วันสุดท้ายของนักโทษประหาร Le Dernier Jour d'un Condamné เป็นนวนิยายขนาดสั้นของ วิกตอร์ อูโก แปลโดย กรรณิการ์ จารรย์แสง ฉบับนี้จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน ราคา 160 บาท หนา 170 หน้า เนื้อหาสั้น ๆ อ่านง่าย ทว่าเกิดคำถามขยายในวงกว้าง ซ้ำยังแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ด้วยคำถามว่า “ควรมีโทษประหารหรือไม่” แม้ผู้เขียนจะต้องการสื่อให้เห็นว่า ไม่มีใครควรได้รับโทษตาย แม้คนคนนั้นจะฆ่าใครมามากก็ตาม ด้วยเหตุผลว่า มนุษย์ทุกคนไม่ควรถูกละเมิดชีวิต แม้นักโทษจะฆ่าคนมา เขาก็ไม่ควรถูกละเมิดโดยการพรากลมหายใจของเขาไป มีกระบวนการยุติธรรมอีกมากที่จะจัดการนักโทษรายนั้น นี่คือแนวคิดของผู้เขียนนอกจากแนวคิดที่เป็นเส้นเรื่องของนวนิยายเล่มเล็ก ๆ นี้อย่างที่ยกมา ท้ายบทของหนังสือยังนำหลักคิดจากที่ต่าง ๆ มาสนับสนุนนวนิยายเพิ่มเติม เช่น คำกล่าวของท่านดาไลลามะ ที่สนับสนุนการยุติโทษประหารว่า... “ ...ข้าพเจ้าขอสนับสนุนอย่างสุดหัวใจต่อข้อเรียกร้องไปยังประเทศต่าง ๆ ที่ยังคงคงโทษประหารชีวิตในปัจจุบัน ให้พิจารณาไตร่ตรองยับยั้งการลงโทษประหารชีวิตโดยไม่มีเงื่อนไข ในขณะเดียวกัน พวกเราควรให้การสนับสนุนด้านการศึกษามากยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้เกิดสำนึกรับผิดชอบในระดับสากล เราจำเป็นต้องชี้แจงความสำคัญในการแสดงออกซึ่งความรักและเมตตาเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติเอง และพยายามช่วยกันลดทอนเงื่อนไขที่กระตุ้นให้เกิดแนวโน้มที่จะฆ่า ดังเช่น ต่อต้านการแพร่ขยายของอาวุธในสังคมที่เราอยู่ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราแต่ละคนสามารถลงมือปฏิบัติได้เลย”ส่วนเนื้อเรื่องของ วันสุดท้ายของนักโทษประหาร เป็นเรื่องราวของนักโทษประหารคนหนึ่ง เราในฐานะผู้อ่านไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นใคร รู้เพียงว่า เขาได้รับคำสั่งให้ตาย และเขาขอผู้คุมว่าต้องการเขียนบันทึกก่อนตาย นวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นลักษณะการอ่านคำสารภาพของนักโทษที่นับถอยหลังสู่ความตายอย่างที่บอกว่า วันสุดท้ายของนักโทษประหาร มีแนวคิดเรื่องไม่มีใครควรถูกละเมิดชีวิต แม้จะเป็นนักโทษผู้เหี้ยมโหดก็ตาม เนื้อเรื่องจึงดำเนินโดยให้ผู้อ่าน อ่านจากบันทึกของคนใกล้ตายเอง ผู้แต่งไม่ชี้นำ ไม่ชักชวน แต่ให้คนอ่านรับรู้สถานการณ์เอาเองจากความรู้สึกนึกคิดของนักโทษ เริ่มจากรับรู้ความผิดของนักโทษแบบดาด ๆ แล้วค่อย ๆ ลงลึกไปกับเวลาที่งวดขึ้นมาทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ทุก ๆ วินาที นักโทษประหารจะค่อย ๆ สำนึก และรู้สึกไม่อยากตายขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งใกล้เวลาขึ้นตะแลงแกง คอถูกบั่น นักโทษก็ค่อย ๆ กลายเป็นเหยื่อ เสื้อคลุมที่เคยมีก็ถูกแย่งชิง และกลายเป็นเครืองบันเทิงของผู้ดีบางกลุ่ม กระทั่งรู้ความจริงว่า ตลอดที่ถูกจองจำลูกแท้ ๆ ของตัวเองไม่รู้จักพ่อ คำขอที่อยากเจอหน้าลูกทำให้พบว่า ลูกเรียก ‘คุณ’ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตรงหน้าคือพ่อบังเกิดเกล้า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องมาทำไมในสังคมไทยเราเห็นบ่อยว่านักโทษที่ฆ่าคนตายเข้าคุกแล้วออกมาก็ฆ่าคนอีกมีมาก ฉะนั้นหลายเสียงจึงมองว่า สมควรประหารให้ตายตกตามกัน อาจจะพูดประเด็นนี้ยากหน่อย แต่ วันสุดท้ายของนักโทษประหาร ก็เหมาะแก่การอ่าน แม้จะคิดว่านักโทษฆ่าคนตายต้องลงทัณฑ์ด้วยความตายก็ตาม เพราะประเด็นที่ว่า ทุกคนไม่ควรถูกละเมิดชีวิตก็ชวนให้เราตระหนักถึงคุณค่าชีวิตของเพื่อนมนุษย์ได้ดีในมุมมองผม ยอมรับว่า โทษประหารจะยกเลิกได้ก็ต่อเมื่อระบบยุติธรรมแข็งแรง สังคมมีความสร้างสรรค์ มีความเสมอภาคด้านครองชีพและด้านการศึกษา ประเทศที่เรื่องเหล่านี้เข้มแข็งย่อมยกเลิกโทษประหารได้ ประเทศไทยเราอาจยังเร็วอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ ถึงกระนั้น วันสุดท้ายของนักโทษประหาร ก็สมควรแก่การอ่านเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะชวนให้เราตระหนักว่าทุกคนย่อมหวงแหนและรักชีวิตตัวเอง ฉะนั้นไม่ว่าชีวิตใครก็ไม่ควรถูกละเมิด ไม่ว่าจะโดยวิธีใดภาพโดย ผู้เขียน