"หมอสอง–ออน สมฤทัย" มีลูกก็ยังหวาน ล็อกเวลาให้กัน สวีตทุกสัปดาห์!
มีลูกแล้วก็ยังต้องจีบกัน! “หมอสอง นพ.นพรัตน์ – ออน สมฤทัย” เผยชีวิตเปลี่ยนหลังมีลูก เปิดใจใน WandOland สไตล์เลี้ยงลูกให้เรียนรู้โลก พร้อมเปิดเคล็ดลับชีวิตคู่หลังมีลูก เผยกฎสำคัญของครอบครัว ยืนยันไม่ปล่อยให้บทบาทพ่อแม่กลืนความเป็นสามีภรรยา ล็อกเวลาให้กันออกไปดูหนัง กินข้าว และใช้เวลาสองต่อสอง เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้มีแค่การเลี้ยงลูก เพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้ยังเป็นคู่รักไม่ใช่แค่พ่อแม่ของลูก
"หมอสอง–ออน สมฤทัย" มีลูกก็ยังหวาน ล็อกเวลาให้กัน สวีตทุกสัปดาห์!
ชีวิตในช่วงปีที่ผ่านมาเราไม่ได้เจอกันสักพักหนึ่ง หมอเป็นยังไงบ้าง ?
หมอสอง: ก็สบายดี มีความสุข ช่วงนี้ก็ Happy ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวแล้วก็มีน้องเฟรญ่ามาเติมเต็ม ชีวิตก็เป็นความสุขที่ลึกมากขึ้น เมื่อก่อนอาจจะเป็น Feel แบบว่า สุข สนุก ไปปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อน ตอนนี้เหมือนเราอยู่ติดบ้านมากขึ้นนิดหนึ่งแล้วก็มีความสุขในทุกวัน ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่า เช้าวันนี้อยากตื่นเช้า ๆ เมื่อก่อนตื่นสายใช่ไหม อยากตื่นเช้า ๆ อยากไปเจอลูกแล้ว
แบ่งปันเรื่องทุกข์เรื่องสุขยังไงบ้างในช่วงเวลาไหน เรามีเวลาคุยกันยังไงบ้าง ?
ออน สมฤทัย: เราจะเล่าทุกเรื่องเลย แต่เขาไม่ค่อยเล่าเรื่องที่เป็นปัญหาจะไม่ค่อยเล่า จะเล่าอะไรที่ไปในทางที่ดีอะไรที่เป็นปัญหาจะไม่ค่อยเล่าให้เราฟัง แต่เราเล่าให้ฟังหมดเลย มีเวลาในการเล่าไม่ได้เจอปุ๊บเล่าอาจจะตอนเย็น ตอนตี Badminton เสร็จหรืออะไรอย่างนี้ หลัง ๆ ถ้าเวลาน้อยก็อาจจะเล่าให้เฉพาะเรื่องที่สำคัญ
หมอสอง: ผมจะชอบฟังมากกว่า
บทบาทของคู่ชีวิตเปลี่ยนไปไหมหลังจากมีน้องเฟรญ่า ?
ออน สมฤทัย: ก็เปลี่ยนนิดหนึ่งตรงที่ว่า เหมือนเรา Link กันมากขึ้น ทำอะไรก็นึกถึงครอบครัวมากขึ้น ทำเพื่อครอบครัว เหมือนเรารู้ใจกันเป็นอย่างนี้ ดูแลกันไปตลอดแบบนี้มากกว่า ในความรู้สึกตอนนี้
หมอสอง: ต้องคิดให้มากขึ้น เมื่อก่อนผมเป็นสายเที่ยวต่างประเทศทั่วโลก ก็จะสายลุย ตอนนี้ก็จะ Limit แล้วว่า ปลอดภัยไหม Save ไหม ไปแล้วอันตรายหรือเปล่า รวมถึงทริปของเราที่มีลูกไปด้วย ทุกอย่างก็ต้อง Save ไปในที่ปลอดภัย แล้วก็ทุกวันในแต่ละวันของเราที่เมื่อก่อนเราก็ไปกัน 2 คน เอาลูกไปด้วยไหม เอาลูกไปเดินเล่นตรงนี้ไหม ลูกอาจจะอยากออกไปเจอ เฟรญ่าเป็นคนชอบออกไปข้างนอก ชอบมาก เวลาพอได้ขึ้นรถจะมีความสุข ได้ไปเดินไปอะไร แล้วเขาเป็นคนไม่กลัวคน ใครมาทัก เขาไม่มีร้องไห้ ไม่มีกลัวอะไร เขาก็จะยิ้มให้แล้วก็จ้องหน้า เราก็รู้ว่าเขาเป็นคนที่ Extrovert มากจะชอบออกแล้วก็จะคำหนึ่งเรื่องเวลาไปไหนเราก็เอาลูกไปด้วยไหม
การที่เราบริหารจัดการวิธีการเลี้ยงลูกก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน บางทีพลังงานที่เราให้เขาไปเจอผู้คนเยอะ ๆ คุณตั้งใจเลยไหมที่ให้เขาได้ไปเห็น ได้ไปเจอ ได้ไปสัมผัส
ออน สมฤทัย: คิดว่าวัยนี้อาจจะต้องจำเป็นที่ให้เขาได้รู้จักอะไรหลาย ๆ อย่าง ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน อย่างของเราโชคดีหน่อยที่บ้านข้างล่างก็เป็น Office ด้วย คราวนี้เราก็ Assign เลย ชั่วโมงนี้ ไปชั้น 2 ชั้น 1 พี่เลี้ยงก็ไม่เหงาด้วย ทุกคนได้ Relax กลายเป็นว่าดี การที่พี่เลี้ยงได้อยู่กับเฟรญ่า 2 คน บางทีอาจจะเหงา ง่วง แต่ว่าสังคมช่วยกระตุ้นแล้วทุกคนได้รับพลังงานที่ดีหมดเลย อย่างพนักงานหรือใครเห็นเด็กก็ Happy ได้เล่น ได้ผ่อนคลาย เหมือนเขาได้พักด้วยแล้วลูกเราก็พัฒนาการดี พี่เลี้ยงก็ดี ทุกคนก็เป็นสังคมที่ดีต่อกัน แล้วก็รู้สึกว่าเขาได้ฝึกฝนพัฒนาการตรงนี้ด้วย
มีเรื่องอะไรที่หลายคนยังไม่รู้ในบทบาทที่ไม่ค่อยเห็นกับ ออน สมฤทัย คนนี้ที่หมอนับถือ ?
หมอสอง: ผมคิดว่าคนเห็นเขาใน Social Media เยอะมาก เขาจะเป็นคนลั้ลลา สนุก ตลก เหมือนกับว่า ทะเล้น ๆ หรือเปล่า แต่จริง ๆ ชีวิตจริงในส่วนเบื้องหลัง เขาค่อนข้างจะเอาใจใส่ลูกมาก ๆ เขาจะเป๊ะเรื่องลูกมาก ๆ แต่ไม่ถึงขั้น Serious แต่เขาพยายามคิดอะไรที่ดีที่สุดกับลูก ค่อนข้างจะ Strict เรื่องนี้ ตรงนี้ ซึ่งมองด้านหน้าเราไม่มีทางรู้เลย เห็นเขาคุณเทกี้นู่นนี่ว่า คนนี้เป็นคนใส ๆ หรือเปล่า ชีวิตจริงเป็นยังไง แต่เบื้องหลังเขาก็เป๊ะระดับหนึ่ง อันนี้หลายคนอาจจะไม่เห็นมุมนั้นเลย
ออน สมฤทัย: ส่วนของคุณหมอสองก็คงจะเป็นด้านที่เขารับฟัง ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่เล่นได้ ไม่ใช่ว่าเป๊ะตลอดเวลาอย่างที่ทุกคนเห็น คือมีมุ้งมิ้ง เด็กอะไรอย่างนี้
ในความสัมพันธ์การที่เราหยอกล้อกันบ่อยสำคัญไหมกับความสัมพันธ์ ?
หมอสอง: แต่เราก็ยังมีเวลา ไม่ใช่พอเป็นพ่อแม่ปุ๊บ เราจะไม่มีเวลาด้วยกันของเราก็จะแบ่งตารางเลย ทุกวันศุกร์กับวันอาทิตย์แล้วก็จะเป็นวันที่เราต้องออกไปข้างนอกกัน 2 คน ช่วงวันศุกร์กับวันอาทิตย์เป็นวันที่ผมไม่ออกกำลังกาย ไม่ตี Badminton คือผมไปเป็นสาย Sportman ตี Badminton ทุกวัน ยกเว้นวันที่ว่าเราจะออกไปข้างนอกไปกินข้าว ไปดูหนังกัน 2 คน ไปเดินแล้วก็ดูหนัง แต่ชอบกิจกรรมที่เราไม่เบื่อเลยก็คือดูหนังก็ดูได้เรื่อย ๆ ดูจนหนังไม่มีต้องไปถามเขาว่า จะมีหนังใหม่เข้าไหม คือดูหมดแล้ว ทุก ๆ ศุกร์กับอาทิตย์ วันอื่นผมก็จะออกกำลังกาย เสร็จออกกำลังกายผมจะตี Badminton จนดึกแล้วก็ค่อยมาเจอกัน ถ้าช่วงกลางวันสมมุติว่า เสาร์หรือศุกร์หรืออาทิตย์ที่ Case ผ่าตัดเสร็จเร็ว เราก็จะพาลูกออกไปด้วยช่วงกลางวัน พอเย็นเสร็จก็เอาลูกกลับไปแล้วเราก็จะมีเวลา 2 คนกันเหมือนเดิม ในช่วงเวลาเย็นถึงค่ำเป็นต้นไป ก็จะล็อกตารางกันไว้แบบนี้เพราะจะขอว่าอย่าทำอย่างอื่น
การล็อกตารางที่มั่นคงไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม กีฬา หรือการไปอยู่ร่วมกัน แม้กระทั่งการดูหนัง หรือทานข้าวสำคัญยังไงสำหรับการล็อกสิ่ง ๆ นี้ในชีวิต ?
ออน สมฤทัย: สำคัญเพราะว่า บางสัปดาห์ บางเดือนตารางเราแน่น เราก็จะไม่รู้ตัวว่าเราต้องการพักผ่อน อย่างเช่น Week นี้ก็มีพูดกับเขาเมื่อเช้าว่า พรุ่งนี้จะได้ดูหนังแล้ว เหมือนคนเราใน 1 Week ต้องมีลง Energy แล้วได้ไปพัก กลับมาพร้อมใหม่หรืออาทิตย์นี้สมมุติว่า เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเราอาจจะห่างกัน ถึงแม้ว่าบ้านอยู่ที่เดียวกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน แต่อาจจะไม่ค่อยได้คุยกัน วันนั้นอะไรอย่างนี้ เหมือนกับเป็นอะไรที่อย่างน้อยวันหนึ่งต่ออาทิตย์หรือ 2 วันต่ออาทิตย์ ล็อกไว้ให้เราแล้วรู้สึกโอเค ถ้าอาทิตย์ไหนอยู่ด้วยกันมาก ๆ ก็ยิ่งดี แต่ถ้าอาทิตย์ไหนมีงานเยอะอยู่ด้วยกันน้อยก็จะรู้สึกได้ Refresh กันก็ควรจะมีนะคะ
ก่อนมีลูกเราเคยวาดภาพไหมว่าการเป็นพ่อแม่ต้องเป็นแบบนี้ พอเอาเข้าจริงเป็นเหมือนภาพที่เราเคยวาดไว้ไหม?
ออน สมฤทัย: ก็ไม่ได้วาดมาก แต่พอมีออกมาแล้วก็เป๊ะในช่วงแรกค่อนข้างเป๊ะ มาศึกษา Serious อีกทีตอนใกล้คลอดหรือตอนหลังคลอดแล้วก็จะค่อนข้างเป๊ะว่าต้องทำให้ได้แบบนั้นแบบนี้ แต่จริง ๆ ก็แล้วแต่เรา ไม่ต้องไปแคร์ใครมาก คือทุกคนจะบอกหมดว่าต้องเลี้ยงลูกแบบนี้นะ เรามีความสุข เรารู้ดีว่าต้องเอาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเราก็ศึกษาเช่นเดียวกันว่าอะไรดี แล้วเราก็มาคิด ไม่ได้ Apply กับลูกทั้งหมด เพราะอะไรที่ว่าดี ไม่ได้แปลว่าใช้กับลูกเราได้แล้วแต่คนนั้นจริง ๆ ต่อให้ทุกอย่าง สังคมดี การศึกษาดี ฐานะได้ ทุกอย่างได้ ไม่ได้แปลว่า ผลผลิตนี้จะออกมาดี ขึ้นอยู่กับตัวเขาด้วยส่วนหนึ่ง เรามีหน้าที่เติมให้เขาได้เท่าที่เราทำได้ก็แล้วแต่คนจริง ๆ ค่ะ
เวลาทะเลาะกัน มีนิสัยอะไรที่คุณตั้งใจอยากจะเปลี่ยนเพื่อรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ ?
ออน สมฤทัย: เรื่องจริงเลยก็คือเปลี่ยน เราเปลี่ยน เมื่อก่อนเราจะเป็นคนที่ตามอายุ เราอาจจะค่อนข้างที่จะมีความคิดตัวเองเป็นหลักแล้วเอาแต่ใจอยู่บ้าง พอจะนึกภาพผู้หญิงที่เขามีมีมก็คือเถียงอะไร ผู้หญิงชนะหมด เราก็เหมือนกับเป็นคนที่รับฟังมากขึ้น ทำให้เรากลายเป็นคนที่ดีมากขึ้น เพราะด้วยประสบการณ์ของเขาหรืออะไรทำให้สอนเราได้ในบางเรื่อง ความเอาแต่ใจของเราก็ลดน้อยลงแล้วก็ฟังมากขึ้นว่า นี่คือเหตุผลที่ควรจะเป็น สมมุติเวลาเราทะเลาะกัน แรก ๆ ก็จะเถียง กันไป เถียงกันมา นึกภาพการทะเลาะกันแล้วเถียงกันไป เถียงกันมา แล้วไม่จบสักที มีแต่จะแย่ แต่อันนี้เป็นการที่ถ้าเราตั้งใจฟัง แล้วเราฟังแล้วเราก็ให้เหตุผลไปแบบตั้งใจด้วยกัน เขาก็ฟัง เราก็ฟังก็จบง่ายดี อันนี้คือสิ่งที่เราเปลี่ยน เพราะเมื่อก่อนเราอาจจะเป็นคนที่อยากจะชนะ อยากจะดูว่าเหตุผลเราดี จริง ๆ ไม่มีใครชนะ เรามองว่า รับฟังกันได้ ในบางเรื่องเราก็อาจจะมีความคิดที่เด็กไปหรือเราฟังเหตุผลของเราคนเดียวประมาณนั้น
หมอสอง: แต่หลัก ๆ ก็คือเอาอารมณ์ออกไป เวลาเราคุยกันบางทีอยู่ในอารมณ์ที่ไม่โอเค คุยกันไม่รู้เรื่องหรอก ถ้าสมมุติเรามีสติพอที่เอาอารมณ์ออกก็จะคุยกันด้วยเหตุผลจะง่ายขึ้น บางทีพอเวลาผ่านปุ๊บ เมื่อกี้เป็นอะไร ไร้สาระมาก แล้วก็ตัดตรงนั้นออกไป แล้วเขาก็จะรับฟังผมมากขึ้น ในบางเรื่องเขาอาจจะมีมุมมองแบบนี้ เราก็บอกว่าอย่างนี้ดีไหม แต่ไม่ใช่ว่าเขาต้องรับฟังผมอย่างเดียว เพราะบ่อยครั้งมากที่ขอความเห็นจากเขาในมุมมองของเขา บางทีผมตันรู้สึกว่าอันนี้จะแก้ปัญหายังไงผมก็ถามปรึกษาเขา คือต่างคนต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ต่างคนต่างฟังกัน ไม่ได้แปลว่าผมต้องถูกเสมอหรือเขาต้องถูกเสมอหรือความคิดผมเป็นผู้ใหญ่กว่า อายุเยอะกว่า ผมต้องรู้มากกว่าเขาไม่จำเป็น เพราะมุมมองแต่ละคน มุมมองเราอาจจะปิดแคบในบางจุดก็ได้ เพราะเราอาจจะมีอคติอะไรบางอย่าง แต่ตัวเขาเองก็จะช่วยบอกผมในแง่ว่า อย่างนี้สิ อย่างนี้สิ ก็ Share กันจะเป็นแบบนี้มากกว่า
ออน สมฤทัย: หลัง ๆ นี่ไม่ทะเลาะกันเลย นานมาก ๆ ค่อนข้างที่จะ Link แล้วก็รู้กันแล้ว อันนี้ที่พูดถึงคือช่วงแรก ๆ ที่งง Culture กันนิดหนึ่ง
คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=MeWlAP2ef2I