รีเซต

10 ปีของการมาไกล นี่คือความในใจของ ‘เอสเธอร์’

10 ปีของการมาไกล นี่คือความในใจของ ‘เอสเธอร์’
มติชน
18 ธันวาคม 2564 ( 06:00 )
43

 

เพราะว่าตัวละคร ‘อลิศรา’ แห่ง ‘วิมานทราย’ ที่เธอแสดง คือหญิงสาวที่ชีวิตเต็มไปด้วยอุปสรรค เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา เลยว่าแม้โทนรวมๆของเรื่องจะเป็นโรแมนติค ดราม่า แต่เอาเข้าจริงฉากเลิฟซีนจะออกแนวน้อย ถึงน้อยมาก

ที่หนักหนา มาเยอะ และมาถี่ คือการทะเลาะ และประชันอารมณ์

“เป็นเหมือนละครแนวชีวิต เล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องเจอสถานการณ์นู่น นั่น นี่ แล้วเขาจะตั้งมือรับกับมันยังไง”

ซึ่ง “ท้าทายมากค่ะ” นางเอกของละครที่กำลังแพร่ภาพทางช่องวัน 31 ทุกวันพุธและพฤหัสบดี เวลา 20.20 น. บอก

เพราะแม้จะพูดรวมๆว่า ‘เรื่องนี้มีดราม่า’ แต่ว่าเลเวลของดราม่าก็มีหลายระดับ ทั้งจากความรัก ที่มีเหตุให้พระเอกคือ ‘ภาณิน’ เข้าใจผิด จากที่รัก ที่ชอบอยู่ดีๆ กลับแปรผันกลายเป็นเกลียด ขณะเดียวกันครอบครัวเของเขาก็ชังเธอหนัก

แถมละครยังเป็นแนวพีเรียดย้อนยุค ที่คำพูดบางประโยค ศัพท์บางคำก็อย่าเรียกว่าไม่คุ้นชิ้น แต่ถึงขั้นไม่รู้จัก ขณะเดียวกันความเป็นจิตรกรของตัวละคนก็ห่างไกลนักกับตัวตนของเธอ ก่อนเปิดกล้องจึงต้องทำการบ้านอย่างหนัก หากถึงจะตั้งใจมาอย่างดี “แต่เกือบทุกฉากเลยนะคะที่กังวล” เอสเธอร์สารภาพพลางหัวเราะ

ที่พอจะค่อยยังชั่วก็ตรงได้ทำงานกับพระเอก เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ กับผู้กำกับ เมธี เจริญพงศ์ ที่เคยร่วมงานกันมาก่อนเลยทำให้อะไรๆไหลรื่นขึ้น

เอสเธอร์ยังเปิดเหตุผลที่ตัดสินใจรับงานนี้ ทั้งๆที่รู้ว่ายากแน่ว่าเป็นเพราะ “ตัวบทน่าสนใจ แล้วก็เป็นอะไรที่เราไม่เคยเล่นมาก่อน แล้วก็ได้เล่นกับพี่เจษ (เจษฎ์พิพัฒน์) เต็มตัวครั้งแรก เลยรู้สึกว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจและน่าเล่น”

ดังนั้นแม้ตัวเรื่องจะเครียด ตัวบทจะท้าทาย การใช้อารมณ์หนักๆก็ทำให้เหนื่อย “แต่การทำงานก็สนุกมากๆ ไปกองทุกวันก็มีความสุขค่ะ” เอสเธอร์บอกพลางยิ้ม

เอสเธอร์ซึ่งอยู่ในวงการมาได้ราว 10 ปี บอกว่าจากความที่ไม่เคยคิด ไม่เคยฝัน จะเข้าวงการ แต่ด้วยแรงผลักดันของแม่ที่อยากให้ลองทำ ทำให้รู้สึกว่า ณ วันนี้เธอประสบความสำเร็จแล้ว

“ไม่เคยคิดว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ ยึดอาชีพนี้เป็นหลักในชีวิต สามารถดูแลครอบครัวได้ เลี้ยงน้องได้”

“ในด้านวงการบันเทิงเราพอใจกับตรงนี้แล้ว”

เอสเธอร์ซึ่งรู้ชัดว่าวงการบันเทิงทำให้ตนเองมีความเปลี่ยนแปลง จากคนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าคุยกับคนแปลกหน้า ไม่ชอบการอยู่หน้ากล้อง กลายเป็นกล้าพูดมากขึ้น มีมนุษยสัมพันธ์มากขึ้น อดทนมากขึ้น และรู้ว่างานการแสดง รวมถึงการอยู่ในวงการบันเทิง “ไม่ได้แย่อย่างที่คิด” ยังบอกอีกว่า ตลอดระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงนั้น เธอเจอหลายเรื่องที่ยาก ทั้งจากตัวงาน รวมถึงจากเรื่องแวดล้อมต่างๆ อย่างเช่น ‘ข่าว’ เป็นต้น

“แต่ก็พยายามไม่คิดค่ะ เหมือนถ้ามีเรื่องเครียด เราก็จะเครียดอยู่แค่แป๊บนึง แต่ก็บอกตัวเองว่า เป็นอะไรที่เดี๋ยวมันก็มา แล้วเดี๋ยวมันก็ไป”

“พยายามปล่อยวาง แล้วไม่คิดอะไร”

ในบรรดาผลงานต่างๆนานาที่รับมา นางเอกคนดังบอกว่าเธอยังไม่เคยได้บทแบบคอมมิดี้จ๋าๆ หรือว่าบู๊สนั่น ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อยากลองเล่นคอมมิดี้ที่ว่าดูบ้าง

“รู้สึกว่าเป็นอะไรที่น่าจะสนุกดี ตอนถ่ายทำก็น่าจะสนุก ไม่เครียดดีค่ะ”

ส่วนบทบู๊ “ถ้าต้องทำจริงๆ คิดว่าต้องไหวค่ะ”

ถามเอสเธอร์ไปว่า ตลอด 10 ปีที่ทำงานมา ในความรู้สึกของเธอคิดว่าเรื่องไหนที่จัดอยู่ในขั้นมาสเตอร์พีซ หรือเป็นชิ้นโบว์แดง ?

“ทุกเรื่องได้ไหมคะ” คือคำถามกลับที่ปนมากับเสียงหัวเราะ

และเหตุผล “เพราะรู้สึกว่าทุกเรื่องมันก็ท้าทาย แล้วเราก็อยากให้มันดีทุกอย่าง ก็เลยตั้งใจในทุกๆเรื่อง”

แน่นอนว่า รวมถึง ‘วิมานทราย’ ซึ่งเป็นเรื่องล่าสุดด้วย

ความเป็น ‘เอสเธอร์’

“บางคนเข้าใจว่า ‘เอสเธอร์ ‘เป็นชื่อเล่น ชื่อจริงคือ ‘สุปรีย์’ แล้วนามสกุลคือ ‘ลีลา’ ซึ่งไม่ใช่” คนที่มีชื่อจริงว่าเอสเธอร์ และนามสกุล สุปรีย์ลีลา บอก

แปลกกว่านั้นคือ “บางคนเข้าใจชื่อจริงชื่ออารีรัตน์ ก็งงว่ามาจากไหน เลยเดาว่าน่าจะมีคนไปแก้ในวิกีพีเดีย”

ช่วงก่อนหน้านี้บรรดาข้าวของหรือเอกสารต่างๆที่ส่งมาถึงบ้าน เลยมาในชื่ออารีรัตน์ เป็นส่วนใหญ่ จนสุดท้ายเธอจึงตัดสินใจเข้าไปแก้ในวิกิพีเดีย

“เปลี่ยนเองเลยค่ะ เพราะข้องใจมาก” แจงเหตุผลแล้วก็หัวเราะเสียงใส

ในความเป็น ‘ตัวจริง’ เอสเธอร์บอกว่า นอกจากความเรียบง่าย ชอบความสบาย ไม่ค่อยรับอะไรที่เครียดมาก กับ ‘ชิลเกิ๊นน’ แล้ว เธอยังเป็นคนกระโดกกระเดก “แบบเดินสวยไม่ได้ ถ้าไม่ได้อยู่ในกล้อง”

“จริงๆ”

“คือถ้าไม่ได้ควบคุมร่างกาย ก็จะเป็นคนไม่ค่อยระมัดระวัง นั่งทีก็จะนั่งแบบสบาย โดยที่ไม่ได้คำนึงว่า อาจจะใส่กระโปรงอยู่นะ ลืมคิดไป อะไรแบบนี้ค่ะ”

ในวันที่ไม่มีงานแสดง และธุรกิจต้นไม้ รวมถึงร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่ทำอยู่ไม่ยุ่งเกินไป เอสเธอร์บอกว่าเธอจะตื่นมาดื่มกาแฟ จากนั้นก็จะเล่นกับน้องหมาที่เลี้ยงไว้จำนวน 9 ตัว แล้วพอบ่ายๆก็ดื่มกาแฟอีกแก้ว แล้วก็เล่นโทรศัพท์ เล่นเกม วนไป

ส่วนกับ เคน ภูภูมิ ที่คบหากันมาเข้าปีที่ 7 เอสเธอร์บอกว่า “จริงๆไม่มีเคล็ดลับอะไรเลยนะคะ แต่เป็นคนที่ไม่ชอบอะไรค้างคา หมายถึงว่าถ้ามีอะไรไม่พอใจ ก็จะพยายามคุยตั้งแต่เนิ่นๆ”

เรื่องแผนชีวิตคู่ ก็มีคุยอยู่เรื่อย เธอบอก

“แต่เป็นการคุยที่ไม่ใช่แบบจริงจัง แต่รู้สึกว่าเป้าหมายของเราค่อนข้างตรงกัน ไปในทิศทางเดียวกัน”

“หมายถึงเรื่องการสร้างครอบครัวด้วยกัน การแต่งงาน การอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต”