ใครที่ชื่นชอบเกี่ยวกับภาพยนตร์หรือซีรีส์แนวซอมบี้ น่าจะต้องรู้จักแฟรนไชน์นี้แน่นอน เพราะว่าเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิพากย์วิจารณ์ที่ดีมาแทบทุกภาค และในที่สุดแฟรนไชน์นี้ก็ได้กลับมาสานต่อจักรวาลซอมบี้คลั่งอีกเช่นเคย แถมรอบนี้มาพร้อมเนื้อหาที่แปลกใหม่ ที่ไม่เคยมีในภาคไหน ๆ มาก่อน! สำหรับภาพยนตร์ 28 Years Later จะปล่อยออกมาทั้งหมด 3 ภาค ซึ่งตอนนี้มีให้รับกันแล้ว 2 ภาค และเราเองก็จะรีวิวภาค 28 Years Later: Bone Temple - 28 ปีให้หลัง เชื้อเขมือบคน: วิหารซากกะโหลก ซึ่งเป็นภาคที่ของของแฟรนไชน์ 28 Years Later แต่ถ้าหากใครยังไม่เคยดูภาคแรกของ 28 Years Later เราเองก็จะรีวิวให้อ่านโดยคร่าว ๆ ค่ะ แต่แนะนำว่าไปดูกันดีกว่าจะได้รู้ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง ทำไมถึงต้องดูให้ครบทั้ง 2 ภาค ☺️ ❤️ Review 28 Years Later: Bone Temple (2026) https://www.instagram.com/p/DOIYd4dDvpz/ ประเภท : ภาพยนตร์ ชื่อภาษาอังกฤษ : 28 Years Later: Bone Temple ชื่อภาษาไทย : 28 ปีให้หลัง เชื้อเขมือบคน: วิหารซากกะโหลก กำหนดฉาย : 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เรตติ้ง : 18+ / มีเนื้อหาความรุนแรง เรื่องย่อ 28 Years Later (ภาค 1) 28 ปีหลังจากที่ไวรัส Rage ได้เข้ามาระบาด ณ พื้นที่ที่ไกลโพ้นจากแผ่นดินใหญ่มีเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยชาวบ้านที่อยู่อาศัยกันอย่างมีความสุข และแล้วก็ถึงเวลา “สไปก์” (รับบทโดย อัลฟี่ วิลเลียมส์) เด็กหนุ่มวัยเพียง 12 ปี ที่กำลังได้ออกเดินทางไปที่แผ่นดินใหญ่กับคุณพ่อของเขาเป็นครั้งแรก ซึ่งนั่นเป็นธรรมเนียมของหมู่บ้าน ที่จะต้องส่งคนในหมู่บ้านในออกไปหาของหรือเปิดประสบการณ์ให้กับกลุ่มวัยรุ่น สุดท้ายสไปก์ก็กลับเข้ามาที่หมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย แต่เขาก็ได้ทะเลาะกับพ่อของเขาถึงขั้นรุนแรง สไปก์จึงตัดสินใจจะดูแลคุณแม่ของเขาเอง และพาคุณแม่ออกไปแผ่นดินใหญ่เพื่อตามหาคุณหมอมารักษาอาการปวดหัวของคุณแม่ เรื่องย่อ 28 Years Later: Bone Temple (ภาค 2) หลังจากที่ “สไปก์” ตัดสินใจออกจากหมู่บ้านและมุ่งหน้าเดินทางต่อไปในแผ่นดินใหญ่ ทำให้เขาได้พบกับ “จิมมี่” (รับบทโดย แจ็ค โอ คอนเนลล์) พร้อมกับกลุ่มสมาชิกคนอื่น ๆ ที่จะแต่งกายคล้ายกับเขา และคนกลุ่มนั้นก็จะเรียกเขาว่า “ท่านจิมมี่” หลังจากนั้นสไปก์ก็ได้มารู้ว่า แท้จริงแล้วกลุ่มนี้มันก็แค่กลุ่มคนหัวรุนแรงที่ใช้การขมขู่และการลงมือผิดมนุษย์ใส่คนอื่น ๆ ที่คอยขวางหน้าเขา ไม่ว่าจะเป็นคนที่ติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ ในขณะเดียวกัน “เคลสัน” คุณหมอที่สไปก์เดินทางมาหาเขาเพื่อรักษาคุณแม่ ก็กำลังค้นพบความจริงบางอย่างจากผู้ติดเชื้อตัวหนึ่ง และเหมือนจะเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนอีกด้วย นักแสดงหลักเรื่อง 28 Years Later: Bone Temple https://www.instagram.com/p/DUlQELjEbu5/?hl=th อัลฟี่ วิลเลียมส์ รับบทเป็น สไปก์ https://www.instagram.com/p/DVAA6qFD2I9/ แจ็ค โอ คอนเนลล์ รับบทเป็น จิมมี่ https://www.instagram.com/p/DTnt4OqCOOX/?hl=th&img_index=1 เอริน เคลลีแมน รับบทเป็น จิมมี่ อิ้งค์ https://www.instagram.com/p/DQ9pu_UiO5e/?img_index=1 เรล์ฟ ไฟนส์ รับบทเป็น คุณหมอเคลสัน https://www.instagram.com/p/DDY-5dbx4Pb/ รีวิว 28 Years Later (ภาค 1) คร่าว ๆ ตอนที่มีการประกาศสานต่อแฟรนไชน์นี้ขึ้นมา เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่ตั้งหน้าตั้งตารอเรื่องนี้อย่างมาก เพราะเราเองก็ติดตามมาตั้งแต่ 28 Days และ 28 Weeks มาทั้ง 2 ภาคเลย ซึ่งแต่ละภาคมันจะเป็นเรื่องราวของตัวละครที่ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันก็คือ มีไวรัสระบาดจนผู้คนเกิดอาการติดเชื้อ แค่มันจะเป็นการติดตามเรื่องราวของโลกที่ผ่านไป 28 วัน , 28 สัปดาห์ หรือ 28 ปีนั่นเอง สำหรับ 28 Years Later เองก็เป็นเรื่องราวของตัวละครใหม่จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่ ได้เห็นวิถีชีวิตการอยู่อาศัย และการต่อสู้ที่ไม่ได้ใช้ปืนแต่อย่างใด โดยรวมสำหรับภาคนี้ เราว่ามันก็ทำออกมาได้ดี แต่ถ้าใครคิดว่ามันจะแนวเอาชีวิตรอด ไล่ฟันพวกคนติดเชื้อแบบมันส์ ๆ อาจจะยังไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ เพราะเหมือนภาคนี้มาขายงาน Art ของภาพเลยก็ว่าได้ ได้เห็นความสวยงามและความน่ากลัวของธรรมชาติ แลการเล่าเรื่องราวที่ชวนรู้สึกอึดอัด น่ากลัวและหลอนในเวลาเดียวกัน แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ชอบอย่างหนึ่งในภาคนี้คือ เวลาต่อสู้มันจะมีหยุดภาพขณะที่ตัวละครอาจยิงโดน ซึ่งเราแอบรู้สึกมันดูขัดอารมณ์ไปหน่อย แต่ยังดีที่เป็นแค่ช่วงแรกเท่านั้น https://www.instagram.com/p/DQ9zgx6iTkl/ รีวิว 28 Years Later: Bone Temple หลังจากดูจบ สานต่อเรื่องราวกันต่อหลังจากที่เราได้ติดตามชีวิตของน้องสไปก์ ซึ่งไทม์ไลน์ระหว่างภาคแรกและภาคที่ 2 ไม่ได้ห่างมากเลย ภาคที่ 1 จบแบบไหน ภาค 2 ก็เริ่มมันตรงนั้นเลย ถือว่าเป็นการสานต่อเรื่องราวแบบไม่ขาดตอน ได้รู้เรื่องราวต่อว่าจะเป็นอย่างไรกันต่อไป แล้วชีวิตน้องสไปก์ที่อายุเพียง 12 ปีจะไปได้รอดในโลกที่เต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อหรือไม่ คือตัวภาพยนตร์เราแทบจะคอยเชียร์น้องแทบตลอดเวลาเลย ภาคนี้มีการเล่าตัวละครหลักมากกว่า 1 คน ปกติแล้วแต่ละภาคจะเล่าเรื่องราวของตัวละครหลักแค่ 1 คนหรือกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่ครั้งนี้มีมุมมองของตัวละครมากกว่า 1 คน เพราะสำหรับภาคนี้มีการเล่าเรื่องราวระหว่าง “คนดี” และ “คนชั่ว” อย่างเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ การกระทำ และคำพูด คนดูอย่างเราดูแล้วคือรับรู้มุมมองตัวละครแต่ละคนได้อย่างชัดเจน การเล่าเรื่องราวในมุมใหม่ แปลกตากว่าภาคอื่น เวลานึกถึงภาพยนตร์แนวซอมบี้ หลายคนส่วนใหญ่ก็คงจะนึกถึงซอมบี้ , การเอาชีวิตรอด , เลือดสาด หรือการบู๊แอคชั่นมันส์ ๆ แต่สำหรับภาคนี้ทำฉีกกว่าเรื่องอื่น ๆ และทำออกมาแตกต่างจากแฟรนไชน์ของตัวเองด้วย เพราะว่านอกจากผู้ติดเชื้อแล้ว ภาพยนตร์พยายามจะเล่าเรื่องจิตใจอันโหดเหี้ยมของมนุษย์ด้วยกันเอง หรือก็คือตัวละคร “จิมมี่” ที่มีสภาพจิตใจที่บิดเบี้ยวไปตั้งแต่เมื่อครั้งเขาตอนเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ต้องจดเห็นครอบครัวตัวเองกลายร่างเป็นผู้ติดเชื้อต่อหน้าต่อตาตัวเอง ซึ่งตรงนี้จะมีการเล่าเรื่องราวของจิมมี่ในภาคที่ 1 ว่าเรื่องราวเป็นยังไง และนั่นก็ทำให้ผู้ชมได้เห็นการพัฒนาของเด็กน้อยจิมมี่หน้ามือไปเป็นหลังมือเลยล่ะ นอกจากเรื่องราวของจิมมี่แล้ว ก็มีอีกอย่างที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำเสนอออกมาก็คือ “ถ้าหากวารักษาผู้ติดเชื้อได้ล่ะ ?” ดังนั้นเรื่องนี้เลยได้คุณหมอเคลสันกลับมาออกโรงอีกรอบ ซึ่งแน่นอนว่าทัศนคติและการกระทำของเคลสันคือแตกต่างกับจิมมี่ไปไกลลิบ เพราะถือจรรยาบรรณอาชีพหมอไว้ เขามักจะไม่ค่อยทำร้ายใครแม้กระทั่งผู้ติดเชื้อเองก็ตาม และนั่นก็ทำให้เขาได้เจอกับ “แซมซัน” ซอมบี้อัลฟ่าตัวใหญ่ที่ดูน่ากลัวและน่าเกรงขาม และภาพยนตร์ก็จะทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และผู้ติดเชื้อว่าถ้าหากอยู่ร่วมกันได้จะเป็นอย่างไร ซึ่งนั่นกลายเป็นว่าเป็นพาร์ทรู้สึกชอบมาก ๆ เพราะมันทั้งเงียบสงบและปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งรอบข้าง แต่มันไม่มีความน่าเบื่อเลย ในขณะที่อีกฝั่งอย่างจิมมี่ ก็จะมีแต่ภาพความโหดร้าย ความรุนแรง ยากเกินที่จะมาตั้งคำถามว่ามนุษย์เราสามารถทำได้ขนาดนี้เลยหรอ เพียงเพราะว่ามันสนุกแค่นั้น ? ตัวละครใหม่ที่จะดำเนินต่อในภาคที่ 3 และที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าก็คือการได้เห็นตัวละครใหม่ที่จะได้โลดแล่นแน่ ๆ ในภาคที่ 3 ที่จะมาถึงนี้ เล่นเอาคนดูหลายคนแทบกรี๊ดแตก เพราะได้นักแสดงฝีมือและหลายคนต้องรู้จักเป็นอย่างดี ถ้าอยากรู้ว่าเป็นใครละก็…ต้องไปดูกันเอาเองแล้วล่ะ ไม่สปอยล์หรอกนะ เดี๋ยวมันจะอดสนุกเอา แต่จะให้อธิบายคร่าว ๆ ก็คือเป็นตัวละคร 2 คนพ่อลูก ครอบครัวเล็ก ๆ จากในบ้านแผ่นดินใหญ่ที่อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข แต่เหมือนจะเริ่มไม่สงบแล้วหลังจากได้เห็นตัวละครหลักจากภาคนี้นั่นเอง https://www.instagram.com/p/DSSxkvFDFQH/ สรุปรีวิวสำหรับภาคนี้สั้น ๆ ว่า การดำเนินเรื่องมีความคล้ายคลึงกับภาคที่แล้ว เพียงแค่ได้ปรับมุมมองใหม่ เล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไป และก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว งานภาพและงานเสียง การันตีได้จากภาคที่แล้วได้เลยว่าดีแบบไหน ภาคนี้ก็คงดีเหมือนเดิม โดยเฉพาะงานภาพคือเราชอบมาก ๆ มันทั้งสวยงาม น่ากลัว และชวนอึดอัดมาก ๆ มันให้เรามากกว่าหนังซอมบี้ทั่ว ๆ ไปซะอีก แต่ว่าถ้าหากใครชอบแนวไล่ฟันซอมบี้มันส์ ๆ แฟรนไชน์ 28 Years Later อาจจะไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ เพราะว่าภูมิประเทศที่ยกมาเป็นเพียงหมู่เกาะและหมู่บ้านที่อยู่ตามป่าเขาเท่านั้น ดังนั้นวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่จะไม่ใช่แบกปืนหรืออาวุธมือเพื่อไปจัดการ แต่จะเป็นเพียงแค่การอยู่กันอย่างสงบและเฝ้าระวังให้ตัวเองปลอดภัยก็พอ สำหรับใครอ่านรีวิวจนจบแล้วอยากจะลองดูเรื่องนี้สักครั้ง สามารถหาดูได้ที่ TrueID ได้เลย เป็นไปได้เก็บแฟรนไชน์ของ 28 Years Later ภาคที่แล้วก่อนค่อยมาดูภาคนี้ก่อน เพราะจะรู้จักตัวละครในเรื่องมากขึ้นว่าก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร https://youtu.be/IpP8jhdXrcw?si=iybwfS9h1rPkdxKp รับชมภาพยนตร์ 28 Years Later: Bone Temple ได้ที่นี่ เครดิตรูปภาพ ภาพปก มีรูปภาพที่ 1 จาก 28yearslatermovie รูปภาพประกอบที่ 1 , 3 , 6 , 7 - 10 , 11 จาก 28yearslatermovie รูปภาพประกอบที่ 2 จาก alfie_williamsofficial รูปภาพประกอบที่ 4 จาก erin.kellyman รูปภาพประกอบที่ 5 จาก ralphfiennesactor วิดีโอประกอบที่ 1 จาก 28yearslatermovie วิดีโอประกอบที่ 2 จาก Major Group ดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !