รีวิวหนังสือ ระดับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี 2554 จากหนังสือรวมเรื่องสั้น "แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ" ของ คุณจเด็จ กำจรเดช เล่มนี้เป็นเล่มที่เราซื้อมานานแล้ว กว่าจะได้มีโอกาสหยิบมาอ่านให้จบ ก็เลยนำมารีวิวหน่อยว่ามันดีมาก เป็นเรื่องที่รวมเรื่องสั้นในเล่มหลาย ๆ เรื่องไว้ด้วยกัน ซึ่งในเนื้อหาเรื่องสั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความหลากหลายของมนุษย์ในสังคมไทยที่มีความซับซ้อน ผู้เขียนได้เสนอการปะทะกันระหว่างความจริงกับความจริงเสมือน ความรู้กับความเชื่อ ความเป็นตัวของเขาของเรา สื่อทอดอารมณ์ออกมาเป็นเรื่องสั้นสำนักพิมพ์ Pajonphai Publishingราคา 295 บาทการดำเนินเรื่อง หลายเรื่องมีการใช้การเล่าเรื่องที่หลายแบบ ทั้งการเสียดสีสังคม การตัดต่อ การซ้ำ การใช้มุมมองที่แปลกออกไป การสร้างสัมพันธบท รวมไปถึงการสร้างตัวละครที่อยู่ในภาวะความรู้และความที่ไม่รู้ การเล่าเรื่องของนักเขียน มีการซ่อมปม การใช้คำพูด ข้อความที่เป็นลักษณะเปรียบเทียบ หรือความเป็นอุปมาอุปมัย หลายอย่าง มีการจัดวางถ้อยคำบางคำที่เป็นลักษณะการประชดประชัน ของสังคม หลายๆเรื่องที่เราอ่านในเล่มก็มีแนวตลกบ้าง บางบทความก็แปลกดี อ่านแล้วบางคำไม่เข้าใจก็ต้องลองค้นหาว่าคำนี้สามารถแปลเป็นอะไรได้บ้าง ในหนังสือเล่มนี้จะมี 12 เรื่องสั้น และอีก 1 เรื่องที่เป็นการเกริ่นของนักเขียน ที่นักเขียนบันทึก โดยเรียงเรื่องดังนี้สิ่งชำรุดของพระเจ้า คล้ายว่าเริ่มจากฝน ด้วยดวงตามืดบอดนั้น, ฉันเห็น อยากได้สักบทเรียนไหม แม่ทัพตายแล้ว หนุมานเหยียบเมือง หวังว่ากิมาซ์จะไม่พลาดอีก นาฏกรรมแห่งไฟ : ละครสามองก์ฯ อย่างน้อยก็สัก 5 นาที มิติทับซ้อนในโลกซ่อนเร้น แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ ไปกินมื้อเช้าที่ดาวพลูโต. ความประทับใจ การดำเนินเรื่องแต่ละเรื่องจะไม่เกี่ยวข้องกันแต่ผู้เขียนก็จะสอดแทรกแง่คิดไว้หลายประโยคหลายคำมาก ๆ เช่นเรื่อง 1. นกกับปลาสามารถรักกันได้ แต่ความรักก็ไม่จำเป็นต้องจบลงที่การอยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างมีใจให้กัน โดยที่ต่างก็มีวิถีของตัวมันเองเอง พบกันบ้างที่ผิวน้ำ มีความคิดถึงเป็นแรงขับ มีความรักเป็นน้ำเลี้ยง มีความไม่สมหวังเป็นแรงดึงดูด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชีวิตของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในทุก ๆ เรื่อง มีทั้งความสมหวังและไม่สมหวัง ความรักมันก็คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ ไม่จำเป็นต้องผูกพันอยู่ด้วยกัน จากเรื่อง สิ่งชำรุดของพระเจ้า 2. การเล่าถึงเรื่องราวที่มีข้อสรุป ว่า ชีวิตบางครั้งก็เป็นเช่นนี้ ปลายข้างหนึ่งยึดติดไว้กับ'ความจริง' ขณะอีกปลายผูกติดไว้กับ'ความฝัน' ซึ่งอ่านแล้วก็ทำให้ผู้ได้หยุดคิดตามไประยะหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นเรื่องราวที่เป็นชื่อสมมุติแต่หลาย ๆ เรื่องของนักเขียนมันทำให้คิดถึงชีวิตตนเอง ความคิด ระหว่างความจริงกับความฝัน การยึดติดของเราที่บางครั้งก็อยากทำความฝันให้มันเป็นจริง แต่มันก็เป็นเช่นนี้แหละไม่มีอะไรที่ได้เป็นความจริง 100 เปอร์เซนต์ในชีิวิต3. ทำให้ผู้อ่านฉุกให้คิดหลาย ๆ คำเลยจากคำว่า สิ่งที่เราหวังมันไม่ได้อยู่ในที่ซึ่งเรากำลังไป และบางครั้งสิ่งที่เราตามหาก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม ซึ่งในความเป็นจริงของมนุษย์นั้น พยายามตามหาสิ่งที่ต้องการมาทั้งชีวิตทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วมันอาจอยู่ใกล้ตัว ใกล้แค่เอื้อมแต่เรามองไม่เห็น พยายามดิ้นรนหาหนทางในชีิวิต หาความสุขที่มันไกล.. แต่มันไม่ได้อยู่ในที่นั้นเลย เมื่อพบคำตอบมันก็คือการกำหนดตัวเอง มันอยู่ที่ตัวเรานี่แหละ มองไปใกล้ ๆ ตัว4. นอกจากนี้ยังมีคำคมหลาย ๆ คำในเล่มที่สอดแทรกให้ผู้อ่านได้คิดตาม ต้องไปอ่านแล้วคิดได้เป็นหลากหลายมุมมองมาก ๆ กับสิ่งที่นักเขียนได้เขียนมา 1 ประโยค เช่น กว่าฝนจะตก พื้นดินต้องสะสมความชื้นไว้ให้เพียงพอ เช่นกัน ก่อนจะตัดสินใจครั้งสำคัญ เราต้องรอให้จิตใจพร้อม มันทำให้คิดว่าการที่เราจะทำอะไร ตัดสินใจทำอะไรต้องมีมูลมีพื้นฐาน มีความพร้อมอย่าวน้อยจิตใจเราต้องแข็งแกร่งต้องพร้อมแล้ว สรุป คือเล่มนี้ เรื่องสั้นแต่ละเรื่องมักจะเป็นตัวละครสมมุติ แต่ประโยคสนทนาในเรื่องทำให้คิดตามถึง มุมมองความคิด หลายคำ หลายประโยค อ่านแล้ว สะอึก จุก บ้างก็เป็นการเสียดสี เช่น นกกับปลาไม่แปลกที่จะรักกัน แต่จะสร้างรังรักที่ไหน ? หรือ "คนชอบบอกว่าฝันดีนะ จะฝันดีไปทำไมถ้าความจริงมันไม่ดี" 55 ซึ่งหลาย ๆ อย่างมันก็จริงนะ อย่างคำบางคำที่อ่านแล้วสะอึกเลย เช่น "อาจมีบางเรื่องที่เป็นเรื่องจริง เหมือนที่เราไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในความฝัน กระทั่งเราตื่น" ซึ่งในเรื่องที่ 2 มีการบรรยายถึงความรู้สึกเดจาวู เป็นเรื่องราวที่ในขณะหนึ่งที่เราคิดว่ามันไม่ใช่ความฝันหรอกนะมันเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิด ที่ยังหลอกหลอนอยู่ในปัจจุบัน แต่ตื่นมาแล้วมันก็คือความฝัน แต่ทำไมมันคุ้นเคยจังเลย.. อ่านแล้วได้ทั้งความสนุก ปนขำ และก็ได้คิดตามเอามาก ๆ เหมาะสมมากที่เล่มนี้ได้รับรางวัลซีไรต์ปี 2554*ภาพถ่าย 1,3,5 โดยผู้เขียน ภาพที่ 2,4 ที่มา Pixabay , Pixabay