Short CommentSukhee ย้อนวันเคยสุข (2023)ง่ายๆแต่โดนใจอย่างยอดเยี่ยม ธรรมดาๆแต่คมคายโดยไม่ต้องยัดเยียด ขบขันแต่บาดลึกถึงกลางใจชีวิตก็แบบนี้บางครั้งเรื่องง่ายๆที่อยู่ใกล้ประหนึ่งปลายจมูกตัวเองอาจมองไม่เห็นต้องส่องกระจกดูจึงรู้ว่ามีอะไรผิดปกติมีอะไรติดอยู่ เพราะชีวิตอาจบางทีก็สามัญเกินไปเรียบง่ายเกินไปและธรรมดาเกินไปจนทำให้หลงลืมบางอย่างทั้งที่บางอย่างที่ว่าเคยเป็นสิงที่มีค่าต่อชีวิต กระทั่งบางครั้งสิ่งที่คิดว่าธรรมดาหรือชีวิตที่เป็นเหมือนเรื่องปกตินี่เองที่สร้างแรงกระเพื่อมที่ใหญ่หลวงปานโยนหินก้อนเล็กๆลงในบึงน้ำที่เรียบนิ่ง อาจเพราะบางทีคนเราก็หลงตัวเองคิดว่าเข้าใจคนอื่นเลยมองไม่เห็นคนอื่นเพราะคิดว่าเข้าใจและคิดว่าเขาคงเข้าใจอย่างที่เราเข้าใจ แต่หารู้ไม่ว่าไม่มีใครเข้าใจใครได้อย่างถ่องแท้เพราะแม้แต่ตัวเองยังไม่เข้าใจตัวเองในบางครั้งใช่หรือไม่ และเรื่องประมาณนี้ได้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตปัจจุบันที่การต่อสู้แข่งขันเพื่อชีวิตที่ดีตามนิยามที่ต่างกันจนกลายเป็นปัญหาให้ใครบางคนแบก ภาพยนตร์จึงมีหน้าที่เป็นกระจกให้สำรวจตัวเองว่าในเวลานี้ได้หลงลืมใครบางคนที่เคยสำคัญไปเพราะคิดว่าเข้าใจเขาและเขาคงเข้าใจไปบ้าง เช่นเดียวกับหนังเรื่องนี้ที่เอาเรื่องง่ายๆแบบนี้มาเล่าให้กลายเป็นความเข้าใจได้อย่างตรงใจSukhpreet (Shilpa Shetty) หรือที่ใครๆเรียกว่า Sukhee (อ่านว่าสุขี) คือแม่บ้านเต็มร้อยต้องคอยดูแล Guru (Chaitanya Choudhry) สามีที่เคร่งอยู่กับงานและพาลใส่เธอเสมอ สุขีมีลูกสาววัยรุ่นคือ Jassi (Maahi Jain) ที่เริ่มมองแม่ว่าหย่อนยานเกินไปเพราะเธอเป็นประธานนักเรียนผู้เคร่งครัด สุขียังต้องดูแลปู่ของสามีที่ชราและเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เข้าใจเธอที่ต้องรับบทนางแจ๋วไม่ใช่แม่หรือภรรยา จนวันหนึ่งสุขีได้รับบัตรเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นความทรงจำเก่าๆในความเป็นสาวป๊อปที่เปรี้ยวและก๋ากันนิดหน่อยก็หวนคืนมา จนเมื่อปู่จองตั๋วรถไฟไปเดลีให้เพื่อให้เธอย้อนกลับไปมีความสุขเพื่อตัวเองบ้างได้จากไปสุขีจึงไม่ฟังเสียงใครทั้งสามีและลูกเดินทางไปพบเพื่อนๆคือ Meher (Kusha Kapila),Mansi (Dilnaz Irani) ที่แปลซับได้อย่างคันหัวใจว่าแม้นศรีและ Tanvi (Pavleen Gujral) โดยทิ้งให้สามีที่ไม่เคยเห็นหัวเธอต้องเผชิญกับสิ่งที่เธอต้องเจอทุกวัน ส่วนเธอนั้นก็ย้อนกลับมาหาอดีตที่เธอเป็นเธอก่อนที่จะเจอกับ Guru แล้วอดีตก็ตามมาในฐานะชายที่เคยตกหลุมรักเธอแล้วเรื่องราวนี้จะลงเอยอย่างไรเล่าเรื่องง่ายๆเหมือนเอาของเก่ามาเล่าใหม่แต่กลับดูดีได้เพราะร้อยเรียงสถานการณ์ได้ดี เรื่องง่ายๆที่ผู้ชายไม่รู้ที่สร้างแรกกดให้กับผู้หญิงเรื่องช่องว่างระหว่างวัยที่มาพร้อมภาวะบีบรัดของสังคมจนทำให้ความสุขที่เคยมีอันตรธานหายไป จนต้องกลับคืนสู้เหย้าคืนสู่รากเหง้าเพื่อให้ได้เรียนรู้แบบนี้ความจริงเป็นเรื่องที่เล่ากันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา แต่เมื่อถูกเล่าในสังคมอินเดียที่ยังเป็นสังคมนิยมชายเป็นใหญ่เต็มที่และบางทีการมีที่ยืนในสังคมในเรื่องของฐานะทางการเงินและสังคมก็บีบกันแรงๆเรื่องง่ายๆแบบนี้ก็ดูมีพลัง เพราะสถานการณ์ที่ถูกเล่าได้เริ่มที่มองเห็นความอดทนที่กำลังค่อยๆหมดไปในบางคนที่มีอะไรมากกว่าที่เป็นมีความฝันที่ไม่เคยได้หันมองเพราะหน้าที่แม่และภรรยา แล้วความอดทนก็มีขีดจำกัดของมันเมื่อความพยายามเพียงฝ่ายเดียวไม่มีทางเข้ามาใกล้กันได้เรื่องจึงบานปลายไปยังจุดที่ยากจะเชื่อมกันติด แต่แล้วเมื่อบางอย่างขาดหายไปจึงรู้ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งสำคัญในชีวิตความคิดจึงเปลี่ยน และเรื่องเล่านี้ได้ถูกร้อยเรียงได้อย่างดีโดยไม่ต้องเล่นท่ายากอะไรเพราะนี่คือเรื่องพื้นฐานทางใจของมนุษย์เลือกเล่าออกมาในโทนเบาเล่าเรื่องอดีตกับปัจจุบันเรื่องปัญหาชีวิตได้อย่างขนขันและเพลิดเพลิน เมื่ออดีตคือความสวยงามกับความเป็นตัวของตัวเองกับปัจจุบันที่ต้องกักขังตัวเองไว้เพราะหน้าที่การใช้ความย้อนแย้งนั้นมาเล่าในโทนเบาจึงเป็นความเพลิดเพลิน เพราะมันคือการทิ้งน้ำหนักลงไปทางชีวิตในปัจจุบันที่ดูเหมือนไม่มีอะไรดียิ่งมีปัจจัยเรื่องความรักมาทำให้ตัดสินใจทิ้งบางอย่างในอดีตไปเพื่อมาเจอกับปัจจุบันแบบที่เห็น นั่นคือการส่งอารมณ์ให้ลงต่ำก่อนที่จะสนุกสนานเมื่อการได้ทำอะไรอย่างที่เคยทำได้ปลุกอดีตขึ้นมาในวันที่ดาวดวงหนึ่งทอประกายเต็มที่ไม่ใช่วันนี้ที่ดาวดวงนั้นแสงกำลังริบหรี่เต็มที่ ความขบขันจนถึงขั้นขำกระจายจึงมาในการค้นหาอดีตเพื่อคืนประกายสว่างจ้าให้ดวงดาวหรือใครจะลืมจุดสิ้นสุดของการตะเวนกินทั่วเดลีได้ลง เพราะคงไม่มีใครกล้าคิดจะไปตีแผ่ปัญหาชีวิตกันในส้วมอีกแล้วหนังจึงเป็นหนังที่มาในโทนเบาจริงแต่น้ำหนักของอดีตถ่วงกับปัจจุบันให้ได้คิดได้ชั่งน้ำหนัก จนสุดท้ายบทสรุปที่ออกมาสุขีอย่างที่เห็นเพราะน้ำหนักของอดีตเป็นพื้นฐานให้ปัจจุบันนั้นแข็งแรงอย่างยอดเยี่ยมเพราะเป็นเรื่องง่ายๆที่อาจถูกหลงลืมไปความคมคายจึงมาได้แบบเนียนๆจนบาดลึก ในชีวิตปัจจุบันที่ภาวะการแข่งขันในการมีที่ยืนในสังคมนั้นบีบรัดกันรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมอินเดียที่ผู้ชายเป็นใหญ่แบบรุนแรง ผู้ชายจึงไม่ต่างจากการแบกครอบครัวไว้บนสองบ่าซึ่งก็ไม่ผิดแต่ความแหลมคมของหนังคือการบอกเรื่องของความรักที่เป็นปัจจัยของปัญหาในสังคมที่การแต่งงานแบบคลุมถุงชนยังไม่หมดไป เพราะสังคมบีบให้ผู้ชายต้องประสบความสำเร็จแต่ความสำเร็จของแต่ละคนก็มีนิยามที่ต่างกันไปอยู่ที่ใครจะคิดว่าอะไรคือความสำเร็จที่แท้จริง หนังอาจเล่าในมุมของผู้หญิงเป็นกระบอกเสียงให้ผู้หญิงอีกครั้งในหนังอินเดียว่าผู้หญิงอินเดียมีดีกว่าการจะเป็นแค่แม่บ้านอยู่บ้านเข้าครัวและเลี้ยงลูก ความบาดลึกของหนังคือการสร้างมิติเปรียบเทียบโดยคนรอบข้างในเชิงของการใช้ชีวิตในฐานะผู้หญิงแกร่งและความสำเร็จในมุมที่มีความรักมาเป็นส่วนร่วมหลัก และสิ่งเหล่านั้นมาในความเนียนที่ต่อให้คนที่ดูแบบจับผิดอย่างผู้เขียนยังไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดอาจเพราะเรื่องสังคมที่บีบให้ลืมความรักเป็นเรื่องที่สามัญเกินไปไม่มีอะไรดีไปกว่าการรับบทบาทที่สมวัยผ่านวุฒิภาวะของบทหนังได้อย่างลงตัวแบบนี้ สิ่งที่ต้องชื่นชมอย่างหนักคือวุฒิภาวะของบทหนังที่ไม่มีเรื่องล่อแหลมมาเพื่อมาเรียกดราม่าเลยทั้งที่ถ้าจะทำก็มีช่องมากมายทั้งในเรื่องความรักเรื่องครอบครัวหรือรักเก่าที่บ้านเกิด อาจเพราะเป็นเรื่องเล่าของคนที่อยู่ในวัยที่ผ่านอะไรมามากพอวุฒิภาวะทางใจจึงมีพร้อมและบทหนังก็เยี่ยมมากที่ไม่ละเลยตรงนี้ ซึ่งคงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้วกับการมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจในบางเรื่องและการดำเนินชีวิตผ่านวุฒิภาวะที่พัฒนาของ Shilpa Shetty ที่สง่างามสมวัยและมองเห็นว่าอดีตเคยป๊อปขนาดไหน ทั้งยังรวมถึงเพื่อนอีกสามคนที่มาเป็นเครื่องเคียงที่ได้ใจเป็นมนุษย์ป้าขาเม้าได้อย่างสนุกแต่ที่ต้องไม่ลืมคือ Chaitanya Choudhry ที่รับบทสามีที่หลงลืมสิ่งมีค่าที่สุดได้ดีในตอนต้นแม้ว่าในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอาจจะยังไม่เนียนพอ แต่นั่นอาจเป็นเพราะเรื่องเล่าในมุมผู้หญิงทำให้ไปเน้นในฝั่งผู้หญิงและคนสำคัญที่สุดก็คือ Shilpa Shetty ที่รับบท Sukhee (ที่ต้องย้ำอีกทีว่ากรุณาอ่านว่าสุขี) ที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีกว่านี้คงไม่มีแล้วอาจเหมือนเป็นสูตรแต่สนุก ถ้าจะให้ไล่เรียงหนังที่มีเนื้อหาประมาณนี้มีแก่นสารประมาณนี้คงยาวเป็นหางว่าวและหนังแบบนี้ก็ต้องบ่นทุกทีสิน่าว่ามันก็เป็นหนังตามสูตร แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญเพราะหนังสูตรก็มีความดีงามในตัวของมันคือมีเสน่ห์อยู่ในตัวและเรื่องนี้ก็มาเต็ม เพราะให้ได้หมดทั้งความขบขันความคมคายความซาบซึ้งใจและแน่นอนเข้าใจชีวิตด้วยความที่หนังต้องการบอกเล่าตรงนี้ แล้วสิ่งที่ทำให้หนังสนุกแบบจะว่าเกินคาดก็คงไม่ผิดเพราะหนังอินเดียประมาณนี้มีไม่น้อยที่ชอบขยี้และยัดเยียดแต่เรื่องนี้ไม่ หนังเล่าได้ปานเป็นชีวิตจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยอมทิ้งทุกอย่างมากับความรักแต่สุดท้ายต้องมาชั่งน้ำหนักว่าการตัดสินใจครั้งนั้นถูกหรือผิด แล้วเดินเรื่องไปง่ายไม่ต้องซับซ้อนมีอะไรก็บอกออกมาไม่ต้องอ้ำอึ้งคือจะเล่นสนุกอะไรเพื่อเปรียบเทียบกับความทุกข์ส่วนไหนก็จัดมาว่ากันตรงๆ ทำให้ภาพเบื้องหลังที่เป็นความทุกข์ได้ถูกปลดปล่อยจนเป็นภาพความสุขที่เบื้องหน้ามันคืออาการปลดปล่อย ที่ยังไงก็สนุกเหมือนเรามีอะไรทุกข์ใจแล้วได้เล่าให้เพื่อสนิทได้รับฟังแล้วก็พากันรำลึกอดีตที่ฟังทีไรก็สุขีทุกทีประมาณนี้ดูไปบ่นไปขอบคุณภาพประกอบภาพปก / ภาพที่ 1 / ภาพที่ 6 / ภาพที่ 7 / ภาพที่ 8 จาก Instagram abundantiaentภาพที่ 2,3,4,5 จาก Instagram netflix_in ถ้าคุณชอบหนังอินเดีย คุณจะชอบเรื่องเหล่านี้https://entertainment.trueid.net/detail/2GmnXAYNDpDrhttps://entertainment.trueid.net/detail/6LRQlGb7won5https://entertainment.trueid.net/detail/VKO5wMY69JMbhttps://entertainment.trueid.net/detail/q3NvDjbwvwb3คอมมูนิตี้ “โลกคนรักหนัง” ห้องหวีดซีรีส์ดังออกใหม่มาแรง ป้ายยาหนังดีหนังโดน