม่สนใจว่ามันจะเกิดประโยชน์หรือไม่ และมักจะเกิดขึ้นเวลาที่สถานการณ์คลุมเครือ ยุ่งเหยิง หรือมีความขัดแย้งกันอยู่ในตัว ในทางกลับกัน อคติจากการเพิกเฉยมักจะเกิดขึ้น เมื่อสถานการณ์มีความชัดเจน และเรารู้ดีว่าการลงมือทำอะไรบางอย่างอาจช่วยป้องกันความเสียหายในอนาคตได้ แต่เรากลับเลือกที่จะไม่ทำ 11.คนที่มีความสุขมากขึ้นเพราะเปลี่ยนงานหรือได้เลื่อนตำแหน่งก็จะมีความสุขลดลงไปสู่จุดเดิมภายในเวลาสามเดือน ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่าการวิ่งไล่ตามความสุข กล่าวคือ คนเราจะทำงานหนักเพื่อให้ได้รับสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต แล้วกลับพบว่ามันไม่ได้ช่วยให้มีความสุขอย่างที่คิด แล้วถ้าเป็นเรื่องร้าย ๆ อย่างการสูญเสียเพื่อนรักล่ะ ในกรณีนี้คนเราก็จะประเมินระยะเวลาและความรุนแรงของอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นสูงเกินไปเช่นกัน ตัวอย่างเช่นเวลาเลิกรากับคนรัก เราจะรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังล่มสลาย ความปวดร้าวจะทำให้เราคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีทางมีความสุขได้อีกแล้ว แต่หลังจากนั้นราวสามเดือนเราก็จะกลับมาหัวเราะได้อีกครั้ง 12.จากนี้ไปเวลาที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับรถคันใหม่ อาชีพใหม่ หรือความสัมพันธ์ครั้งใหม่ คำแนะนำที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้สามารถช่วยคุณได้ พิจารณาว่ามันจะทำให้คุณต้องเผชิญกับสถานการณ์ในแง่ลบที่ยากจะปรับตัวให้คุ้นชินได้หรือไม่ เช่น การเดินทางไปกลับไกลๆ เสียงรบกวน หรือสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดเรื้อรัง คาดหวังความสุขระยะสั้นก็พอ ไม่ว่าสิ่งพิเศษเหล่านั้นจะเป็นรถยนต์คันใหม่ บ้านหลังใหม่ เงินโบนัส การถูกลอตเตอรี่ หรืออะไรก็ตาม หาเวลาว่างและให้อิสระกับตัวเองให้มากที่สุด เพราะความรู้สึกในแง่บวกที่ยั่งยืนจะมาจากสิ่งที่คุณทำ ไม่ใช่สิ่งที่คุณมี จงทำในสิ่งที่รักแม้ว่ามันอาจทำให้คุณต้องเสียรายได้ไปบ้าง ทั้ง 52 วิธีคิดแบบไม่ลำเอียง แม้จะลดอคติไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ทำให้เราตระหนักมากขึ้นกับชีวิตตรงหน้า แน่นอนว่ามันมีเรื่องของความรู้สึกเข้ามาด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องของตรรกะ ดังนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องของความโง่เขลาแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่เราต้องเตือนตัวเอง เพื่อให้การตัดสินใจของเราเฉียบคมมากขึ้น เครดิตภาพ ภาพปก ภาพที่ 1 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ ความจริงที่โหดร้ายจนห้ามพูด รีวิวหนังสือ THE WEALTH MONEY CAN'T BUY รีวิวหนังสือ The Black Book of Manifest เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !