เทคนิคเก็งกำไรจากการซื้อขายหุ้นด้วยคลื่นเอลเลียต เราอาจจะเคยได้ยินจากสื่อหรือหนังสือเล่มอื่นๆมาบ้างแล้ว แต่สำหรับเล่มนี้กลับมีแนวทางเฉพาะตัวที่ต่างไปเล็กน้อย เพราะมีวิธีการเข้าจับจังหวะโดยใช้ Fibonacci เข้าช่วย ซึ่งเป็นผลงานการเขียนของเรวดี เอี่ยมสุนทรวิทย์ โดยเนื้อหาภายในประกอบด้วย : คลื่นเอลเลียต / Fibonacci / การนับเวฟ / รูปแบบคลื่น / ปริมาณการซื้อขายด้วยหลักการ VSA (Volume Spread Analysis) / ตัวอย่างการ Trade Setup เพื่อหาจังหวะเข้าออกจากสถานะ ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.ทฤษฎีคลื่นเอลเลียต (Elliott Wave Theory) ตามหลักการบอกไว้ว่า วงจรหุ้นหรือตลาดขาขึ้นราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นจนจบครบรอบหนึ่งนั้น รูปแบบมาตรฐานทั่วไปจะมี 5 คลื่น คือ คลื่น 1, 2, 3, 4, 5 ซึ่งคลื่นที่ สามารถยึดได้มากที่สุดจะเกิดขึ้นได้เพียงแค่หนึ่งคลื่นเท่านั้น นั่นก็คือ อาจจะเกิดในช่วงของคลื่น 1 ยืด, คลื่น 3 ยืด หรือคลื่น 5 ยืด อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่คลื่น 3 ยืด หรือที่นักเทคนิคเรียกกันว่า เวฟ 3 ยืด จะมีโอกาสเกิดขึ้นสูงสุด 2.เวฟที่ยืด จึงหมายถึง คลื่นที่เกิดการยืดตัวของราคาที่เพิ่มขึ้น โด เวฟที่ยืดจะวิ่งไปได้ไกลและวิ่งได้ค่อนข้างเร็ว ดังนั้น หากเราสามารถตามหาและรู้วิธี การลงทุนหรือการเทรดหุ้นในช่วงเวฟ 3 ยืด ที่จะยาวไปได้ไกลอย่างน้อย 161.8% ของเวฟ 1 ได้ ก็หมายความว่า เราจะสามารถทํากําไรได้อย่างงดงาม ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของนักลงทุนทุกคน 3.คลื่นเอลเลียต คือการนำจิตวิทยามวลชนผสมกับสูตรทางคณิตศาสตร์ และแสดงผลเป็นรูปแบบราคาที่ขึ้นลงตามรอบของคลื่นราคา...ทฤษฎีคลื่นเอลเลียต จึงสะท้อน “พฤติกรรมการซื้อขายของคนหมู่มาก” โดยเน้นวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาตามหลักคณิตศาสตร์ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดทุนรวมถึงตลาดหุ้นเกิดจาก จิตวิทยามวลชน ซึ่งแสดงผลออกมาในรูปแบบราคา และที่สําคัญ เราสามารถคาดการณ์ราคาในอนาคตได้อย่างแม่นยํา เช่นเดียวกับที่เราสามารถจะคาดการณ์พฤติกรรมมวลชนได้ 4.แผนการเทรด (Trade Setup) ก็คือจังหวะในการซื้อขายหุ้นนั่นเอง ในทุกการเทรดจะต้องกำหนดแผนล่วงหน้าก่อนทําการซื้อขาย โดยมีข้อกําหนด 3 อย่าง คือ ข้อที่หนึ่ง >> จุดซื้อหุ้น (Buy) ข้อที่สอง >> จุดตัดขาดทุน (Stop Loss หรือ SL) ข้อที่สาม >> เป้าหมายทํากําไร (Target Price หรือ TP) 5.การเทรดหุ้นต้องกำหนดจังหวะการซื้อขายเป็นแผนการณ์ไว้ก่อนเลยว่าเราจะซื้อหุ้นที่ราคาเท่าไหร่ ยอมตัดขาดทุนที่ราคาเท่าไร และวางเป้าหมายทำกำไรอยู่ที่ราคาเท่าไร แต่ทั้งนี้เฉพาะเป้าหมายทำกำไรเท่านั้นที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามกราฟราคาในอนาคตได้ ส่วนจุดซื้อหุ้นและจุดตัดขาดทุน ห้ามเปลี่ยนแปลงโดยเด็ดขาด 6.ทฤษฎีคลื่นเอลเลียตเน้นการเทรดตามการจบรอบคลื่น ที่เรียกกันว่าจบรอบของเวฟแต่ละเวฟ ดังนั้นสําหรับหุ้น ขาขึ้น เมื่อราคาหุ้นขึ้นมาเป็นเวฟ 1 แล้ว จะย่อลงเพื่อพัก ฐานเป็นเวฟ 2 เมื่อจบการพักฐานของเวฟ 2 แล้ว ก็จะวิ่งขึ้นเป็นเวฟ 3 จะเห็นว่าเราจะให้ความสำคัญกับจุดจบของคลื่น ซึ่งไม่จําเป็นต้องเป็นจุดต่ำสุดหรือจุดสูงสุดของราคา เสมอไป เนื่องจากเวฟแต่ละเวฟนั้นอาจจะมี “เวฟย่อย” หากเราเปรียบกับการสวิงแล้ว เวฟหนึ่งเวฟจึงอาจมีการ สวิงขึ้น-ลงหลายครั้ง ก่อนที่จะจบหนึ่งเวฟก็ได้ 7.ทฤษฎีคลื่นเอลเลียต แบ่งประเภทของเวฟเป็น 2 ประเภท คือคลื่นส่ง (Impulsive Wave) และคลื่นปรับ (Corrective Wave) 1.Impulsive Wave เป็นคลื่นส่ง เกิดในช่วงที่มีแนวโน้ม มีทิศทางที่ชัดเจน โดยเกิดได้ทั้งแนวโน้มขาขึ้นและขาลง ซึ่ง Impulse จะมี 5 คลื่นเสมอ โดยเราจะ Label เวฟ Impulse ด้วยตัวเลข คือ 1, 2, 3, 4, 5 (ขอเรียกว่า เวฟ 1, เวฟ 2, เวฟ 3, เวฟ 4 และเวฟ 5 ค่ะ) ตามรูปที่ 3.1 แสดงตัวอย่างหุ้นที่ทํารูปแบบ Impulse เวฟ 3X ในทิศทางขาขึ้น...เวฟ 3X จะเกิดในช่วงที่มีแนวโน้มเท่านั้น 2.Corrective Wave เป็นคลื่นปรับ เกิดในช่วงที่ไม่มีแนวโน้ม เป็นช่วงการพักฐานหรือปรับฐาน ซึ่่งบางครั้งราคาก็วิ่งออกข้าง (Sideways) 8.โดย Correction จะเกิดในขาย่อย" ของ Impulse ที่เวฟ 2 หรือเวฟ 4 เท่านั้น ซึ่งจะมีทิศทางตรงข้ามกับแนวโน้มหลัก และเราจะ Label เวฟ Correction เป็นตัวอักษร a, b, c เราสามารถใช้คําว่า ขา แทน เวฟ ได้ เช่น ขาย่อย แทน เวฟย่อย หรือ ขา a แทน เวฟ a “Impulsive Wave จะ Label เป็นตัวเลข 1, 2, 3, 4, 5 ส่วน Corrective Wave จะ Label เป็นตัวอักษรที่เริ่มต้นด้วย a, b, c เท่านั้น” 9.ปริมาณการซื้อขายจะมีความสัมพันธ์กับราคาแล้ว ปริมาณซื้อขายยังมีความสัมพันธ์กับ“ช่วงกว้างของราคา (Price Spread)” ด้วยเสมอ คือ เมื่อใดก็ตามหากปริมาณซื้อขายสูงมาก แต่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆ ความหมายจึงแตกต่างจากปริมาณซื้อขายที่สูงเท่ากัน แต่ราคาวิ่งในกรอบกว้างๆทีเดียว และแน่นอนว่าหากราคาปิดต่ําหรือที่ ราคาสูงก็จะมีความหมายที่แตกต่างกันอีกเช่นเดียวกัน ดังนั้น เราควรต้องวิเคราะห์ปริมาณซื้อขายควบคู่ไปกับ “การ กระทําของราคา (Price Action)” ด้วยเสมอ โดยการวิเคราะห์แบบนี้ เรียกว่า การวิเคราะห์ของปริมาณซื้อขายที่มีความสัมพันธ์กับราคา และช่วงกว้างของราคา (Volume Spread Analysis: VSA) 10.การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขายที่สัมพันธ์กับราคาและช่วงกว้างของราคา (Volume Spread Analysis : VSA) เป็น เครื่องมือที่บอกถึงความแข็งแกร่งหรือความอ่อนแอของตลาด และที่สําคัญเป็นการบอก ว่า หุ้นตัวนั้นมีแรงซื้อหรือแรงขายมากกว่า และพร้อมที่จะขึ้นแรงๆ วิ่งไกลเป็น เวฟ 3X แล้วหรือไม่ ? 11.ก่อนที่จะลงมือเทรด เราต้องกําหนดวัตถุประสงค์ในการเทรด หากวัตถุประสงค์คือการทํากําาไร ใจของเราก็จะจดจ่ออยู่กับการทํากําไรจนเกิดความโลก แล้วผลออกมาก็คือคุณจะไม่ได้กําไร! แต่ถ้าเราเทรดโดยใช้หลักการบริหารความเสี่ยง คือทุกครั้งของการเทรดขอให้มีความเสี่ยงต่ำและหากผิดทางต้องรีบออกจากตลาด ยอมตัดขาดทุน(Stop Loss) โดยมีจุดตัดขาดทุนต่ำๆ ยอมขาดทุนแต่น้อยๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการ ขาดทุนให้มากที่สุด สิ่งนี้จะทําให้เราอยู่รอดในตลาดนี้ได้ 12.ด้วยวิธีเรียนรู้หลักการหาแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่งที่เรียกว่า หลักการ “Confluence” โดยหากซื้อหุ้นที่ Confluence แนวรับนี้ ราคาหุ้นจะขึ้นทันที เพียงแต่อาจเป็นการเด้งขึ้นระยะสั้นเพื่อลงต่อ (Rebound) เป็นการเด้งขึ้นเพื่อลงต่อตาม Trend ขาลงตามเดิม...หรืออาจเป็นการขึ้นระยะยาวแบบกลับตัว (Reversal) เปลี่ยนจากหุ้นขาลงเป็นขาขึ้น หรือเป็นการเปลี่ยน Trend ไปเลยก็ได้ ทั้งนี้ หากอยากรู้ว่าเป็นการขึ้นในรูปแบบใด เป็นแค่การ Rebound หรือเป็นการ Reversal ต้องใช้ทฤษฎีคลื่นเอลเลียตเข้ามาวิเคราะห์ และเช่นเดียวกัน หากเราขายหุ้นที่ Confluence แนวต้าน ราคาหุ้นจะลงทันที เพียงแต่...อาจเป็นการลงระยะสั้นเพื่อขึ้นต่อ (Retrace) โดยเป็นการย่อเพื่อขึ้นต่อตาม Trend หรือตามเดิม 13.หลักการ Confluence คําศัพท์ “Confluence” มีความหมายว่า ร่วมกัน ไปด้วยกัน ดังนั้น ความหมายในภาษาของการเทรดหุ้น ก็คือ การนําเอากลยุทธ์การเทรดที่ แตกต่างกันมากกว่าหนึ่งกลยุทธ์ขึ้นไปมารวมกัน แล้วกําหนดเป็นกลยุทธ์ ใหม่ที่เรียกว่า “Confluence Trade Setup (เนื่องจากการเทรดที่ต่างกันมาจากเทคนิคของกลยุทธ์นั้นๆ ว่าใช้ข้อมูลใดหรือทฤษฎีใดใน การวิเคราะห์ โดยที่ “Confluence จะเกิดตรงจุดร่วมที่เกิดจากการใช้กลยุทธ์การเทรดที่ต่างกัน แต่ให้สัญญาณซื้อหรือขายที่เหมือนกันในตําแหน่งเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน” ทั้งนี้ หากจุดร่วมนั้นเกิดจากจํานวนกลยุทธ์ที่แตกต่างกันยิ่งมากเท่าไร ความแม่นยําก็ยิ่งมีมากขึ้น การจับจังหวะเข้าออกของกราฟแต่ละคนไม่มีทางเหมือนกัน 100% สิ่งนี้ช่วยแยกระหว่างที่คนที่ถนัดสายเทรดด้วยเทคนิคกับคนที่ถนัดลงทุนแบบไม่เน้นกราฟและ indicators ได้อย่างชัดเจน ถ้าเราไม่ถนัดสายไหน ก็อย่าฝืน....ถือเป็นการคัดกรองตัวเองอีกทางหนึ่ง หนังสือเล่มนี้ถือเป็น Trick สำหรับคนสายเทรดที่อยากได้วิธีการไว้เป็นแนวทางให้กับตัวเอง ที่สำคัญคือตัวเราเองต้องหาหลักการที่เข้ากับความถนัดให้เจอ เครดิตภาพ ภาพปก ภาพที่ 1 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์ 2 รีวิวหนังสือ BEST LOSER WINS บทเรียนหลักล้านจากโคตรเดย์เทรด รีวิวหนังสือ เหนือกว่าวอลสตรีท (One up on Wall street) เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !