กฎ 21 ข้อที่ไม่มีผู้นำคนไหนปฏิเสธได้ โดย John C. Maxwell นักเขียน นักพูดชื่อดัง เล่มนี้เป็นเวอร์ชันครบรอบ 25 ปี รูปปกและเนื้อหาจึงมีการอัพเดทบางส่วน ต่างจากเวอร์ชันก่อนฉบับครบรอบ 10 ปี (แต่ปกเก่าสวยกว่า แถมเนื้อกระดาษปกหนังสือไม่ลอกไม่ร่อนแบบนี้ด้วย เสียดายจัง) นี่จึงเป็นหนังสือ Classic Collection เล่มหนึ่งที่อ่านได้ประโยชน์ค่อนข้างมาก เพราะทักษะการเป็นผู้นำสามารถเรียนรู้ได้ ต่อให้เราเก่งแค่ไหนก็ไม่อาจเก่งโดยไร้ทักษะผู้นำได้ และกฎ 21 ข้อก็เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้เราปรับปรุง พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆอย่างมีวินัย แปลโดย แพรพลอย มหาวรรณ ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.ถ้าคุณอยากทดสอบความสามารถในการนำคนด้วยอิทธิพลเพียงอย่างเดียว ลองเป็นผู้นำในองค์กรอาสาสมัคร เพราะว่าในโลกขององค์กรอาสาสมัคร คุณไม่ได้มีอำนาจต่อรองใดๆ คุณใช้ตำแหน่งสั่งใครไม่ได้ หักเงินเดือนใครไม่ได้ รวมถึงไม่มีสวัสดิการหรือสิทธิพิเศษอะไรไว้จูงใจ แน่นอนว่าในบริษัททั่วๆไป พนักงานย่อมให้ความร่วมมือกับคุณเพราะมีเรื่องปากท้องและอาชีพการงานของตัวเองเป็นเดิมพัน แต่ในองค์กรอาสาสมัคร สิ่งเดียวที่จะทำให้คนทำงานให้คุณได้คือความเป็นผู้นำที่แท้จริง ซึ่งก็คืออิทธิพลนั่นเอง 2.สิ่งหนึ่งที่ผู้นำทุกคนมีเหมือนกันคือความสามารถในการมองเห็นสิ่งต่างๆได้กว้างไกลและก่อนใคร ที่เป็นแบบนี้เพราะพวกเขามองภาพรวมออก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ และความสามารถนี้ทำให้พวกเขาได้เปรียบในการนำทางให้กับผู้ตาม แถมยังเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว มันช่วยให้ผู้คนไม่หลงทางท่ามกลางความมืด ยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ผู้นำยิ่งต้องมองการณ์ล่วงหน้าได้ชัดเจนเท่านั้น เพราะขนาดที่ใหญ่โตขององค์กรทำให้การเปลี่ยนแปลงระหว่างทางนั้นทำได้ยาก และหากนำทางพลาด จำนวนผู้คนที่ได้รับผลกระทบย่อมมากกว่ากรณีของผู้นำที่เดินทางคนเดียวหรือนำคนกลุ่มเล็กๆ 3.“คุณต้องมีความเชื่อมั่นว่าจะคว้าชัยในตอนท้ายได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายของสถานการณ์ปัจจุบันด้วย” มันอาจเป็นเรื่องยากที่ต้องรักษาความเชื่อมั่นแต่ก็ไม่ละเลยความจริง มองโลกในแง่ดีขณะที่ต้องอยู่บนความ เป็นจริง ใช้สัญชาตญาณแต่ก็ไม่ทิ้งการวางแผน ทว่ามันจําเป็นต่อการ เป็นผู้นําที่มีประสิทธิภาพ 4.หลายคนมองการเป็นผู้นําเหมือนกับความสําเร็จ พวกเขาหวังจะก้าวหน้าไปให้ไกลที่สุด ไต่เต้าไปสู่ตําแหน่งสูงสุดเท่าที่ความสามารถจะพาไปได้ แต่ผมมองต่างไปโดยสิ้นเชิง ผมเชื่อว่าหัวใจของการเป็นผู้นําไม่ได้อยู่ที่เรา ก้าวหน้าไปได้ไกลแค่ไหน แต่อยู่ที่เราพาคนอื่นไปได้ไกลแค่ไหน ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นได้จากการทําเพื่อผู้อื่นและเพิ่มคุณค่าให้กับพวกเขาปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นํากับผู้ตามก่อให้เกิดความสัมพันธ์ และแต่ละความสัมพันธ์ย่อมเพิ่มหรือลดคุณค่าในชีวิตของคนคนหนึ่งเสมอ หากคุณเป็นผู้นํา เชื่อเถอะว่าคุณมีอิทธิพลต่อผู้ตาม ไม่ในทางบวกก็ในทางลบ แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณ เป็นผู้นําแบบไหน คําถามที่สําคัญมีข้อเดียว...คุณกําลังทําให้ชีวิตของผู้อื่นดีขึ้นหรือไม่ 5.ประเมินความเชื่อใจที่คนอื่นมีต่อคุณโดยดูว่าพวกเขาเปิดใจกับ สังเกตดูว่าทีมกล้าแสดงความคิดเห็นกับคุณอย่างตรงไปตรงมาคุณมากแค่ไหน แม้จะเป็นความเห็นเชิงลบหรือไม่ พวกเขาแจ้งข่าวร้ายให้คุณรู้เร็วพอๆกับข่าวดีหรือเปล่า พวกเขาเต็มใจแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเอง รับผิดชอบให้คุณทราบหรือไม่ หากไม่เป็นเช่นนั้น แสดงว่าพวกเขาอาจยัง ไม่เชื่อใจในคุณลักษณะของคุณ แล้วผู้นําของคุณล่ะ พวกเขาเชื่อใจในตัวคุณอย่างต่อเนื่องหรือไม่ พวกเขามอบหมายภาระสําคัญให้คุณเป็นประจําหรือเปล่า ถ้าใช่ แสดงว่า พวกเขาเชื่อมั่นในตัวคุณ แต่ถ้าไม่ คุณอาจต้องหันกลับมาพัฒนาความ สามารถ คุณลักษณะ หรือทั้งสองสิ่งให้มากขึ้น 6.ถ้าคุณสงสัยว่าจะพัฒนาคุณลักษณะของตัวเองได้อย่างไร แนะนําให้มุ่งเน้นที่ค่านิยมหลักสามข้อ นั่นคือความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และระเบียบวินัย คุณสามารถพัฒนาความซื่อสัตย์โดยให้คํามั่นกับตัวเองอย่างเคร่งครัดว่าจะไม่บิดเบือนความจริง ไม่โกหกเพราะหวังดี และไม่ปลอมแปลงข้อมูล จงพูดความจริงแม้ว่ามันจะเจ็บปวด ส่วนความจริงใจ คุณแค่เป็นตัวเองกับทุกคน อย่าเล่นเกมการเมือง เสแสร้ง หรือสวมบทบาทเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คุณ และคุณสามารถพัฒนาวินัยได้ด้วยการทําสิ่งที่ถูกต้อง ทุกวัน ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม 7.ผู้คนย่อมเดินตามผู้นำที่ดีกว่าตัวเอง ทุกคนที่พบล้วนสัมผัสได้ถึงความเป็นผู้นำอันแข็งแกร่งและอยากเดินตามเธอ นั่นคือการทำงานของกฎแห่งความเคารพ ผู้คนไม่ได้เดินตามผู้นำโดยไม่มีเหตุผล แต่จะเลือกเดินตามคนที่พวกเขาเคารพในความเป็นผู้นำ คนที่มีความเป็นผู้นำในระดับ 8 (จาก 10 ระดับ) จะไม่เดินตามคนที่อยู่ระดับ 6 แต่จะเดินตามคนที่อยู่ระดับ 9 หรือ 10 โดยส่วนมากแล้วคนที่มีความสามารถน้อยกว่าจะเดินตามคนที่มีความสามารถและพรสวรรค์มากกว่า ทว่าบางครั้งคนที่มีความเป็นผู้นำสูงก็อาจเลือกเดินตามคนที่ด้อยกว่าตัวเอง แต่การทำแบบนั้นมีเหตุผล เช่น ต้องการให้เกียรติในตำแหน่งหรือผลงานที่ผ่านมาของอีกฝ่าย หรือปฏิบัติไปตามสายบังคับบัญชา แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ตามจะถูกดึงดูดด้วยผู้นำที่เก่งกว่าตัวเองเสมอ นั่นคือกฎแห่งความเคารพ 8.เมื่อผู้คนเคารพคุณในฐานะคนคนหนึ่ง พวกเขาจะชื่นชมคุณ เมื่อผู้คนเคารพคุณในฐานะเพื่อน พวกเขาจะรักคุณ เมื่อผู้คนเคารพคุณในฐานะผู้นำ พวกเขาจะเดินตามคุณ ถ้าคุณเคารพผู้อื่นและเป็นผู้นำที่ดีอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาก็จะเดินตามคุณต่อไปเรื่อยๆ 9.ความเคารพเกิดขึ้นจากบททดสอบที่ยากลําบาก เมื่อผู้นํากล้าเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมาเพื่อช่วยผู้ตามแก้ปัญหา เอาชนะจุดบอดหรือเปลี่ยนพฤติกรรมที่บ่อนทําลายตัวเอง ทั้งสองฝ่ายก็จะเติบโต โดยผู้นําจะได้รับ ความเคารพมากขึ้น ส่วนผู้ตามก็จะค้นพบจุดเปลี่ยนสําคัญ ซึ่งพวกเขาอาจไม่มีวันได้สัมผัสหากไม่ได้รับคําชี้แนะจากผู้นํา 10.หากคุณอยากวัดว่าตัวเองได้รับความเคารพในฐานะผู้นํามากน้อยเพียงใด อย่างแรกที่ควรทําคือ ดูว่าคุณดึงดูดคนประเภทไหน “หนึ่งในวิธีวัดความเป็นผู้นําคือคุณภาพของผู้คนที่เลือกเดินตาม คุณ” อย่างที่สองคือ พิจารณาว่าผู้ตามของคุณตอบสนองอย่างไรเมื่อคุณขอให้พวกเขาพยายามทําหรือเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง..เมื่อผู้นําที่ได้รับความเคารพขอให้ผู้ตามทําอะไรสักอย่าง พวกเขา ก็จะลุกขึ้นมาทําทันที โดยยินดีรับความเสี่ยง สละเวลาหลายชั่วโมง หรือทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้งานสำเร็จ และเมื่อผู้นำคนเดียวกันนี้ต้องการให้เปลี่ยนแปลง ผู้ตามก็ยินดีที่จะปรับตัว ในทางกลับกัน ถ้าผู้นำที่ร้องขอสิ่งเดียวกันนี้ไม่ได้เป็นที่เคารพ...ผู้ตามจะลังเล ตั้งคำถาม หาข้ออ้าง หรือเดินจากไปเลย ดังนั้นความเคารพจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำ ไม่เช่นนั้นผู้คนก็จะไม่ยอมเดินตามเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ยากลำบาก 11.หากคุณเคยคับข้องใจเพราะผู้คนลังเลที่จะเดินตามคุณ นั่นอาจเป็นเพราะคุณกำลังพยายามนำคนที่มีความเป็นผู้นำมากกว่า ซึ่งจะทำให้คุณตกที่นั่งลำบาก เพราะไม่ว่าวิสัยทัศน์ของคุณจะยิ่งใหญ่เพียงใด หรือแผนการของคุณจะรอบคอบแค่ไหน แต่ถ้าคุณมีความเป็นผู้นำระดับ 7 ก็ยากที่คนในระดับ 8, 9 หรือ 10 จะเลือกเดินตามคุณ อังเดร เวล นักคณิตศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า “บุคคลชั้นหนึ่งจะพยายามอยู่กับคนที่เก่งเท่ากัน หรือคนที่เก่งกว่าถ้ามี ส่วนบุคคลชั้นสองจะพาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มบุคคลชั้นสาม และบุคคลชั้นสามก็จะรายล้อมตัวเองด้วยบุคคลชั้นห้า” เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจ หรือเกิดขึ้นเพราะผู้นำที่ด้อยกว่ารู้สึกไม่มั่นใจเสมอไป ไม่ว่าจะถูกใจคุณหรือไม่ก็ตามแต่มันคือการทำงานของกฎแห่งความเคารพ 12.ประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน เคยกล่าวว่าถ้าคุณเดินเข้าไปในห้องแล้ว บอกไม่ได้ว่าใครสนับสนุนหรือต่อต้านคุณ แสดงว่าคุณไม่เหมาะกับการเมือง คํากล่าวนี้ใช้ได้กับผู้นําทุกประเภท ผู้นําที่มีสัญชาตญาณเฉียบคมจะอ่าน ความรู้สึกของผู้คนได้ ไม่ว่าจะเป็นความหวัง ความกลัว หรือความกังวล สัญชาตญาณในการอ่านคนอาจเป็นความสามารถที่สำคัญที่สุดของคนเป็นผู้นํา เพราะสุดท้ายแล้วหากสิ่งที่คุณทําไม่เกี่ยวข้องกับผู้คน สิ่งนั้น ก็ไม่ใช่การเป็นผู้นํา และถ้าคุณไม่ได้สร้างอิทธิพลให้คนเดินตาม ก็เท่ากับว่าคุณไม่ได้กําลังนําใครเลย 13.การเข้าถึงใจเป็นหน้าที่ของผู้นํา ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ตาม ผู้นําบางคนมีปัญหาในการปฏิบัติตามกฎข้อนี้และโยนภาระนั้นให้ผู้ตาม โดยเฉพาะผู้นําที่ยึดติดกับตําแหน่ง พวกเขามักจะคิดว่าฉันเป็นหัวหน้า พวกเขา เป็นลูกน้องก็ต้องเป็นฝ่ายเข้าหาฉันก่อนสิ แต่ถ้าอยากเป็นผู้นําที่ประสบความสําเร็จ คุณต้องทําตามกฎแห่งการเข้าถึงใจและเป็นฝ่ายเข้าหาคนอื่นก่อน รวมถึงพยายามสานสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายๆครั้งก็ไม่ใช่เรื่อง ง่ายเลย แต่มันสําคัญต่อความสําเร็จขององค์กร ผู้นําจึงต้องทําไม่ว่าจะมี อุปสรรคมากแค่ไหนก็ตาม 14.กระบวนการให้อำนาจจะเกิดขึ้นได้นั้นคุณต้องมีอํานาจหรือความสามารถในการสร้างผลงานเสียก่อน ตําแหน่งไม่ได้ทําให้คุณเป็นผู้นํา เช่นเดียวกับการเข้ากับคนอื่นได้ดี ถึงมันจะเป็นสิ่งสําคัญต่อการเป็นผู้นําก็ตามที สิ่งที่ทําให้คุณเป็นผู้นําคือความสามารถในการสร้างผลงานและการพาทีมไปสู่ความสําเร็จ ความสามารถนี้คือสิ่งที่จะทําให้คุณน่าเชื่อถือ เพราะคุณไม่สามารถมอบสิ่งที่ตัวเองไม่มีให้ใครได้ ถามตัวเองว่าคุณเรียนรู้และทําหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมหรือยัง คุณกําลังช่วยให้ทีมประสบความสําเร็จอยู่หรือเปล่า คุณกําลังใช้ พรสวรรค์ ทักษะ และความสามารถของตัวเองเพื่อบรรลุเป้าหมายอยู่หรือไม่ ถ้าคําตอบคือใช่ แสดงว่าคุณมีความน่าเชื่อถือในขั้นนี้ และเป็นผู้นําที่ น่ายกย่องเป็นแบบอย่าง แต่ถ้าคําตอบคือไม่ใช่ จึงเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือ ด้วยการสร้างผลงานให้สําเร็จเสียก่อน 15.ผู้นําหลายคนกังวลว่าถ้าสอนลูกน้องจนเก่งแล้ว ตัวเองจะหมดความสําคัญ ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของการให้อํานาจคือการกลัวว่าจะสูญเสียสิ่งที่มีไป แต่ความจริงแล้วทางเดียวที่คุณจะสําคัญจนหาคนมาแทนที่ไม่ได้ก็คือ คุณต้องเป็นนักปั้นผู้นํา หากคุณเป็นลมใต้ปีกที่ช่วยให้คนพัฒนาจนทํางานแทนคุณได้ คุณจะมีค่าต่อองค์กรมากจนไม่มีใครมาแทนที่ได้ นี่แหละความย้อนแย้งของกฎแห่งการให้อํานาจ ครีเอเตอร์ยอมรับว่าหลายข้อจากทั้งหมด 21 ข้อ ทำไม่ได้ John C. Maxwell ก็ยอมรับว่าไม่มีใครจะทำได้ดีครบทุกข้อ แต่ถ้าทำได้ จะไม่แปลกใจถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นเลย ทุกคนจะให้ความเคารพโดยไม่เกี่ยงว่าคุณอายุน้อยกว่า พวกเขาจะเชื่อถือและสามัคคีอย่างถึงที่สุดจนอาจทำงานที่ยากให้สำเร็จได้ เครดิตภาพ ภาพปก โดย cottonbro studio จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 โดย Vlada Karpovich จาก pexels.com ภาพที่ 4 โดย Markus Winkler จาก pexels.com บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ THE WEALTH MONEY CAN'T BUY รีวิวหนังสือ ความจริงที่โหดร้ายจนห้ามพูด รีวิวหนังสือ ชีวิตติดปีกด้วยศิลปะแห่งการช่างแ_่ง เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !