ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ละครสุดเข้มข้นอยากบางกอกคณิกาได้จบลงแล้ว ด้วยเรทติ้งที่พุ่งทะยานสูงขึ้นเป็นลำดับต้น ๆ ของละครเรื่องนี้ เรียกได้ว่าเชือดเฉือนกันสุดตั้งแต่นักแสดงรุ่นใหญ่ไปสู่นักแสดงรุ่นเด็ก เนื้อเรื่องไม่แผ่วเลย แอบมีหักมุมเล็ก ๆ มีความเป็นไปไม่ได้ที่ละครเรื่องนี้ทำให้เป็นไปได้และแฝงความอิงประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงปี 2435 ไว้ด้วย ในเรื่องของการเลิกทาส และยังเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่หอโขมเขียวของคณิกาได้โด่งดัง แพร่หลาย โดยเฉพาะย่านสำเพ็ง ละครเรื่องนี้จึงมีมวลรวมเรื่องหนักๆ อย่าง สิทธิ เสรีภาพ ไว้ด้วยศิลปะการละคร การแสดง และเสียงเพลง ซึ่งในเรื่องเหล่าคณิกาจากหอบุปผชาจากจะไถ่ตัวสำเร็จไหม ตามไปอ่านต่อกันได้เลยค่ะเรื่องราวของ 3 สาวงามคณิกาชื่อดังแห่งหอบุปผชาติ ทำทุกทางเพื่อที่จะไถ่ตัวออกจากการเป็นทาส นักแสดง กุหลาบ (อิงฟ้า) ไม่น่าเชื่อว่านี่คือเรื่องแรกของพี่อิงฟ้า เล่นได้ถึงใจมากโบตั๋น (ก้อย) เราเคยเห็นเขาเล่นแต่ซีรีส์วัยรุ่น เรื่องนี้พลิกบทบาทได้ดีแซ่บสุดในสามคน เทียนหยด (ชาเลท) ภาพนักแสดงเด็กในอดีตเปลี่ยนไปเพราะน้องโตพอที่จะท้าทายความสามารถในบทที่ยากแบบนี้ ทำถึงและจึ้งมาก เต้นเก่งสุดในสามคนแม่ราตรี (อ้อม พิยดา) ทำไมต้องเป็นพี่อ้อม เอาคนอื่นที่เป็นจริตตัวแม่มาเล่นเป็นแม่เล้าใจร้ายก็ทำได้ แต่มันไม่เหมาะกับละครเรื่องนี้ เพราะตัวละครพี่อ้อมที่ร้ายก็เพราะต้องการปกป้อง และไม่ได้ร้ายลึกขนาดนั้นยังมีความรู้สึกเปราะบางอยู่ข้างใน ไม่ว่าจะซีนเคียดแค้น ระเบิดอารมณ์หัวเราะทั้งน้ำตา มองแล้วเป็นใครไปไม่ได้เลยต้องพี่อ้อมเท่านั้น ยิ่งอีพีหลัง ๆ คือสงสารมากค่ะลาสบอสพระยาจรัล (นก ฉัตรชัย) ใช้สิทธิผู้มีอำนาจและเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขออนุญาติใช้คำไม่เพราะ ชั่วมาก ข่มขู่ ใช้อำนาจในทางที่ผิด กดขี่ข่มเหง ตัวละครนี้สำหรับเราอาจจะดูโหดเหี่ยม บ้าอำนาจ มันแสดงออกแบบแบนในมิติเดียว หาความเทา ๆ ของความเป็นคนไม่ได้เลย เราอยากให้ทุกคนได้ดูตำรวจพระนเรน (คุณต้อม) ความลับบางอย่างที่ดูได้ ช่วยเหลือได้ อย่างห่าง ๆ และห่วง ๆ เพราะหน้าที่การงานในสมัยนั้นและผู้มีอำนาจค้ำคออยู่ มันจัดอยู่ในบทคนดีที่อ่อนแอและน่าสมเพช ถ้าได้ดูและจะเข้าใจเองค่ะเกร็ดความรู้นิดหน่อยในสมัยนั้นถ้าพ่อแม่เป็นทาสในเรือนพระยาลูกก็จะกลายเป็นทาสในเรือนเบี้ย ต้องให้พระยาเจ้านายเป็นคนปล่อยตัวออกมาเอง ส่วนพ่อแม่หรือคนที่เป็นทาสสินไถ่ก็สามารถหาเงินมาให้พวกพระยาและยกเลิกการเป็นทาสได้อาชีพหญิงโสเภณีในสมัยนั้นก็เสียภาษีไม่ต่างจากคนทั่วไปแถมมากกว่าด้วยซ้ำhttps://www.facebook.com/share/v/vVyJnncp62W4dbd1/?ในช่วงปี ร.ศ. 127 มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค เพื่อป้องกันการถูกหลอกมาเป็นโสเภณี ซึ่งกำหนดเพิ่มอายุหญิงโสเภณีจาก 16 ปี เป็น 20 ปี และห้ามเจ้าสำนักกักขังโสเภณีและเลี้ยงเด็กอายุ 8-15 ปี จากตรงนี้ในละครได้ถ่ายทอดผ่านตัวละครอย่างขุนณรงค์และพระยาจรัลใช้ช่องโหวของกฎหมายในการซื้อขายเทียนหยดที่อายุยังไม่เข้าเกณฑ์รีวิวเมื่อผู้กำกับละครต้องการสื่อถึงความเท่าเทียมกันของคนในสังคม และยังทำให้อาชีพคณิกา หรือ sex worker เป็นสิ่งที่ควรให้เกรียติ เพราะเขาเสียภาษีเท่ากับทุกคน แต่บทที่ให้ 3 ตัวละครเอกที่อยากจะปลดแอกตัวเองออกจากอาชีพนี้ มันดูย้อนแย้ง แต่ถ้าจะให้มองดี ๆ คนที่ด้อยค่าคนเหล่านี้ คือสภาพสังคม กฎหมายและวัฒนธรรมของคนในสมัยนั้นการแฝง Empower woman ให้สิทธิผู้หญิง ยอมรับมุมมองของสตรี มีสิทธิในการเรียนหนังสือหาความรู้ เสริมสร้างพลังอำนาจของผู้หญิงให้มีสิทธิในการตัดสินใจกำหนดบทบาทชีวิตของตัวเองผ่านปัญหาสังคมต่าง ๆ จนผ่านพ้นมาได้ปกติแล้วละครมักจะเน้นเรื่องความรักตอนจบพระเอกกับนางเอกต้องคู่กันรักหวานชื่น แต่เรื่องนี้ให้เรื่องความรักเป็นเส้นเรื่องรอง เป็นสิ่งที่เราชอบมากเพราะหาละครแบบนี้ในประเทศเรายาก ที่นักแสดงทุกคนถือเป็นตัวละครเอกเท่า ๆ กัน ชอบความที่คุณเกื้อให้ความรักความเข้าใจและคอยช่วยเหลือกุหลาบ และมีผู้ติดตามอย่างราอัลที่เป็นเพศที่สาม ถือเป็นตัวละครที่เปิดกว้างทางความคิดมาก ๆ ค่ะไม่ว่าเราจะอาชีพอะไร เมื่อเราเป็นคนดีต่อสู่เพื่อความถูกต้อง สิ่งดี ๆ ก็จะกลับมาหาเราเอง และแล้วตอนจบทุกคนก็ได้ทำตามความฝันของตัวเองและ ทำให้สิทธิสตรีก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นทั้งหมดที่ผู้เขียนได้รับจากละครเรื่องนี้ เราชอบการเล่าเรื่องต่าง ๆ ความอยุติธรรมเอย ผู้น้อยจำใจต้องทำตามผู้มีอำนาจใหญ่อย่างขัดไม่ได้ ทำให้ผู้น้อยและ วรรณต่ำต่าง ๆ เกิดการช่วยเหลือกันเองและเปลี่ยนแปลงสังคมแบบค่อย ๆ ไต่ระดับอารมณ์ กระฉับฉับไวบางครั้งถ้ากฎหมายช่วยอะไรเราไม่ได้ก็ต้องใช้ศาลเตี้ยบ้างเป็นธรรมดา และสุดท้ายคนทำชั่วก็ได้รับผลกรรม เรื่องนี้สอบผ่านการแฝงเรื่องอาชีพ sex workerในสมัยนั้นและการเรียกร้อง Empower woman ในสมัยนั้นจนสำเร็จ อำลาอาชีพคณิกาทั้ง 3 ดอกไม้งามทั้ง 3 ของหอบุปผชาติสักหน่อย เปิดตัวเด็กใหม่และพวกเธอก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ไว้ด้วยทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องขอบคุณทีมงานทุกท่านไม่ว่าจะนักเขียนบท ผู้กำกับ ช่างศิลป์ที่เนรมิตฉากหอบุปผชาติและย่านสำเพ็งขึ้นมาให้เหมือนเมืองจริง ๆ make up & costumeที่ช่วยให้ชุดสวย ๆ กับนักแสดง ทีมตากล้องที่ถ่ายแบบภาพยนต์ นักแสดงนำและนักแสดงสมทบ และทุกทีมที่เราอาจกล่าวไม่หมดต้องขอบคุณที่ทำงานอย่างหนักให้เราได้รับชมละครคุณภาพดี ๆ แบบนี้เป็น 8 ตอนที่อิ่มเอมมาก เดินเรื่องฉับไว ไม่ยืดย้วย นำเพลงและโชว์สมัยใหม่มาสื่อความหมายในยุครัชกาลที่ 5 หลายคนอาจจะเอ๊ะว่ามันจะเข้ากันไหม แต่ผู้กำกับก็ทำจนมันเนียนเป็นเนื้อเดียวกันได้ แต่ละเพลงก็สื่อความหมายของเรื่องได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีบางเพลงที่ดูไม่เข้ากับละครเพราะใช้เพลงสมัยใหม่และยุคปัจจุบันจนเกินไป ถ้าให้มองภาพรวมถือเป็นละครชั้นดีอีกเรื่องที่ควรค่าแก่การชมสุดท้ายนี้ถ้าใครยังไม่ได้ดูและอยากดูขอป้ายยาเลยค่ะสนุกจริงค่ะ ได้ความรู้ในสมัยก่อนด้วย เราใ้คะแนนเรื่องนี้อยู่ที่ 9/10 ค่ะ ทุกคนสามารถไปหาดูย้อนหลังแบบ uncut ได้ที่ app oneD นะคะ สำหรับวันนี้เราก็ได้วิเคราะห์และหยิบยกบทสรุปของเรื่องบางกอกคณิกาและลองเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบันไว้หมดแล้ว ถ้ามีเรื่องไหนดี ๆ จะมาเล่าให้อ่านกันอีกนะคะเครดิตFacebook one31: ภาพประกอบที่ 1 , คลิปที่ 1 Facebook ช่อง one lakorn: ภาพประกอบที่ 2 , ภาพประกอบที่ 8, ภาพปก ตกแต่งเพิ่มเติมโดย Canva Facebook oneD: ภาพประกอบที่3, ภาพประกอบที่ 4, ภาพประกอบที่ 5, ภาพประกอบที่ 6, ภาพประกอบที่ 7 เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !