Manifest หรือจิตลิขิต (เล่มอื่นอาจจะใช้คำว่าจิตดลบันดาล) คือการฝึกสร้างภาพในใจแล้วทำความตั้งใจของเราที่คิดไว้ หวังไว้ กลายเป็นความจริงจากการพยายามลงมือทำของเรา แต่หลายคนทำไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะพยายามไม่มากพอ แต่เป็นการทำในสิ่งที่ไม่ถนัด เริ่มผิดจุดตั้งแต่แรก คิดมาก The Manifest Master นักเขียนชื่อดัง จะมาให้ความเข้าใจกับการ Manifest ที่ถูกต้องและเชื่อว่าชีวิตที่ดีกว่านี้ ชีวิตที่เราปรารถนาจะยังสามารถเป็นจริงได้ ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.กับดัก “เจียมเนื้อเจียมตัว” ช่วยให้เราเป็นคนอ่อนน้อมไม่ยกตนข่มท่าน แต่ในโลกของพลังงานและการดึงดูด ถ้ามีมากเกินไป มันอาจส่งสัญญาณบอกให้จักรวาลรู้ว่า “เราไม่คู่ควร”อย่างเช่นเวลามีคนชมว่าเก่ง แล้วเรารีบปฏิเสธว่า “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” หรือ “โชคช่วยมากกว่า” ทุกครั้งที่พูดแบบนั้นจะเป็นการปฏิเสธพลังงานบวก ที่คนอื่นส่งมาให้ และตอกย้ำความเชื่อในจิตใต้สำนึกว่าเรายังไม่ดีพอ นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องโอ้อวดตัวเองตลอดเวลา แค่ต้องเรียนรู้ที่จะ “รับ” พลังงานบวกนั้นไว้ ครั้งต่อไปที่มีคนชม ลองยิ้มแล้วพูด “ขอบคุณ” ง่ายๆ แค่นี้ก็เป็นการสะกิดให้จักรวาลรู้ว่าเราพร้อมแล้วที่จะรับสิ่งดีๆเข้ามา 2. กับดัก “ขี้เกรงใจ” ความเกรงใจทําให้สังคมไทยน่าอยู่ เพราะเป็นการนึกถึง ความรู้สึกของคนอื่นก่อนเสมอ แต่บ่อยครั้งเราก็เกรงใจคนอื่น จนลืมเกรงใจความรู้สึกของตัวเอง เช่น เพื่อนชวนไปในที่ที่ไม่อยากไป ก็ตอบตกลง คนอื่นขอความช่วยเหลือในสิ่งที่เราไม่สะดวกใจ ก็ยอมทําทุกครั้งที่ทําแบบนั้น จะเป็นการสร้าง “คลื่นพลังงานที่ ขัดแย้งกัน” ภายในตัวเอง ถ้าปากบอกว่า “ได้” แต่หัวใจตะโกน ว่า “ไม่” แล้วจักรวาลจะรับรู้เจตจํานงที่แท้จริงของเราได้ อย่างไร วิธีแก้กับดักนี้แบบง่ายๆ ก็คือ การปฏิเสธในเรื่องที่เรา ไม่สะดวกใจอย่างนุ่มนวลและจริงใจ แล้วทําสิ่งที่ตัวเองต้องการ จริงๆ โดยไม่กังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร 3.เราจึงต้องอ่านสัญญาณบอกใบ้ความสําเร็จจากจักรวาลให้ออก โดยมีวิธีดังนี้ • ลดเสียงจากโลกภายนอก ถ้าอยากได้ยินเสียงจักรวาล ต้องทําให้เสียงรบกวน จากโลกภายนอกเงียบก่อน ไม่ว่าจะเป็นการลดเวลาเล่น โซเชียลมีเดีย อยู่กับตัวเองมากขึ้น ฝึกสมาธิ หรือจดบันทึกความคิดของตัวเอง • ฟังหัวใจตัวเอง จักรวาลส่งสัญญาณมาหาคุณเสมอ คุณต้องตีความ มันออกมาโดยรับฟังหัวใจตัวเอง เช่น ถ้ารู้สึกว่าไม่ชอบงานนี้ อยู่บ่อยๆ บางทีจักรวาลอาจต้องการจะบอกว่า “เธอเหมาะกับ เส้นทางอื่นนะ” หรือถ้ารู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่อยู่กับใครบางคน นั่นอาจเป็นสัญญาณบอกให้ “ออกจากความสัมพันธ์นี้เถอะ” • ไม่โทษจักรวาล เวลาเจอเรื่องร้ายๆ อย่ามองว่า “จักรวาลกําลังลงโทษ” เพราะจริงๆ แล้วนั่นไม่ใช่จักรวาลหรอกครับ แต่มันคือความคิดลบของคุณเอง จักรวาลไม่เคยลงโทษคุณ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือการส่งสัญญาณบางอย่าง อย่ามองว่าตัวเองโชคร้าย แต่ให้ถามว่า จักรวาลกำลังสอนอะไรบางอย่างกับเราอยู่หรือเปล่า เช่น ถ้าต้องการบางอย่าง แล้วมันยังไม่ได้สักที นั่นอาจเป็นเพราะจักรวาลกำลังเตรียมสิ่งที่ดีกว่าไว้ให้คุณ 4.ไม่เชื่อว่าตัวเองคู่ควรกับสิ่งนั้นจริงๆ ลองนึกถึงตอนที่เราเดินเข้าไปในร้านกาแฟชื่อดังและ สั่งกาแฟแก้วโปรด เราไม่เคยสงสัยว่าจะได้กาแฟมาดื่มไหม เพราะเรารู้ว่าตัวเองจ่ายเงินแล้ว และเชื่อมั่นเต็มร้อยว่า “เราคู่ควรจะได้สิ่งนี้" แต่ในเส้นทางของจิตลิขิต หลายครั้งเราไม่ได้ส่งพลังแบบนั้นออกไป สิ่งที่ส่งออกไปกลับเป็นความกังวลและความ กังขาว่า “เราดีพอหรือยัง เราสมควรจะได้สิ่งนั้นจริงหรือ” ความไม่มั่นใจเหล่านี้คือสัญญาณลบที่สะท้อนออกไปใน จักรวาล และมันดึงดูดสถานการณ์ที่สอดคล้องกับความไม่เชื่อมั่นของเราเข้ามาโดยไม่รู้ตัว ทําให้หนทางสู่สิ่งที่ ปรารถนาเป็นเรื่องยาก 5. ใช้ความกลัวหรือความเกลียดเป็นแรงขับเคลื่อน กฎแห่งแรงดึงดูดไม่ได้แยกแยะว่าเราต้องการหรือไม่ต้องการ มันแค่ดึงดูดพลังงานที่มีคลื่นความถี่เดียวกัน เมื่อเราทําสิ่งต่างๆด้วยความกลัว นั่นจะเป็นการดึงดูดสิ่งที่กลัวเข้ามาในชีวิต 6.สับสนระหว่าง “ความอยาก” กับ “เป้าหมายที่แท้จริง” สาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนเปลี่ยนแปลงชีวิตไม่ได้ แม้จะตั้งเป้าไว้แล้วเป็นเพราะเข้าใจว่า สิ่งที่ต้องการคือ“เป้าหมาย” แต่ความจริงแล้วกลับเป็นแค่ “ความอยากที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว หลักการจิตลิขิตจะไร้ผลทันที หากเราตอบสนองต่อ“ความอยาก” ที่เกิดจากความโลภ ความอิจฉา หรือความรู้สึกเปรียบเทียบกับผู้อื่นแทนที่จะเป็น “เป้าหมาย” 7.ไม่ได้วาดภาพในใจให้เห็นชัดเจน หลายคนสงสัยว่า ทั้งๆ ที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้ว ทำไมเวลาผ่านไปถึงยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นั่นเป็นเพราะคุณอาจตั้งเป้าหมายไว้แค่ในรูปของ “คำพูด” หรือ “ตัวอักษร” แต่ยังไม่เคยวาด “ภาพในใจ” ให้ชัดเจนเลยว่า เป้าหมายนั้นจะหน้าตาเป็นอย่างไรในชีวิตจริง จิตของคนเราทำงานผ่านภาพได้ดีกว่าตัวอักษร ดังนั้น การตั้งเป้าหมายให้สำเร็จไม่ใช่แค่การเขียนว่า “อยากมีสุขภาพดี” หรือ “อยากรวย” แต่ต้องวาดภาพในใจให้เห็นชัดเจนว่า สุขภาพดีแบบไหน หรือรวยแล้วจะได้ใช้ชีวิตอย่างไร 8. ติดอยู่กับความปรารถนาเดิมๆ จนมองไม่เห็นสิ่งใหม่ที่ดีกว่า นี่คือความจริงที่สำคัญที่สุดครับ บางครั้งเหตุผลที่เราทำสิ่งที่ปรารถนาไม่สำเร็จไม่ใช่เพราะทำผิดหรือไม่เก่งพอ แต่เป็นเพราะจักรวาลกำลังปกป้องเราจากสิ่งที่ไม่ใช่ หรือสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลา และเตรียมสิ่งที่ดีกว่าให้เรา 9.บางคนอาจสงสัยว่า แล้วถ้าถึงวันที่กําหนดไว้แล้ว แต่ยังไม่สําเร็จล่ะ เราควรทําอย่างไร ขอให้มองในเชิงบวกเสมอ การที่ยังไปไม่ถึง เป้าหมายตามที่กําหนดไว้ ไม่ได้แปลว่าล้มเหลวหรือไม่มีวันสําเร็จตามเป้าหมาย สิ่งสําคัญที่สุดคือการกลับมาทบทวนอย่างจริงจังว่าเพราะอะไรเราถึงยังไปไม่ถึงเป้าหมาย ลองถามตัวเองว่าท่าเต็มที่แล้วหรือยัง อุปสรรคที่พบคืออะไร และจะจัดการกับอุปสรรคเหล่านั้นอย่างไร ถ้าพบว่าปัญหาคือการที่ยังพยายามไม่เต็มที่ ก็แค่เพิ่มระดับความพยายาม และตั้งเดดไลน์ใหม่ที่ชัดเจนอีกครั้ง แต่ถ้าพบว่าเดดไลน์ที่ตั้งไว้นั้นอาจไม่สมเหตุสมผลหรือเราตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินไป ก็ลองปรับเป้าหมายหรือ ขยายระยะเวลาออกไปอีกหน่อย เพื่อให้เรามีกําลังใจและมีแรงที่จะเดินหน้าต่อไป 10.กฎ 5 นาที 5 นาทีหลังตื่นนอน ช่วงเวลาที่จิตยังบริสุทธิ์และเปิดรับทุกความคิด สิ่งแรกที่คุณนึกถึงจะกลายเป็นพลังนําทางทั้งวัน อย่าเริ่มวันด้วยความกังวล จงเริ่มด้วยภาพของตัวคุณในเวอร์ชั่นที่ประสบความสําเร็จแล้ว 5 นาทีก่อนนอน ขณะร่างกายกําลังจะหลับ จิตใต้สํานึกกําลังตื่นเต็มที่ภาพที่คุณเห็นก่อนหลับจะทํางานอยู่ในจิตใต้สํานึกต่อทั้งคืน แทนที่จะหลับพร้อมปัญหา จงหลับพร้อมภาพของคําตอบและความสําเร็จ 11.จงรักตัวเองให้มากพอ แล้วจักรวาลจะพาเราไปเจอสิ่งที่ใช่ คนที่ประสบความสําเร็จในสิ่งที่ต้องการมักมีจุดร่วมที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ พวกเขารักและให้คุณค่ากับตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม การรักตัวเองคือจุดเริ่มต้นของการดึงดูดสิ่งดีๆ เมื่อคุณรักตัวเองอย่างแท้จริง เท่ากับว่าคุณส่งคลื่นความถี่สูงออกสู่จักรวาล แล้วจักรวาลก็จะสะท้อนคลื่นความถี่สูงที่สอดคล้องกับคุณกลับมา แต่เหตุผลที่หลายคนไม่อาจดึงดูดสิ่งดีๆ ได้เป็น เพราะยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการรักตัวเอง โดยคิดว่ามันคือการบอกรักตัวเองหน้ากระจกหรือการตามใจตัวเองในวันที่เหนื่อยล้า แต่นั่นเป็นความหมายที่ผิวเผิน การรักตัวเองที่แท้จริงคือ การเคารพและให้คุณค่า กับตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ 12.แทนที่จะพูดว่า “ฉันจะเป็นนักขายที่ ทํารายได้ปีละ 5 ล้าน” ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต ลองเปลี่ยน เป็น “ฉันเป็นนักขายที่ทํารายได้ปีละ 5 ล้าน” แม้วันนี้คุณ อาจยังไม่ได้เป็นตามที่พูด แต่นี่คือการประกาศเจตนารมณ์อันแรงกล้าต่อจักรวาลว่าคุณจะเป็นคนแบบที่ต้องการให้ได้ ซึ่งก็มีโอกาสที่จักรวาลจะตอบรับความปรารถนานี้สูงขึ้น 13.เชื่อในสิ่งที่พูด สิ่งสําคัญคือ คุณต้องรู้สึกเชื่อในสิ่งที่พูดราวกับว่า มันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่พูดถ้อยคํานั้นซ้ําไปมาแบบไม่มีอารมณ์ร่วม แม้ในช่วงแรกอาจรู้สึกเหมือนหลอกตัวเองไปหน่อย แต่เชื่อเถอะ นี่คือการเปลี่ยนแปลงระดับจิตใต้สํานึก ซึ่งจะค่อยๆ ปรับพลังงานของคุณให้สอดคล้องกับความ ปรารถนา และดึงดูดสิ่งดีๆ เข้าสู่ชีวิตโดยอัตโนมัติ 14.บางครั้งการที่ทําสิ่งที่ปรารถนาไม่สําเร็จ อาจเป็นสัญญาณเตือนจากจักรวาลว่า “สิ่งที่คุณกําลังไขว่คว้า ยังไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง” ก็ได้ แน่นอนว่าการเปลี่ยนเป้าหมายที่ตั้งใจมานานไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ชีวิตก็เหมือนต้นไม้ เติบโตได้ ปรับเปลี่ยนไปตามฤดูได้ และบางครั้งก็ต้องเปลี่ยนกระถางใหม่เมื่อรากเริ่มขยาย ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดที่กระชับกับเนื้อหาของจิตลิขิต (Manifest) หรือจะเรียกว่าจิตดลบันดาลก็ได้ เชื่อว่าเราทุกคนมีสิ่งที่จำเป็นไม่ว่าจะเรื่องเรียน ทำงาน หาเงิน แฟน ลูก ครอบครัว ความเป็นอยู่ บางครั้งหลักการ Manifest ก็อาจช่วยให้เราตั้งเป้าหมายกับตัวเองชัดขึ้น และไม่หลงทางระหว่างการทำตามเป้าหมายก็ได้ เครดิตภาพ ภาพปก ภาพที่ 1 2 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ ความจริงที่โหดร้ายจนห้ามพูด รีวิวหนังสือ แมวเป็นที่พึ่งแห่งคน รีวิวหนังสือ 15 INVALUABLE LAWS OF GROWTH