ชาวอเมริกันเป็นพวกหัวอ่อนเชื่อง่าย ไม่ใช่ว่าพวกคุณจะยอมรับคอมมิวนิสต์ โดยตรง แต่เราจะค่อยๆป้อนยาลัทธิสังคมนิยมให้คุณทีละน้อย จนกระทั่งเมื่อคุณตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าคอมมิวนิสต์ได้ฝังรากอยู่ในตัวคุณเรียบร้อยแล้ว เราไม่จำเป็นต้องต่อสู้เลย เราจะทำให้เศรษฐกิจของคุณอ่อนแอลงเรื่อยๆจนในที่สุดคุณก็จะร่วงหล่นเหมือนผลไม้สุกงอม และตกลงมาอยู่ในมือของเราเอง นี่คือคำกล่าวของ Nikita Khrushchev เมื่อปี 1959 นั่นทำให้ Robert T. Kiyosaki อยากสะท้อนปัญหาสังคมทั่วโลกในปัจจุบัน เพราะเราทุกคนทำงานประจำ โดยต้องพึ่งสวัสดิการจากรัฐ นั่นคือแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ (Marxism) ที่อาจนำไปสู่การโค่นล้มระบบทุนนิยมและก่อตั้งสังคมคอมมิวนิสต์ที่ไร้ชนชั้นขึ้น โดยผู้เขียนพยายามสื่อให้เข้าใจง่าย แม้เนื้อหาจะหนักพอสมควรก็ตาม แปลโดย ร.ต.อ.สี่ทิศ อ่ำถนอม (ผู้กองเบ็นซ์) และ น้ำเพชร ภูมิธนภัทร (ต้องขอบคุณผู้แปลทั้งสองที่ช่วยให้เสริม อธิบาย ขยายความ ทำให้เข้าใจคำนิยามหลายอย่างให้กระจ่างชัดเจนมากขึ้น ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.คนรวยระดับบนสุดเล่นเกมการเงินที่เรียกว่า “การอุ้ม (Bailout)” หากพวกเขาเล่นพลาด ประชาชนอย่างเรา ๆ นี่แหละที่ต้องเป็นคนจ่ายค่าอุ้มพวกนายธนาคาร นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2008 แต่สำหรับคนธรรมดาที่เล่นเกมการเงินแล้วแพ้ ไม่มีหรอกการอุ้ม ทางเลือกเดียวของพวกเราคือ ล้มละลาย 2.การอุ้มพวกพ้องตัวเอง (Bailout) หรือการที่เมื่อสถาบันการเงินมีปัญหา รัฐบาลจะเข้าให้การช่วยเหลือ โดยใช้เงินภาษีอุ้มสถาบันการเงินนั้น 3.เงินคือมาตรวัดคุณธรรมของสังคม เมื่อคุณเห็นว่าการค้าขายมิได้เกิดจากความยินยอม แต่เกิดจากการบังคับ เมื่อคุณเห็นว่าการจะผลิตสิ่งใดจำเป็นต้องขออนุญาตจากคนที่ไม่เคยผลิตอะไรเลย เมื่อคุณเห็นว่าเงินไม่ได้ไหลไปหาผู้ค้าขายสินค้า แต่กลับไหลไปหาคนที่ค้าขายอิทธิพลและผลประโยชน์ เมื่อคุณเห็นว่าผู้คนร่ำรวยจากการคอร์รัปชันและเส้นสายมากกว่าการทำงานอย่างสุจริตและกฎหมายไม่ใช่เพื่อปกป้องคุณจากพวกเขา แต่เพื่อปกป้องพวกเขาจากคุณ เมื่อคุณเห็นว่าการทุจริตได้รับรางวัล ส่วนความซื่อสัตย์กลายเป็นการเสียสละตัวเอง นั่นคือสัญญาณว่า สังคมของคุณกำลังล่มสลาย 4.ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน (Marxism-Leninism) คือแนวคิดที่นักวิชาการตะวันตกเรียกกันว่า “คอมมิวนิสต์” โดยลัทธินี้เชื่อกันว่าการโค่นล้มระบบทุนนิยมจำเป็นต้องใช้“การปฏิวัติแบบคอมมิวนิสต์สองขั้นตอน” และเอาระบบใหม่ไปแทนที่มัน 5.ขั้นตอนของลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ในขั้นตอนแรกจะมี “พรรคแนวหน้า (Vanguard Party)” เข้ามาแทรกซึมในระบอบประชาธิปไตยและเริ่มต้นกระบวนการปลูกฝังแนวคิดทางอุดมการณ์แก่ประชาชน เป้าหมายสูงสุดของพรรคแนวหน้าคือการยึดอำนาจ “ในนามของชนชั้นกรรมาชีพ” ซึ่งหมายถึงประชาชน ผู้ใช้แรงงานที่ถูกกดขี่โดยพวกผู้มีอันจะกินหรือพวกชนชั้นสูง เมื่ออำนาจถูกยึดไว้ได้แล้วพรรคคอมมิวนิสต์จะจัดตั้ง “รัฐสังคมนิยม (Socialist State)” ขึ้นในนามของชนชั้นกรรมาชีพ โดยรัฐนี้จะควบคุมเศรษฐกิจและปัจจัยการผลิตทั้งหมด พร้อมทั้งปราบปรามการต่อต้านจากชนชั้นกระดุมพีและฝ่ายตรงข้ามทางอุดมการณ์ ทั้งหมดนี้เป็นการปูทางไปสู่ขั้นตอนที่สองของการปฏิวัติ 6.ในขั้นตอนที่สอง จะเป็นการวางรากฐานสำหรับสังคมคอมมิวนิสต์ (Communist Society) ซึ่งจะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นจากรัฐสังคมนิยมเดิม โดยสังคมคอมมิวนิสต์ตามอุดมคติของลัทธิมาร์กซ์-เลนินนั้นคือโลกที่ไร้ชนชั้น ไร้รัฐ และดำรงอยู่ในสภาวะแบบยูโทเปีย (Utopian) – โลกในอุดมคติที่ปราศจากข้อบกพร่องใด ๆ 7.เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้สนับสนุนบิตคอยน์มีความคลั่งไคล้ นั่นก็เพราะพวกเขาเองก็ต่อต้านแนวคิดเรื่องการควบคุมจากส่วนกลางเช่นกัน ซึ่ง “การควบคุมจากส่วนกลาง” นั้นเป็นหัวใจหลักของปรัชญามาร์กซิสต์ ผู้คลั่งไคล้บิตคอยน์มุ่งมั่นที่จะกอบกู้ระบบทุนนิยมจากการควบคุมจากส่วนกลางของลัทธิมาร์กซิสต์ โดยผู้คลั่งไคล้บิตคอยน์คือกลุ่มที่เรียกว่า “ดีไฟ (DeFi)”... หรือ“การเงินแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Finance)” 8.เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ คือเศรษฐศาสตร์แห่งความขาดแคลน เพื่อให้บรรลุผลตอบแทนที่ไม่มีวันสิ้นสุด เราจำเป็นต้องเข้าใจเศรษฐศาสตร์ของสิ่งที่ไม่มีวันสิ้นสุด (Economics of Infinite) และเศรษฐศาสตร์แห่งความขาดแคลน (Economics of Scarcity) 9.แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์ ส่งเสริมแนวคิดหลักสามประการ คือ • การยกเลิกทรัพย์สินส่วนตัว • เก็บภาษีเงินได้แบบขั้นบันได • การยกเลิกสิทธิ์ในการรับมรดกทั้งหมด 10.บอลเชวิก คือสมาชิกเสียงข้างมากในพรรคสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ ภายหลังจากยึดอำนาจในการปฏิวัติบอลเชวิก ในปี 1917 11.ธนาคารกลางสหรัฐฯ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ วอลล์สตรีตล้วนเป็นการเงินแบบรวมศูนย์ คําว่า “โลกาภิวัตน์” ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงสายเสรีนิยมก็คือแนวคิดของรัฐบาลโลกแบบรวมศูนย์ ขอให้สังเกตคําว่า การควบคุมจากส่วนกลาง ให้ดี คํานี้เป็นส่วนหนึ่งของคําศัพท์ในลัทธิคอมมิวนิสต์มากกว่าจะอยู่ในคําศัพท์ของลัทธิทุนนิยม 12.ชนชั้นกระฎุมพีคือชนชั้นทางสังคมที่เข้ามาเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เช่น โรงงานและ มาร์กซ์เชื่อว่าทั้งหมดที่ชนชั้นกระฎุมพีที่สนใจมีเพียงเรื่องเดียวคือที่ดิน ความเป็นใหญ่ทางเศรษฐกิจในสังคมการครอบครอง พูดง่าย ๆ ก็คือ มาร์กซ์มองว่าชนชั้นกระฎุมพีเป็นพวกโลภ เย่อหยิ่ง และไม่แยแสใคร และแม้แต่ในทุกวันนี้หลายคนก็ยังเป็นแบบนั้น หลายคนบอกว่ากลุ่มที่เลวร้ายที่สุด นั้นอยู่ในซิลิคอนแวลลีย์ วอชิงตัน ดี.ซี. และวอลล์สตรีต หลายคนเชื่อว่าพวกเขากลายเป็นชนชั้นสูงยุคใหม่ และคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะปิดกั้นเสียงของเรา สั่งให้เรา ทําอะไร คิดอะไร หรือเชื่ออะไรก็ได้ ชนชั้นสูงแห่งซิลิคอนแวลลีย์ประสบความมั่งคั่งและอํานาจที่เหนือกว่ากษัตริย์ หรือราชินีในอดีต และพวกเขาคือสาเหตุที่ทําให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นกลางกับคนจนกว้างขึ้นเรื่อย ๆ 13.ในตลาดรีโปมีสถาบันการเงินอยู่สองประเภท ได้แก่ • FI-1 คือสถาบันการเงินแบบที่ 1 มีหลักทรัพย์แต่ไม่มีเงินสด • FI-2 คือสถาบันการเงินแบบที่ 2 มีเงินสด แต่เงินสดนั้นไม่ได้รับดอกเบี้ย เมื่อสถาบันการเงินแบบที่ 1 (Financial Institution #1 : FI-1) ต้องการเงินสดเนื่องจากพวกเขากำลังสร้างอสุรกายแฟรงเกนสไตน์ทางการเงินพวกเขาก็จะไปที่ตลาดรีโปเพื่อกู้เงินระยะสั้น ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการกู้แบบข้ามคืนเช่นเดียวกับโรงรับจำนำ สถาบันการเงินแบบที่ 2 (Financial Institution #2 : FI-2) มีเงินสดอยู่ในมือ โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Mutual Funds) ที่ธนาคารและนักวางแผนทางการเงินนำมาขาย 14.ทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ (MMT) แนวคิดหลักของทฤษฎีการเงินสมัยใหม่คือ รัฐบาลที่มีระบบสกุลเงินเฟียตอยู่ภายใต้การควบคุมของตน สามารถและควรที่จะพิมพ์เงิน (หรือสร้างได้ง่าย ๆ แค่ไม่กี่คลิกในยุคดิจิทัลปัจจุบัน) ได้มากเท่าที่พวกเขาต้องการใช้จ่าย เพราะพวกเขาไม่สามารถล้มละลายหรือผิดนัดชำระหนี้ได้ เว้นแต่จะมีการตัดสินใจทางการเมืองให้เป็นเช่นนั้น 15.รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (UBI) รายได้พื้นฐานถ้วนหน้าเป็นโครงการของรัฐบาลที่มอบเงินจำนวนหนึ่งให้พลเมืองวัยผู้ใหญ่ทุกคนอย่างสม่ำเสมอ เป้าหมายของระบบรายได้พื้นฐานนี้คือเพื่อบรรเทาความยากจนและแทนที่โครงการสวัสดิการสังคมตามความต้องการอื่น ๆ ที่อาจต้องใช้ระบบราชการที่ซับซ้อนกว่า แนวคิดเรื่องรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าได้รับความสนใจมากขึ้นในสหรัฐฯ เนื่องจากระบบอัตโนมัติเริ่มเข้ามาแทนที่แรงงานในภาคการผลิตและภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ 16.ความแตกต่างระหว่างสังคมนิยมกับทุนนิยมชัดเจนถึงขั้นสุดขั้ว โรงเรียนมักปลูกฝังแนวคิดแบบสังคมนิยม ผู้ที่นิยมสังคมนิยมผลักดันให้ขึ้นภาษี เพิ่มภาระหนี้สิน ขยายโครงการสิทธิประโยชน์ และมักตีตราว่าคนรวยคือพวกเห็นแก่ตัว การจะเรียนรู้วิธีคิดแบบทุนนิยมจึงเป็นเรื่องยาก ท่ามกลางวัฒนธรรมที่ยึดติดกับ สังคมนิยมและการพึ่งพาสิทธิ์อันชอบธรรม สังคมนิยมทําให้ชีวิตยากลําบากขึ้น ขณะที่ทุนนิยมทําให้ชีวิตดีขึ้น 17.“เมื่อช่องว่างระหว่างคนรวย ชนชั้นกลาง และคนจนขยายกว้างขึ้น การฟ้องร้องก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อเศรษฐกิจแย่ลง ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆจะตัดสินใจว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะรวยคือการ “ฟ้องคนรวย” ดังนั้น การนำธุรกิจเข้าสู่นิติบุคคล นิติบุคคลนั้นยังช่วยคุ้มครองผู้ประกอบการจากภาษีของรัฐบาลด้วย เมื่อพลเมืองเอกชนสูญเสียเงิน การสูญเสียนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว เมื่อบรรษัทสูญเสียเงิน การสูญเสียนั้นคือผลขาดทุนทางภาษี 18.คอมมิวนิสต์โทษนายทุนสำหรับช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน คอมมิวนิสต์โทษนายทุนสำหรับความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ คอมมิวนิสต์โทษนายทุนสำหรับปัญหาคนไร้บ้าน เหล่านี้คือคำโกหกของพวกสังคมนิยม มาร์กซิสต์ และคอมมิวนิสต์ พวกสังคมนิยม มาร์กซิสต์ และคอมมิวนิสต์ต่างหากที่เป็นสาเหตุของความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้และช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เพื่อให้แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ของมาร์กซ์ประสบความสำเร็จ ความไม่สงบทางเศรษฐกิจและสังคมจึงเป็นสิ่งจำเป็น สังคมนิยม มาร์กซิสต์ และคอมมิวนิสต์คือคนจริง ๆ ที่ก่อให้เกิดความยากจนที่แท้จริงในโลก 19.โรเบิร์ตเปรียบเทียบว่า ผู้ประกอบการอย่างเคน แมกเอลรอยกำลังทำหน้าที่ไม่ต่างจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (The Fed) โดยมีกระบวนการที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้ - เดอะเฟดไม่ได้ “พิมพ์เงิน” จริง ๆ โรเบิร์ตย้ำว่า เดอะเฟดสร้างเพียง “เงินสำรองของธนาคาร (Bank Reserves)” เท่านั้น ส่วน “เงิน” ที่หมุนเวียนอยู่จริงในระบบเศรษฐกิจ จะถูกสร้างขึ้นเมื่อธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อออกไป - เคน แมกเอลรอยคือ “ผู้สร้างเงิน” เมื่อเคน (ในฐานะนักลงทุน) สร้างสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น อะพาร์ตเมนต์ขึ้นมา เขาได้นำมันไปใช้เป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินจำนวนมหาศาล (เช่น 30 ล้านเหรียญ) จากธนาคาร ในวินาทีที่ธนาคารอนุมัติสินเชื่อนั้น เงิน 30 ล้านเหรียญก็ถูก “สร้างขึ้น” จริง ๆ และถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ - สิทธิประโยชน์ทางภาษี นอกจากจะสามารถ “สร้างเงิน” ได้จริงผ่านการกู้ยืมแล้ว เคนยังแทบไม่ต้องเสียภาษี เพราะหนี้สินไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี อีกทั้งเขายังสามารถนำค่าเสื่อมราคาของอสังหาริมทรัพย์มาหักลดหย่อนภาษีได้อีก ดังนั้น โรเบิร์ตจึงสรุปว่าเคน “เปรียบเสมือนเดอะเฟด” เพราะเขาสามารถสร้างเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ (ผ่านการกู้ยืมโดยใช้สินทรัพย์เป็นหลักประกัน) และยังทำทั้งหมดนี้ได้โดยแทบไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งกลไกทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการทำงานของระบบธนาคารกลาง กล่าวโดยสรุป โรเบิร์ตกำลังจะบอกว่า คนธรรมดาอย่างเราก็สามารถ “สร้างเงิน” ได้เช่นเดียวกับธนาคารกลาง (The Fed) แต่ในขนาดที่เล็กกว่าตามศักยภาพของเราเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเรื่องการเมืองการปกครองส่งผลต่อการเงินทั้งทางตรงและทางอ้อม Robert Kiyosaki พูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอเมริกา ซึ่งบางเรื่องมันก็ช่างดูคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย เราอาจเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไม่ได้ เพราะมันต่างหากที่จะเป็นฝ่ายเปลี่ยนเรา เราจึงต้องปรับตัวและเข้าใจว่าตอนนี้โลกกำลังเกิดอะไรขึ้น ความผันผวนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสร้างความลำบากมากเกินไปจนคนทั่วโลกไม่อยากมีลูก (การไม่มีลูก เพราะเราไม่พร้อม ก็ถือเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง) สิ่งที่เราทำได้คือการสร้างระบบทุนนิยมในบ้าน โดยตัวเราเองคือแม่แบบคนสำคัญให้กับตัวเอง เครดิตภาพ ภาพปก โดย Ahmet Yüksek ✪ จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ FAKE การเงินลวงโลก โดย Robert T. Kiyosaki รีวิวหนังสือ เรียนไม่เก่งเป็นเจ้านาย เรียนแทบตายเป็นได้แค่ลูกจ้าง (Why A students work for C students) รีวิวหนังสือ WHY THE RICH ARE GETTING RICHER (ทำไมคนรวยยิ่งรวยขึ้น)