“A Clockwork Orange" (1971) ไม่ได้เป็นเพียงภาพยนตร์ไซไฟอาชญากรรม แต่ยังเป็นหนังที่สร้างบทวิพากษ์ล้ำสมัยที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ผลงานมาสเตอร์พีซของ Stanley Kubrick (ผู้กำกับ The Shining) ที่ดัดแปลงจากนิยายของ Anthony Burgess และสร้างความสั่นสะเทือนทางศีลธรรมและสังคมในยุค 70 โดยได้พาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกอนาคตอันมืดหม่นที่เต็มไปด้วยความรุนแรงสุดขั้ว ความวิปริตทางเพศ และที่สำคัญที่สุดคือการตั้งคำถามที่ทรงพลังต่อแนวคิดเรื่อง “เจตจำนงเสรี (Free Will)” รับชมหนังซีรีส์ระดับพรีเมียม กดสมัคร TrueID+ ดูได้ทุกที่ 24ชม. คลิก!! ด้วยภาพลักษณ์ที่โดดเด่น สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสานความโหดร้ายเข้ากับความงามทางศิลปะแบบอาร์ตๆ และการแสดงอันน่าทึ่งของ Malcolm McDowell ในบทบาทของ อเล็กซ์ เดอลาร์จ (Alex DeLarge) ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นมาตรฐานที่ใช้วัดเรื่องค่านิยมและความลึกซึ้งของการสร้างภาพยนตร์ที่เสียดสีสังคมและการตั้งคำถามต่อ “เจตจำนงเสรี” ว่าคืออะไรกันแน่? ซึ่งเป็นหนังที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักมากแห่งยุค 70s เลยค่ะ เพราะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงมากสำหรับตัวละครหลักในการทำเรื่องเลวร้ายแบบสุดๆ เรื่องย่อ เรื่องราวเกิดขึ้นในอังกฤษยุคดิสโทเปีย “อเล็กซ์ เดอลาร์จ” คือตัวเอกผู้มีเสน่ห์ร้ายที่หมกมุ่นอยู่กับ "อุลตร้า-ไวโอเลนซ์" (Ultra-Violence) หรือการก่อความรุนแรงอย่างบ้าคลั่งกับแก๊งเพื่อนของเขา ที่เรียกตัวเองว่า "Droogs" ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นผู้มีรสนิยมทางศิลปะสูงส่ง ชื่นชอบดนตรีคลาสสิกของเบโธเฟนเป็นชีวิตจิตใจ ชีวิตของอเล็กซ์พลิกผันเมื่อเขาถูกเพื่อนหักหลังและถูกจับกุมในคดีฆาตกรรม เพื่อหลีกเลี่ยงการรับโทษจำคุกเป็นเวลานาน เขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการทดลองของรัฐบาลที่ชื่อว่า "เทคนิค Ludovico" ซึ่งเป็นรูปแบบของการบำบัดแบบวางเงื่อนไข (Aversion Therapy) ที่ออกแบบมาเพื่อขจัดสัญชาตญาณความรุนแรงของเขาอย่างถาวร ประเด็นที่น่าสนใจ บทวิพากษ์เรื่องเจตจำนงเสรี นี่คือแก่นสำคัญของเรื่อง ภาพยนตร์ตั้งคำถามต่อรัฐบาลและระบบสังคมที่พยายามควบคุมพฤติกรรมของพลเมืองโดยการทำลายความสามารถต่างๆและการเลือกนักโทษให้เป็นหนูทดลองเพื่อตอบสนองต่ออำนาจส่วนรวมของตัวเอง โดยหนังอาจจะสื่อถึงการพยายามครอบงำจากกรอบระบบศีลธรรมเดิม และสื่อไปที่ Alex เมื่อได้รับการทดลองและไม่สามารถเลือกที่จะเป็นคนชั่วได้อีกต่อไป ทำให้เขาถูกปลดเปลื้องจากความเป็นมนุษย์ไปหรือไม่? ซึ่งหนังชวนให้คิดว่า ความชั่วร้ายคือสิ่งที่หล่อหลอมพร้อมกับการเติบโตของมนุษย์อยู่แล้ว หรือว่าความชั่วร้ายคือสิ่งที่ป่วยจิตและต้องได้รับการรักษานั่นเอง ความสวยงามของความรุนแรง ตัวละครของอเล็กซ์ถูกนำเสนอให้อยู่ในรูปแบบเด็กวัยรุ่นที่ป่วยเป็น Psychopath และถูกนำเสนอฉากความรุนแรงด้วยภาพที่สวยงามที่มีงานศิลปะต่างๆอยู่รอบกาย มีความอนาจารแต่ก็เต็มไปด้วยสีสัน แต่ในขณะเดียวกันการกระทำของอเล็กซ์ก็กลับทำให้เราต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามว่า มันเป็นรสนิยมความรุนแรงที่เปิดเผยแต่ถูกเรียกว่าเป็นผู้ป่วยทางจิตเพราะไม่ได้รับการยอมรับหรือไม่? หรือเพราะมันเป็นเรื่องที่ถูกสังคมตีกรอบว่าผิดศีลธรรม? แน่นอนว่าเพราะการที่หนังถูกนำเสนอออกมาให้มีการตั้งคำถาม คำตอบจึงเป็นไปได้หลายทางเลยค่ะ การแสดงอันเป็นตำนานของ Malcolm McDowell การสวมบทบาทเป็น อเล็กซ์ เดอลาร์จ นั้นโดดเด่นอย่างมาก McDowell สามารถถ่ายทอดเสน่ห์ที่โคตรจะเท่มากๆ มีความแหวกแนว รุนแรง อันตราย น่ารังเกียจ มีความโหดเหี้ยมอย่างขาดจิตสำนึก และความเจ็บปวดจากการถูกพรากเจตจำนงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ตัวละครนี้กลายเป็นหนึ่งใน Anti-Hero ที่น่าจดจำที่สุดในโลกภาพยนตร์เลยค่ะ เพราะเป็นตัวละครที่ไม่ขาวสะอาดแต่ก็ไม่ดำไปซะหมด คำถามสุดล้ำที่ยังใช้ได้ถึงวันนี้ หนังเรื่องนี้ฉายเมื่อ 54 กว่าปีที่แล้ว แต่ประเด็นเรื่องการควบคุมความคิด การลงโทษอาชญากร และอิสรภาพในการเลือกนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงกันอยู่ตลอดมา เป็นหนังสุดล้ำที่สะเทือนมาถึงปัจจุบันเพราะไม่ว่ายังไงค่านิยมที่ต้องต่อสู้กับศีลธรรมในกรอบก็ยังเป็นเรื่องที่ทำให้มนุษย์ต่างตั้งคำถามต่อตัวเองอยู่เสมอว่าอะไรคือ “ความดี” และ “ความขั่ว” กันแน่? “A Clockwork Orange" คือภาพยนตร์ที่เกินกว่าจะเป็นแค่หนังที่สะท้อนค่านิยมแบบคนธรรมดา แต่คือหนังที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าการยอมรับว่าตัวเองนั้นเลวบริสุทธิ์เพื่อปลดล็อกกรอบศีลธรรมเดิม หรือการอยู่ในกรอบศีลธรรมเพื่อวางตัวว่าเป็นคนดีนั้นอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่? แล้วผู้อ่านคิดว่าเจตจำนงที่ตัวหนังต้องการสื่อคืออะไรกันแน่คะ? ถ้าเริ่มสงสัยและยังไม่สามารถตอบได้ล่ะก็.. ขอแนะนำเรื่อง A Clockwork Orange เพื่อไปค้นหาคำตอบกันค่ะ ขอบคุณรูปภาพโดย FB : A Clockwork Orange ภาพปก ภาพที่ 1/2/3/4/5/6/7/8/9 จะฟังเพลงหรือดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !