นี่คือหนังสือจิตวิทยาของอัลเฟรด แอดเลอร์ ด้วยแนวคิดที่ว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้ ที่บอกว่าทำไม่ได้ เพราะยึดติดกับสิ่งที่คุ้นเคยและสบายกว่า จึงเลือกจะไม่เปลี่ยนแปลง แม้ใจจะคิดว่าอยากเปลี่ยนแปลงก็ตาม....แนวคิดนี้เพิ่งแพร่หลายในปัจจุบัน เพราะเข้าใจหลักจิตวิทยาของซิกมัน ฟรอยด์กับคาร์ล ยุง มานานและเข้าใจว่าคนเราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ กล้าที่จะถูกเกลียด เป็นการนำเสนอระหว่างชายหนุ่มกับนักปรัชญา ซึ่งบทสนทนาพูดคุยกันอย่างหนักหน่วง เพราะหลักจิตวิทยาของแอดเลอร์ขีดกับสามัญสำนึกของชายหนุ่มอย่างมาก ชายหนุ่มเป็นเหมือนตัวแทนของผู้อ่าน สิ่งที่อยากเถียงในใจเขาได้พูดหมดเปลือก นักปรัชญาจึงอธิบายอย่างมีเหตุผลที่ทำให้ผู้อ่านอย่างเราต้องปรับจิตใจในชีวิตจริงกันใหม่เลยทีเดียว ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.ตอนนี้คุณใช้ชีวิต แถมยังทุกข์จนอยากไปเกิดใหม่เป็นคนอื่นโดยไม่มีความสุข แต่จริง ๆ แล้วที่คุณรู้สึกทุกข์อยู่ตอนนี้เป็นเพราะคุณเลือก ที่จะมี “ความทุกข์” เอง คุณไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความทุกข์สักหน่อย 2.ความรู้สึกเหงาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคุณ อยู่เพียงลําพัง ความเหงาคือการที่คุณรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นๆ ที่รายล้อมอยู่รอบตัวคุณต่างหาก เรารู้สึกเหงาเพราะ ต้องการคนอื่น พูดอีกอย่างก็คือ มนุษย์เราจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่ “ตัวคนเดียว” ก็ต่อเมื่ออยู่ในสังคมที่มีคนอื่นอยู่ด้วยเท่านั้น 3.“ความทุกข์ทั้ง หมดของมนุษย์ล้วนเป็นความทุกข์เรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่น” นี่เป็นแนวคิดพื้นฐานของหลักจิตวิทยาแบบแอดเลอร์ ต้องให้มนุษย์ทั้งโลกเลิกคบหามีความสัมพันธ์กันนั่นแหละจึงจะถือว่าเป็นการอยู่คนเดียวในจักรวาล เมื่อไม่มีคนอื่น ความทุกข์ใจทั้งหมดก็ย่อมจะหายไปด้วย 4.ปมด้อยคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มเอาความรู้สึกต่ำต้อยมาเป็นข้ออ้าง ความคิดอย่างเช่น “เราเรียนมาน้อยจึงไม่ประสบความสําเร็จ” “หน้าตาไม่ดีเลย ไม่ได้แต่งงาน” หรือการเอาแต่อ้างว่า “เพราะเป็นแบบนี้จึงทําแบบนั้นไม่ได้” คือปมด้อย ไม่ใช่ความรู้สึกต่ำต้อย 5.การเอาความทุกข์ของตัวเองมาใช้เป็นอาวุธเพื่อควบคุมคนอื่น คนแบบนี้จะทําให้ ครอบครัวหรือเพื่อนฝูงเป็นห่วง แล้วก็เอาแต่คร่ำครวญว่าตัวเองทุกข์ทรมานมากแค่ไหนเพื่อจะได้บงการคําพูดและการกระทํา ของคนรอบตัว คนที่ชอบเก็บตัวอยู่ในห้องซึ่งเราพูดถึงในตอนแรกก็เป็นคนที่ชอบเอาความทุกข์มาเป็นอาวุธเช่นกัน แอดเลอร์ถึงขั้นบอกว่า “ในวัฒนธรรมของเรา ความอ่อนแอเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่ง” 6.ถึงแม้คําพูดที่ว่า“คุณไม่เข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก” ที่คนเป็นทุกข์ชอบพูดกันนั้นมีส่วนจริงอยู่บ้าง เพราะไม่มีใครในโลกนี้สามารถเข้าใจความรู้สึกของคนที่กําลังเป็นทุกข์ได้อย่างถ่องแท้อยู่แล้ว แต่ตราบใดที่ยังเอาความทุกข์มาเป็นอาวุธเพื่อทําให้ตัวเองเป็น “คนพิเศษ” คนคนนั้น ก็จําเป็นต้องพึ่งพาความทุกข์ไปตลอดกาล 7.แอดเลอร์ได้แบ่งความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขณะที่เราเติบโตขึ้น ออกเป็น 3 ด้าน คือ “ด้านการงาน” “ด้านการเข้าสังคม” และ “ด้านความรัก” ทั้งหมดนี้เรียกว่า “ภารกิจของชีวิต” 8.เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ในแง่ของระยะ ห่างและระดับความสนิทแล้ว ภารกิจด้านการงานถือว่ายุ่งยาก น้อยที่สุด เพราะคนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วยต่างก็มีเป้าหมาย เดียวกัน นั่นคือ ทํางานให้สําเร็จ ต่อให้ไม่ค่อยถูกชะตากันก็ยังทํางานด้วยกันได้เพราะมีเป้าหมายร่วมกัน และตราบเท่าที่ ยังคบหากันเพราะเรื่อง “งาน” เพียงอย่างเดียว พอหมดเวลา งานหรือเปลี่ยนงานเมื่อไหร่ เราก็จะกลายเป็นคนอื่นคนไกลกันทันที 9.เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ในแง่ของระยะห่างและระดับความสนิทแล้ว ภารกิจด้านการงานถือว่ายุ่งยาก น้อยที่สุด เพราะคนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วยต่างก็มีเป้าหมาย เดียวกัน นั่นคือ ทํางานให้สําเร็จ ต่อให้ไม่ค่อยถูกชะตากันก็ ยังทํางานด้วยกันได้เพราะมีเป้าหมายร่วมกัน และตราบเท่าที่ ยังคบหากันเพราะเรื่อง “งาน” เพียงอย่างเดียว พอหมดเวลา งานหรือเปลี่ยนงานเมื่อไหร่ เราก็จะกลายเป็นคนอื่นคนไกลกันทันที 10.สาเหตุเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์แน่ ๆ ตัวอย่างเช่น บางคนส่งใบสมัครงานและถูกเรียกไปสัมภาษณ์งานหลายที่ แต่กลับไม่ได้งานสักบริษัท ทำให้เขาสูญเสียความภาคภูมิใจในตัวเองจนรู้สึกว่า การดิ้นรนเพื่อให้ได้งานแล้วต้องมารู้สึกขมขื่นแบบนี้มันคุ้มกันจริง ๆ หรือเปล่า ส่วนคนที่ทำงานผิดพลาดครั้งใหญ่จนทำให้บริษัทขาดทุนมหาศาล คนเหล่านี้จะมองว่าอนาคตข้างหน้ามีแต่ความมืดมนเลยรู้สึกไม่อยากกลับไปทำงานอีก ความรู้สึกแย่ ๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาขี้เกียจทำงาน แต่เกิดจากความกลัวว่า “ตัวเอง” จะเสียศักดิ์ศรีเพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือไม่ก็กลัวโดนตราหน้าว่าไร้ความสามารถและไม่เหมาะที่จะทำงานนี้ ทั้งหมดที่พูดมาล้วนเป็นปัญหาที่เกิดจากความสัมพันธ์กับคนอื่นทั้งสิ้น 11.เวลาที่อยากได้รับการยอมรับจากใครสักคน คนเกือบทั้งหมดจะเลือกใช้วิธี “ยอมทำตามความคาดหวังของคนอื่น” ซึ่งเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูแบบให้รางวัลและลงโทษ คนที่แสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมจะได้รับคำชมเชย แต่ถ้าเราลงมือทำอะไรเพียงเพื่อ “ทำตามความคาดหวังของคนอื่น” เราจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำได้อย่างไร ในเมื่อเราต้องคอยกังวลกับสายตาของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ต้องกลัวว่าจะมีใครตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์หรือเปล่า เราเลยต้องสะกด “ตัวตนของตัวเอง” เอาไว้ 12.เราต้องทําอะไรบ้างเพื่อให้คนอื่น ไม่เกลียดเรา คําตอบมีอย่างเดียวก็คือ เราต้องคอยสังเกตสีหน้าของคนอื่นตลอดเวลาพร้อมกับให้สัญญาทุกคนว่าจะทํา ตามที่พวกเขาคาดหวัง ถ้าหากคนรอบตัวเรามีกันอยู่ 10 คน เราก็คงต้องทําตามใจทั้ง 10 คนนั้นทุกครั้งจึงจะไม่ถูกเกลียด แต่การทําแบบนั้นจะก่อให้เกิดความขัดแย้งตามมาในวันข้างหน้า คนที่พยายามทําตามใจคนอื่นเพราะไม่อยากถูกเกลียดก็เหมือนกับนักการเมืองที่ติดกับดักของแนวคิดประชานิยม พวกเขาสัญญากับประชาชนว่า “ทําได้” ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทำไม่ได้ หรือรับปากในเรื่องที่ตัวเองรับผิดชอบไม่ไหว ซึ่งแน่นอนว่าไม่นานใครๆก็จะรู้ว่าโกหก สุดท้ายคนอื่นก็จะหมดความเชื่อถือและชีวิตก็ยิ่งเป็นทุกข์หนักขึ้นไปอีก ความกดดัน จากการดึงดันที่จะโกหกต่อไปนั้นหนักหนาเกินกว่าจะจินตนาการได้... การใช้ชีวิตเพื่อเติมเต็มความคาดหวังหรือฝากชีวิตของตัวเองไว้กับคนอื่นคือการโกหกตัวเองและคนรอบข้างไปวันๆ เท่านั้น 13. แน่นอนว่าการถูกเกลียดทําให้เราเป็นทุกข์ ถ้าเป็นไปได้เราก็ย่อมอยากใช้ชีวิตโดยไม่ถูกเกลียดและได้รับการยอมรับจากคนอื่น แต่ชีวิตที่ต้องคอยทําตามความคาดหวังของคนโน้นคนนี้อยู่ตลอดเวลาคือที่สุดของชีวิตที่ไร้อิสรภาพ แล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่กับมันด้วย แต่อิสรภาพก็มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย แล้วราคาของชีวิตที่มีอิสรภาพก็คือการถูกเกลียด 14.ความกล้าที่จะถูกเกลียดไม่ใช่การเอาแต่ใจหรือดื้อรั้นหัวชนฝา แต่เป็นการแยกแยะธุระของแต่ละคน ออกจากกันเท่านั้น ตัวอย่างเช่น แม้จะมีคนไม่ชอบคุณ แต่นั้นก็ไม่ใช่ธุระของคุณเลย การคิดว่า “เขาควรจะชอบเรา” หรือ “อุตส่าห์ทําขนาดนี้แล้วทําไมยังไม่ชอบอีก” เป็นความคิดแบบหวังผลตอบแทนและถือเป็นการก้าวก่ายธุระของคนอื่น การเดินไปข้างหน้าโดยไม่กลัวว่าจะถูกคนอื่นเกลียดและเลิกใช้ชีวิตเหมือนหินที่กลิ้งลงมาจากเนินนี่แหละคืออิสรภาพของมนุษย์ คำว่ากล้าที่จะถูกเกลียด มีความหมายในเชิงบวก เพื่อบรรลุหลักจิตวิทยาของแอดเลอร์ มันก็จะมีสิ่งที่ต้องแลก พูดง่ายๆคือเราไม่ทำเพื่อเอาใจคนอื่น เพื่อเราจะได้มีอิสรภาพที่แท้จริง แม้จะถูกเกลียดก็ตาม โดยที่เรายังคงรับผิดชอบตัวเราเองโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน จริงๆนี่แค่ส่วนหนึ่งของเนื้อหาเท่านั้น หลักจิตวิทยาของแอดเลอร์หลายอย่างขัดกับสามัญสำนึกถึงขนาดที่ว่าการจะเข้าใจหลักการของแอดเลอร์จริงๆทุกด้านอาจใช้เวลาปรับตัวนานถึง 10 ปีเลยทีเดียว แต่หลักการนี้มันพัฒนาตัวเองเรื่องมุมมองได้ แล้วเราจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เครดิตภาพ ภาพปก ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ the art of the good life รีวิวหนังสือ 101 ESSAYS that will change the way you think รีวิวหนังสือ STOP LYING TO YOURSELF เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !