เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งค่ายโปรดักชั่นผลิตภาพยนตร์ที่การันตีผลงานระดับคุณภาพที่สุดค่ายหนึ่งก็ว่าได้ สำหรับ Blumhouse Productions ที่สร้างสรรค์หนังสยองขวัญ/ระทึกขวัญ ที่เปี่ยมไปด้วยสีสัน ความแปลกใหม่ มาหลายต่อหลายเรื่อง ล่าสุด Blumhouse ก็ได้คืนชีพเรื่องราวของมนุษย์ล่องหน ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ โปรเจ็กต์นี้ได้ล่มไปกับ Dark Universe เมื่อปี 2017 โดยครั้งนี้ ได้เป็นการยกเครื่องเรื่องราวมนุษย์ล่องหนใหม่ทั้งหมด พร้อมปรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังให้ออกมาร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น หนังจะเล่าเรื่องราวของ เซซิเลีย(อลิซาเบธ มอส) หญิงสาวที่ต้องหลบหนี เอาชีวิตรอดจาก เอเดรียน(โอลิเวียร์ แจ็คสัน โคเฮน) ชายหนุ่มผู้ร่ำรวย และชอบใช้กำลัง บงการชีวิตเธอ จนกระทั่งสองเดือนหลังจากที่ เซซิเลีย ได้หนีพ้นจากการปกครองของ เอเดรียนมาได้สำเร็จ เธอก็ได้ข่าวว่า เอเดรียนได้ฆ่าตัวตายในบ้านของเขา ในขณะที่ทุกคนล้วนแต่คิดว่า เอเดรียนได้จากโลกนี้ไปแล้ว ทว่า เซซิเลียกลับรู้สึกว่า แฟนหนุ่มของเธอยังไม่จากเธอไปไหน และเขาก็กำลังกลับมาล้างแค้นเธออีกครั้ง ในคราบของมนุษย์ล่องหน จนคนรอบข้างล้วนแต่มองว่าเธอกำลังกลายเป็นบ้า เซซิเลียจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ว่า เอเดรียนยังคงมีชีวิติอยู่ และต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากมนุษย์ล่องหน โดยมีชีวิตของเธอและคนรอบข้างเป็นเดิมพันThe Invisible Man เป็นอีกครั้งที่ Blumhouse สามารถหยิบเอาเรื่องราวคลาสสิค มาตีความใหม่ให้ออกมาร่วมสมัย แบบที่โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร ที่สำคัญหนังถูกนำเสนอออกมาได้อย่างกลมกล่อมลงตัว หนังเล่นกับภาพมุมกว้าง และความเงียบ จนสามารถทำให้คนดูรู้สึกอึดอัด หวาดระแวง ร่วมไปกับตัวละคร ราวกับว่ามีมนุษย์ล่องหน คอยอยู่ร่วมในฉากตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ในบางฉากหนังแทบจะไม่มีเหตุการณ์อะไรสยดสยอง หรือชวนระทึกก็ตาม จุดที่โดดเด่นของหนังคือการสร้างคาแรคเตอร์ตัวเอเดรียน หรือมนุษย์ล่องหน ให้ออกมามีความโรคจิต น่าสะพรึงกลัว โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาฉากไล่ฆ่า สยดสยองอะไรมากนัก หนังได้นำเสนอผ่านบทพูด และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ตัวละคร เซซิเลียประสบพบเจอ และยิ่งพอตัวละครโรคจิตอยู่เป็นทุนเดิม กลายมาเป็นมนุษย์ล่องหน ความน่ากลัวของตัวละครนี้ก็ทวีคูณมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวิธีการแก้แค้นต่าง ๆ ที่ทำออกมาได้ชาญฉลาด และโหดร้ายเลือดเย็น นอกจากนี้หนังยังสามารถถ่ายทอดฉากแอคชั่นระหว่างคน กับมนุษย์ล่องหนที่หนังใช้วิธีการนำเสนอผ่านลองเทค ผลที่ออกมาคือความลุ้นระทึก ตื่นเต้น และสมจริง ด้านการแสดงของ อลิซาเบธ มอส ในบทเซซิเลีย ในเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่แบกหนังทั้งเรื่องอย่างแท้จริง เธอสามารถทำให้เราเชื่อในความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน ของเธอจากตัวละครเอเดรียน โดยที่ไม่ต้องพึ่งฉากแฟรชแบ็คใด ๆ ความป่วยทางใจ และกายของเซซิเลีย ที่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูน่าติดตาม น่าเอาใจช่วย ว่าเธอจะสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้หรือไม่ อย่างไร และด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของ Blumhouse ที่มักจะสร้างสรรค์ให้ตัวละครหญิงที่เป็นเหยื่อในตอนต้น กลายเป็นหญิงแกร่งในช่วงท้าย ซึ่ง มอส ก็สามารถแสดงความแข็งแกร่งออกมาได้ดุเดือด เมามันส์ ไม่แพ้หญิงแกร่งคนอื่น ๆ ในหนัง Blumhouseหนังอาจมีข้อเสียอยู่บ้างในด้านความสมเหตุสมผล หรือความลื่นไหลของการเล่าเรื่อง ยกตัวอย่างการการดำเนินเรื่องในข่วงแรกที่หนังเล่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีชั้นเชิง เกินคาดเดามากมาย แต่ทว่าพอหลังจากหนังผ่านองก์ 2 เป็นต้นไป หนังกลับเร่งจังหวะการเล่าเรื่องจนกลายเป็นแอคชั่น ระทึกขวัญ แต่ความเฉียบของการเล่าเรื่องกลับลดลงไปบ้าง แต่ก็ถือว่าไม่ได้เป็นข้อเสียที่ใหญ่หลวงมากนักหากเทียบกับคุณงามความดีทั้งหมดของหนังโดยรวม The Invisible Man ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหนังสยองขวัญผลงานจากค่าย Blumhouse ที่ยังเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และความแปลกใหม่ หนังสามารถคืนชีพโปรเจ็กต์ Dark Universe ให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง แม้จะไม่ได้ดูเป็นหนังจักรวาลก็ตาม ใครที่อยากดูหนังสยองขวัญ/ระทึกขวัญที่มอบประสบการณ์การลุ้นระทึกที่แปลกใหม่ หนังเรื่องนี้ถือว่าไม่ควรพลาด ขอขอบคุณรูปภาพจาก : https://www.theinvisiblemanmovie.com/photos/