ภาพยนตร์ The Invisible Man ในเวอร์ชันใหม่ปี 2020 ได้มีการปรับโฉมตีความให้ทันสมัยและสยองขวัญมากขึ้น จนได้คำชมมากมายในแง่ของความระทึกขวัญสั่นประสาท การทำตัวละครมนุษย์ล่องหนให้มีความจิต ชอบคุกคามคนอื่น ผสมกับการนำเสนอให้เหมือนกับว่าดูหนังผี (ทั้งที่มนุษย์ล่องหนก็คือคนเป็น ๆ) แต่นอกจากการเล่นกับความรู้สึกแล้ว ตัวหนังก็ยังได้สื่อสารบางอย่างเกี่ยวกับเพศหญิงและการถูกคุกคามภาพยนตร์ดำเนินเรื่องโดย Cecilia (นำแสดงโดย Elizabeth Moss) ได้แอบหลบหนีจากบ้านพักของแฟนหนุ่ม Adrian นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนศาสตร์ จนต่อมาเธอได้ทราบข่าว่าเขาได้เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา แต่นั่นมันก็ทำให้เธอไม่สบายใจมากขึ้นเพราะดูเหมือนว่ามีบางอย่างกำลังคุกคามเธอ บางอย่างที่เธอหวาดกลัวมันจะมาหาเธออีกครั้งภายในเรื่องเราก็จะได้เห็นตัวของ Cecilia เอาตัวรอดด้วยตนเองเป็นหลักครับ แม้ว่าเธอจะได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนฝูงก็ตาม แต่ว่าการที่เธอรู้แล้วว่าแฟนโรคจิตของเธอยังไม่ตาย ขณะที่คนอื่น ๆ กลับมองว่าเธอแค่คิดมาก จนอาจจะมองไปว่าเธอเสียสติ ซึ่งการที่เพื่อนมองเธอแบบนั้นอาจจะยังไม่แปลกใจเท่าผู้พิทักษ์กฎหมายอย่างตำรวจ พวกเขาเองก็ไม่อาจจะเชื่อได้ว่าคนรักที่ตายไปแล้วจะกลับมาเล่นงานเธอได้อย่างไรทำให้ตอนนี้ Cecilia เหมือนกับถูกทิ้งให้เผชิญกับความกลัวเพียงคนเดียว ต้องหาทางรอดด้วยตนเองโดยที่ไม่มีใครช่วยเธอได้ การกระทำแบบนี้มันก็สะท้อนไปยังสภาพปัญหาสังคม เมื่อผู้หญิงตกเป็นผู้กระทำในปัจจุบันครับ เราอาจจะได้เห็นข่าวที่ผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศหรือถูกข่มขืน แต่ไม่กล้าที่จะแจ้งความหรือแจ้งแล้วแต่ไม่ได้รับการตอบสนองที่ควรจะเป็นมันจึงเป็นความเสียเปรียบของผู้หญิงอย่างมาก ทั้งที่พวกเธอถูกกระทำ เสียหายทั้งกายและใจ แต่สังคมกลับเมินเฉยหรือละเลย และนั่นก็ทำให้สภาพจิตใจยิ่งบอบช้ำ เหมือนกับตัวของ Cecilia เมื่อเธอถูกคุกคามและไม่มีใครเชื่อหรือยื่นมือช่วยเหลือ สภาพของเธอก็ไม่ต่างจากคนเป็นโรคประสาท หวาดระแวงตลอดเวลา ต้องกินยาอยู่ตลอดแต่ท้ายที่สุดกว่าทุกอย่างจะเข้าใจตรงกันมันก็จบลงด้วยความรุนแรงและการสูญเสียมากมายครับ อย่างในตอนที่ Adrian ใส่ชุดล่องหนเพื่อมาหา Cecilia ในห้องพยาบาล จนมีการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิตไปหลายคน รวมไปถึง James เพื่อนชายของเธอที่เกือบถูกฆ่าตายด้วย จนในที่สุดเมื่อพวกเขารู้แล้วว่ามันมีมนุษย์ล่องหนจริง ๆ จึงค่อยหาทางร่วมกันและแก้ไขปัญหาได้สำเร็จจะเห็นว่าหากมีการรับฟังปัญหาและช่วยกันแก้ไขตั้งแต่แรก ทุกอย่างจะคลี่คลายได้เร็ว ไม่มีการสูญเสียมากมายกว่านี้อย่างที่หนังนำเสนอออกมาครับ แต่สิ่งที่หนังต้องการสื่อออกมาอีกอย่างก็คือการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา อย่างตอนที่นางเอกรู้ความจริงว่า แฟนหนุ่มของเธอคือคนที่สวมชุดล่องหน ทำให้เธอดัดหลังด้วยการนำชุดล่องหนอีกชุดที่ซ่อนไว้มาจัดการเขาเสียเองมันอาจจะรู้สึกสะใจและสาสมแล้วที่เขาควรโดน แต่หากมองในโลกความเป็นจริงการทำแบบนั้นมันก็ไม่ต่างจากตัวร้ายเลยครับ แม้ว่าบางเคสการใช้ความรุนแรงตอบโต้กลับมันอาจจะดูเหมาะสมก็ตาม นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อความกดดันถูกกดทับไว้มาก ๆ มันก็สามารถระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงได้อย่างที่ Cecilia ทำกับ Adrian ในตอนจบสำหรับ The Invisible Man แม้ว่าหนังจะเข้าฉายไปเมื่อต้นปี 2020 แต่ด้วยเหตุการณ์ COVID-19 ทำให้โรงภาพยนตร์ต้องปิดตัวไปชั่วะยะเวลาหนึ่ง จนล่าสุดสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย มาตรการต่าง ๆ ถูกปลดล็อค ทำให้โรงภาพยนตร์กลับมาฉายเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง สำหรับใครที่ตกค้างหนังช่วงต้ปีอยู่ ตอนนี้ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการเก็บตกหนังครับ บอกเลยว่า The Invisible Man ฉบับนี้ทำได้ดีถึงใจเลยทีเดียวหากใครอยากจะรู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดีอย่างไร ติดตามรีวิวเต็ม ๆ ได้ ที่นี่ ครับที่มารูปภาพ: รูปภาพปก / รูปภาพ 1 / รูปภาพ 2 / รูปภาพ 3 / รูปภาพ 4