เปิดชีวิต เอ๊ะ ศศิกานต์ หลังทิ้งวงการบันเทิง ไปปักหลักอยู่ที่ต่างประเทศ (มีคลิป)

เปิดชีวิต เอ๊ะ ศศิกานต์ หลังทิ้งวงการบันเทิง ไปปักหลักอยู่ที่ต่างประเทศ (มีคลิป)
Entertainment Report_2
21 มิ.ย. 64
32

ข่าวบันเทิงวันนี้

ถึงจะห่างหายจากหน้าจอไปนานเพื่อทำหน้าคุณแม่ลูกหนึ่งอยู่ที่ดินไกลแต่ "เอ๊ะ ศศิกานต์" เมื่อได้มาเยือนรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 ก็ยังสวยปิ๊งพร้อมกับยิ้มอย่างดีใจในการที่ได้หวนคืนหน้าจออีกครั้งในรอบเกือบ ๆ 2 ปีที่หายไปยอมรับว่าคิดถึงทั้งงาน แฟนๆและครอบครัวที่ต้องห่างไกล พร้อมเผยการรับหน้าที่เป็นคุณแม่ที่ห่างไกลบ้านเคยมีการ ซึมเศร้า เข้ามาเหมือนกัน ส่วนจะกลับมารับงานในวงการบันเทิงหรือไม่นั้นตอนนี้กลับมาแน่แต่ไม่ใช่ตอนนี้

กี่ปีแล้วที่ไม่ได้อยู่เมืองไทย
เอ๊ะ ศศิกานต์ : ย้ายไปน่าจะประมาณปี 2014 ประมาณ 7 ปีค่ะ แต่ช่วงแรกที่ไปก็ยังมีทำอะไรบ้างนะคะ ไม่ได้ถึงกับออกจากวงการบันเทิงไปเลยแต่ช่วงที่มีลูกจำได้ว่าช่วงที่ลูกเกิดมาขวบกว่าๆก็ยังมีไปเล่นรับเชิญอยู่นิดหน่อย เพราะว่าลูกเกิดเมืองไทย แล้วก็พอเขาเกิดมาได้สักประมาณ 3 เดือนแล้วหลังจากนั้นเราก็พักยาวเลยค่ะ

ขอบคุณรายการต้มยำอมรินทร์ 

ที่เราตัดสินใจไปอยู่ต่างประเทศเลยเพราะว่าอะไร
เอ๊ะ ศศิกานต์ : แต่งงานกับฝรั่งค่ะ (หัวเราะ) แต่งงานกับสามีชาวต่างชาติค่ะ เขาเป็นอเมริกันเลยค่ะ แต่ที่ดูเขาไม่ค่อยอเมริกันเท่าไหร่เพราะเขามิกซ์ อิตาเลียน ญี่ปุ่น ฮาวาย จีนและเพราะด้วยงานของสามีด้วยค่ะ เพราะเขาทำงานอยู่สหประชาชาติ แล้วที่ได้เจอกับเขาก็เพราะว่าเขามาทำงานที่สหประชาชาติที่เมืองไทยค่ะ พอแต่งงานก็ได้ย้ายกลับไปที่นิวยอร์กด้วยงานแล้วพอย้ายไปได้สักหนึ่งปีเราก็ท้องมีลูกแล้วก็ไปอยู่ที่นั่นยาวเลย

จริง ๆ แล้วใจ เอ๊ะ มีแพลนวางไว้ไหมที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ
เอ๊ะ ศศิกานต์ : คือ ช่วงปีแรก เอ๊ะ ก็ยังบินไปมาอยู่เพราะว่าเรายังมีธุรกิจของเราอยู่ที่นี่เพราะเราก็ยังให้ความสนใจในธุรกิจของเรา แต่พอมีลูกปุ๊บ! แม่จะอยู่ที่หนึ่งพ่อจะอยู่ที่หนึ่งมันก็ไม่ได้เราเลยตัดสินใจไปอยู่ที่โน้นเลย แล้ว เอ๊ะ คิดแบบนี้ค่ะ ชีวิตของเราเดินถอยหลังลงไปเรื่อยๆแต่สำหรับชีวิตของลูกเพิ่งเริ่มเพราะฉะนั้นเราเลยอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา การตัดสินใจทั้งหมดเลยไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัวของ เอะ เองเพราะว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับลูกค่ะ

แต่เห็นว่าการกลับมาเมืองไทยครั้งนี้กะเวลาผิด คือ ยังไง
เอ๊ะ ศศิกานต์ : คือ แบบนี้ค่ะ ขั้นตอนการขอวีซ่าให้ ดอม ก็มีเรื่องเยอะมากแล้วก็เราก่อนที่จะกลับมาคือเราเห็นเพื่อน ๆ ยังลงรูปเที่ยวที่ต่าง ๆในอินสตราแกรม แบบเบ่งบานมาก ๆแต่พอเรากลับมาถึงไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ต้องบอกว่ามาตรการเปลี่ยนทุกวันอย่าง เอ๊ะ คือ ฉีดวัคซีนแล้ว 7 วัน แต่ว่าลูก เอ๊ะ ยังเด็กอยู่ก็ต้อง 10 วันในการกักตัว แล้วคือด้วยความที่เด็กเขามีพลังเยอะมากแล้วเขาอยู่แต่ในห้องเพราะยังดีที่ห้องที่ เอ๊ะ อยู่คือ มีห้องนอน ห้องนั่งเล่น และระเบียงที่เราสามารถออกไปสูดอากาศได้

แต่การทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไปเพื่อลูกเพื่ออนาคตที่ดีของลูก ตอนแรกมองว่าฉันสู้ได้แต่พอไปจริง ๆ เกิดอาการ ซึม เศร้า เกิดอะไรขึ้น
เอ๊ะ ศศิกานต์ : คือ การที่เราย้ายไปอยู่ที่ นิวยอร์ก เป็นการย้ายไปอยู่ต่างประเทศแบบจริง ๆ จัง ๆ ของเราครั้งแรก แล้วพอมีลูกก็เป็นลูกคนแรก ไหนจะให้นม ไหนจะนอนไม่พอทำความสะอาดบ้านอีก ทำอาหารเอง ซักรีด เราทำเองทั้งหมดเลยไม่มีพ่อแม่พี่น้องมาอยู่ข้าง ๆ เราเลย มันยากมากสำหรับเราซึ่งมันก็ต้องใช้เวลาค่ะแต่ยังดีที่คุณแม่ก็ยังมีบินไปมาหาเราบ้างใช้ชีวิตอยู่กับเราบ้างที่โน้นช่วงหนึ่ง แต่เราก็ ซึม นะคะ อย่างบางทีนั่งๆอยู่ก็ร้องไห้ก็มีเพราะเราคิดถึงแม่

เอ๊ะ เรียกว่าเป็นคุณแม่ที่สุดทุกอย่างโดยเฉพาะในการเลี้ยงลูก ไม่มีโทรทัศน์ ไม่หยิบมือถือให้ลูกดู ตัดโซเชียลทุกอย่างออกไปเลย และจะเล่นมือถือก็ต่อเมื่อลูกหลับแล้วขนาดนั้นเลยเหรอ
เอ๊ะ ศศิกานต์ : ไม่ถึงขนาดนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ แต่เราทำแบบนั้นจริงๆ(หัวเราะ) จริงๆเรื่องนี้เริ่มมาจาก ดอม ก่อนเพราะตอนที่อยู่เมืองไทยเขาบอกกับเราว่าเขาไม่อยากได้โทรทัศน์เป็นเซ็นเตอร์ของบ้าน เพราะอย่างกลับเข้ามาในบ้านเขาไม่อยากให้ทุกคนมานั่งดูทีวี ซึ่งตอนนั้นเราก็เถียงเขานะคะ เพราะว่าเราก็โตมากับทีวีนั่งดูทีวีร่วมกันแต่พอเราไปต่างประเทศเราถึงได้รู้ว่าอย่างน้อยเลยนะคะ ในสังคมของคนที่เราเจอคือเขาก็อาจจะมีทีวีหรือบางบ้านก็ไม่ได้มีเลยเพราะว่าเขารู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญอะไรเพราะเราต้องการควบคุมสกรีนไทม์ให้น้อยที่สุด เพราะมันมีผลต่อพฤติกรรมของลูกค่อนข้างมาก แล้ว ดอม เขาเป็นพวกที่อ่านหนังสือเยอะเขาก็จะค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆเยอะ
ซึ่งการไม่มีทีวีมันก็เป็นผลที่ดีนะคะ เพราะมันทำให้เขาเป้นเด็กที่มีสมาธิดี แต่ถามว่า โรนิน ลูกชายไม่เคยเล่นโทรศัพท์เลยเหรอเคยนะคะเพราะว่าเวลาที่เราถ่ายรูปกันเขาก็เลื่อนเป็นทำอะไรเป็น ส่วนการ์ตูนเราจะให้เขาดูอาทิตย์ละ 30 นาที

แล้วคือ ตอนนี้พอ น้องโรนิน โตขึ้นแล้ว วิ่งได้เล่นได้ แต่ เอ๊ะ เหมือนกับว่ารู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองมีลูกสองคน
เอ๊ะ ศศิกานต์ : ดอม กับ ลูก ตอนนี้เขาเหมือนเป็นเพื่อนกันเลยค่ะ เขาจะไปปั่นจักรยานภูเขาด้วยกัน โรนิน คือ อึดมากเพราะระยะทางที่ไปคือ 11 ไมล์เลย แต่เราก็ไม่ได้ไปบ่อยนะคะแต่เพราะว่าเขาเป็นเด็กที่ชอบอยู่นอกบ้านด้วยค่ะ เพราะว่าแบบเข็ดรถในบ้านคือเขาจะร้องไห้ แต่พอเข็ดรถพาออกไปนอกบ้านหยุดร้อง

ทั้ง เอ๊ะ และ สามีคือเป็นคนที่ทุ่มเทเวลาให้กับลูกมากๆให้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเลี้ยงลูกอย่างเดียว แล้วจริงเหรอที่ 2 ปี ไม่ทำงานเลยถามตรงๆรายได้มาจากไหน
เอ๊ะ ศศิกานต์ : คือ ก่อนหน้าที่เราจะมีลูกเราทั้งคู่ก็ทำงานหนักมากๆมาก่อน แล้วเราก็ไปลงทุนกับที่ดิน คอนโด กับบ้าน ซึ่งเราก็เก็บค่าเช่าไปเรื่อย ๆซึ่งถามว่ามันเยอะมากมายเมื่อตอนที่เราทำงานในวงการบันเทิงไหมก็ไม่ค่ะ แต่ว่าเราก็ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งเพราะว่าอยู่ที่โน้นไม่มีใครมาสนใจว่าเราถือกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้าแบบไหน อะไร คนรวย คนจน ใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกัน คือ ตอนแรกคุณพ่อคุณแม่ เอ๊ะ ท่านก็ไม่เข้าใจว่าตอนแรกทำงานอยู่ UN ดี ๆ ลาออกทำไม เพราะสวัสดีการทุกอย่างคือดีมาก แต่อย่างที่บอกค่ะเพื่อลูกเนอะเรามองเห็นว่าความสำคัญของเขาคือตั้งแต่ที่เขาเกิดจนถึง 5 ปี ถ้าเราไม่ได้ใกล้เขาแล้ว เราสอนเขาดีพอเรา ก็ต้องมานั่งแก้ไขเขา ถ้าเขาเป็นวัยรุ่นแล้วเราก็จะมานั่งสอนนั่งบอกว่าทำไมไม่ทำอย่างที่เราบอกเราสอนเราคิดทำไมทำอีกทางอย่างที่เราไม่อยากให้ทำ เราเลยคิดว่า
ถ้าเราสอนเราสร้างพื้นฐานของเขาให้มันแน่น ให้มั่นคง ต่อไปมันจะดีกับเขาและเรา ถามว่าทุกวันนี้ โรนิน เป็น อเมริกัน หรือ ไทย ครึ่ง ๆ ค่ะ พูดไทยชัดเลยค่ะแต่เพราะว่าตอนที่อยู่ที่โน้นมีแค่ เอ๊ะ พูดไทยคนเดียวกับเขาไงค่ะ แต่พอกลับมาที่นี่คือ ภาษาไทย เบ่งบานมากคือสามารถพูดได้เป็นเรื่องเป็นราวเลยค่ะส่วนภาษาอังกฤษไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

เห็นว่า น้องโรนิน มาบอกว่า แม่ ๆโรนิน อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์
เอ๊ะ ศศิกานต์ : มาจากที่จำไม่ค่อยได้แล้วค่ะ แต่เราได้คุยกันว่าคนเราเกิดมาต้องมีต้องเจ็บ ต้องแก่ ต้องตาย นะลูกเขาเลยเริ่มคิดกลัวว่าถ้าวันหนึ่งพ่อแม่ต้องจากเขาไปเขาเลยอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เขาจะสร้างสารเคมีอะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อไม่ให้เราตายสามารถย้อนกลับไปเป็นเด็กได้ตลอดเวลา เขาคิดแบบนี้ด้วยความที่เขารักพ่อแม่

มีลูกชายน่ารักแบบนี้จะมีน้องให้ โรนิน ไหม
เอ๊ะ ศศิกานต์ : คือ กว่าเราจะได้ โรนิน มานะคะ เอ๊ะ แท้งไปสองครั้ง และทำ IVF 4-5 ครั้งเลยค่ะ คือพยายามมากแล้วที่ได้ โรนิน มาเพราะว่าย้ายไปทำงานที่ ฟิจิอยู่เดือนหนึ่งแล้วก็ได้เขามาจากธรรมชาติ เราคิดว่าเขาคงเป็นไข่ฟองสุดท้ายที่เหลืออยู่เพราะว่าหลังจากนั้นเราก็พยายามทำแล้วก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ได้มาเจอกันวันนี้แล้ว ต้องถามคำถามแทนใจแฟน ๆ เลยว่าอยากกลับมาทำงานในวงการบันเทิงไหม
เอ๊ะ ศศิกานต์ : ก็อยากนะคะ เพราะว่าโควิดเราไม่สามารถออกไปทำงานข้างนอกไม่ได้เลยอยู่แต่ในบ้าน แล้วมันก็มีความเหงาเกิดขึ้นเราก็มาคิดว่าเราทิ้งอะไรไปงานเราทำไมเราไม่กลับมาทำเพราะมันคือสิ่งที่เราทำได้ดี

ซึ่งงานในวงการอาจจะไม่ได้มีให้เห็น แต่ที่ เอ๊ะ มีให้เห็นและให้ทานเลยก็คือ ร้านอาหารเกาหลี TUDARI 19 สาขา ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดเหมือนกัน
เอ๊ะ ศศิกานต์ : เราเปิดมา 10 ปีแล้วต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะที่ผ่านมาจะมีทั้งช่วงดีและไม่ดีแต่สำหรับปีนี้คือโหดมากที่สุดแล้วค่ะก็สำหรับแฟน ๆ ที่ยังคิดถึงกันอยู่ หรือ สำหรับงานในวงการถ้าจะเห็น เอ๊ะ จริงๆเอ๊ะ คงรอลูกโตกว่านี้ก่อนนะคะ ส่วนใครที่คิดถึงกันก็แวะไปที่ร้านอาหารของเอ๊ะ ก่อนนะคะ

กดเลย >> community แห่งความบันเทิง 📸เมาท์ข่าวดารา กับเจ๊รุงรังขังรวม
ทั้งข่าว หนัง ซีรีส์ 🍿ละคร ดนตรี และศิลปินไอดอล 😍ที่คุณชื่นชอบ บนแอปทรูไอดี