ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยผู้หญิงจะมีประสาทสัมผัสทวารทั้ง 6 สูงกว่าผู้ชาย การแยกเฉดสี การมองเห็นของในบ้าน ได้ยินเสียงลูกร้อง จะชัดเจนกว่าผู้ชายมาก การรับความสุขจะสุขมากยิ่งกว่าผู้ชาย ขณะเดียวกัน หากผู้หญิงมีความทุกข์ บ้านรก อาหารไม่อร่อย มันจะทุกข์กว่าผู้ชายมาก นี่คือสิ่งที่แตกต่างระหว่างหญิงกับชายที่เราส่วนใหญ่คุยกันไม่เข้าใจกันมาช้านาน และทวารทั้ง 6 ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการรับผลของกรรม รวมไปถึงการสร้างกรรมใหม่ด้วย ทันตแพทย์สม สุจีรา จะมาอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียด ถือเป็นธรรมะประยุกต์กับวิทยาศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้ง และเป็นเหตุเป็นผล ความชื่นชอบและประทับใจของครีเอเตอร์ 1.ประสาทตาเรามีขอบเขตจำกัดในการมองเห็น ขอบเขตของแสงสีที่ตามองเห็นคือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง แต่ความจริงแล้วมีแสงสีอื่น ๆ ที่เหนือสีม่วงและใต้สีแดงอีกมาก แต่เรามองไม่เห็น เมื่อเทียบกับสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมด ตาเราสามารถมองเห็นความจริงได้เพียงแค่ประมาณหนึ่งในร้อยเท่านั้นเอง และถ้าใช้เครื่องมืออื่นช่วยมอง เช่นกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน เราจะสามารถมองเห็นอะไรที่ตามองไม่เห็นได้มากกว่าถึง 5,000,000 เท่าทีเดียว 2.จะเห็นได้ว่า เพียงทวารตาทวารเดียวก็ทำให้เรารับรู้ภาพความจริงของจักรวาลผิดไปอย่างมหาศาล และถ้าตาของเราสามารถมองเห็นในคลื่นความถี่อื่นๆ ด้วย เช่นความถี่ของคลื่นเอกซเรย์ ตาเราจะสามารถมองเห็นอวัยวะภายในของร่างกายได้ หรือตำรวจที่สนามบินสามารถมองทะลุเข้าไปในกระเป๋าผู้โดยสารได้อย่างสบาย เรื่องนี้จะโยงไปถึงการอธิบายในเรื่องอภิญญาตาทิพย์ได้ด้วย เพราะอภิญญาต่างๆ แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ เพียงแต่เหนือประสาทสัมผัสของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ทำให้ดูเป็นอภินิหารไป 3.ในภาวะที่ใกล้เสียชีวิตจะเกิดนิมิตหรืออารมณ์ก่อนตาย ซึ่งเกิดขึ้นมาจากใจและผุดขึ้นมาทางทวารตา ทุกคนที่ยังไม่บรรลุอรหันต์จะเกิดนิมิตนี้เสมอ เป็นกรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ และคตินิมิตอารมณ์ ภาพที่เห็นอาจเป็นพระ โบสถ์ ศาลา หรือเป็นภาพสัตว์กำลังตายอย่างทรมาน หรืออาจเห็นเป็นวิมาน เห็นหมู่นางฟ้า เทวดา ซึ่งภาพของนิมิตที่เห็นจะบอกแนวโน้มของภพภูมิใหม่ที่จะไปเกิด 4.เช่นเดียวกับตา ธรรมชาติสร้างหูผู้หญิงให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าหูผู้ชายมากมายนัก นับแต่เริ่มเป็นทารกทีเดียว หูของทารกเพศหญิงจะสามารถแยกเสียงของมารดาออกจากผู้หญิงอื่นได้ทันทีทารกเพศชายจะสับสนถ้าได้ยินเสียงมารดาพร้อมกับเสียงผู้หญิงอื่น เมื่ออยู่ในวัยหัดพูด เด็กผู้หญิงก็จะพูดได้ไวกว่าเด็กผู้ชาย เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะหูของเด็กผู้ชายมีประสิทธิภาพในการฟังต่ำกว่าเด็กผู้หญิง เด็กชายจึงพูดให้รู้เรื่องได้ช้ากว่าเด็กผู้หญิง และขณะพูด เราจะได้ยินเสียงของตัวเองและมีระบบประสาทเชื่อมโยงไปที่สมองส่วนควบคุมการพูดด้วย ดังนั้นในเพศหญิงซึ่งมีความสามารถในการฟังสูง เราจึงเห็นผู้หญิงพูดติดอ่างน้อยมากจนเกือบไม่มีเลย ความสามารถในการฟังกับความสามารถในการพูดจะสัมพันธ์กัน ในเมื่อเพศหญิงมีหูที่ทรงประสิทธิภาพ ดังนั้น เราจึงเห็นเพศหญิงจะพูดมากกว่าเพศชาย โดยเฉลี่ยหนึ่งวัน เพศหญิงจะพูดมากกว่าเพศชายประมาณ 3 เท่า ด้วยอัตราเร็วในการพูดที่สูงกว่า 2 เท่า และเมื่อมีการวัดคลื่นสมองพบว่า ขณะพูดเซลล์ประสาทสมองของเพศหญิงจะทำงานหนักกว่าเพศชายด้วย ดร.ลูแอน ไบรเซนดิน (Dr. Louann Brizendine) จิตแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก พบว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เพศหญิงพูดมากกว่าเพศชายเพราะว่าพวกเธอมีประสิทธิภาพในการฟังที่ดีกว่า 5. คนเราจะมีสภาวะที่เรียกว่าการชินต่อกลิ่นเร็วมาก ภายในสองสามวินาทีหลังจากได้กลิ่น จะมีความชื้นต่อกลิ่นเกิดขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นในคนที่มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก เจ้าตัวจะไม่รู้สึกเลย ยกเว้นถ้ากลิ่นนั้นรุนแรงมากขึ้น จะกลับมากระตุ้นใหม่ ในคู่สามีภรรยาก็จะมีภาวะชินกลิ่นระหว่างกันเช่นเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่บางครั้งความตื่นตัวระหว่างคู่สามีภรรยาจะลดน้อยลง แต่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นทันที เมื่อเกิดสภาวะ “ผิดกลิ่น” แต่อย่างไรก็ตามถ้ามีกลิ่นแปลกปลอมติดตัวสามีมาเมื่อไร ด้วยจมูกอันทรงพลังของภรรยา จะรับรู้ทันที เมื่อเกิดผัสสะ ก็จะเกิดเวทนาตามมา และถ้าภรรยามีอุปาทาน (ตัวกู-ของกู) สูงทุกขเวทนาที่จะเกิดขึ้นกับสามีก็จะสูงตามไปด้วย 6. เรื่องของรสเป็นอะไรที่เล่าอธิบายให้ฟังกันไม่ได้ แม้แต่รสชาติทางโลก เช่น รสหวาน เราบอกว่าเราลิ้มรสผลไม้ชนิดนี้มาแล้ว รสชาติ หวาน แต่ถ้าจะให้อธิบายว่าหวานอย่างไร ก็อธิบายให้เข้าใจไม่ได้อยู่ดี เพราะความหวานเป็นนาม การที่จะรับรู้ต้องทดลองด้วยตนเอง เช่นเดียวกับรสพระธรรม ผู้ที่เข้าถึงและดื่มด่ำก็ไม่สามารถเล่าให้ผู้ที่ยังไม่เข้าถึง เข้าใจได้ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน ยังไม่ต้องพูดถึงรสของ นิพพาน ซึ่งเป็นเรื่องเหนือโลกขั้นสูงสุด 7.ลิ้นเป็นทวารที่ตอบสนองช้าที่สุดเมื่อเทียบกับทวารอื่น ๆ แต่ช้าไม่ได้หมายถึงว่าศักยภาพน้อย เหมือนกับรถบรรทุกที่เราว่าวิ่งช้า ออกตัวช้า ไม่เหมือนรถเก๋งที่วิ่งเร็วปรู๊ดปร๊าด แต่เวลาหยุด รถบรรทุก จะมีโมเมนตัมมากกว่า หยุดยากกว่า เช่นเดียวกัน เวทนาความชอบ ที่เกิดจากลิ้น ถ้าหลงไปแล้วจะหยุดยากกว่าสุขเวทนาที่เกิดจากทวาร อื่นๆมาก เช่น ตาเราอาจชอบดูภาพยนตร์มาก หูเราอาจจะชอบฟังเพลง มาก ถ้าจะให้หยุดดูหนังฟังเพลงสักสัปดาห์ก็หยุดได้โดยไม่เดือดร้อน แต่สำหรับผู้หลงใหลในชิวหาสัมผัส การจะหยุดทานอาหารโดยให้กิน แต่ของเหลวที่ไร้รสชาติไปหนึ่งสัปดาห์ ทำไม่ได้แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ติดในรสของสุรา ถ้าให้หยุดกะทันหันอาจเกิดอาการลงแดง เสียสติได้ การรับรสของลิ้นกระตุ้นให้เกิดได้ทั้งโกธะ โทสะ โมหะ เราอาจจะรู้สึกโกรธถ้าแม่ครัวทําอาหารไม่อร่อย เราอาจจะหลงใน รสชาติถึงขนาดกล้าทานอาหารมื้อละหลายหมื่นบาท ลิ้นจึงเป็นหนึ่ง ในสามของกิเลสอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ คือ กิน กาม เกียรติ 8.สุขเวทนาทางกายจะกระตุ้นกิเลสตัณหายิ่งกว่าสุขเวทนาทาง ทวารอื่น ผู้ทรงศีลอาจจะอดกลั้น มีสติรู้เท่าทันเมื่อได้รับการยั่วยวน จากรูป รส กลิ่น เสียง ของหญิงสาว แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการสัมผัส ลูบไล้ โอกาสที่จะตบะแตก สติกระเจิดกระเจิงมีสูงมาก พระพุทธองค์จึงทรงกำหนดห้ามพระภิกษุแตะต้องหญิงอย่างเด็ดขาด แต่ยอมให้รับผัสสะทางตา หู จมูกได้ 9.ในทวารทั้งหก กายสัมผัสเป็นผัสสะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้เราคิดว่าสรรพสิ่งมีอยู่จริง แม้เราจะเห็นวัตถุสามมิติลอยเด่นชัด มีทั้งกลิ่นและเสียงร่วมอยู่ด้วย แต่ถ้ากายสัมผัสไม่ได้ เราก็ไม่เชื่อว่ามันมีอยู่ ซึ่งความจริงแล้วประสาทสัมผัสทางกายก็เป็นสิ่งมายา ไม่มีอยู่จริง ทดลองง่ายๆ ลองเอานิ้วมือข้างหนึ่งแช่ในน้ำร้อน และเอานิ้วมืออีกข้างหนึ่งแช่ในน้ำเย็น หลังจากนั้นสักครู่ ให้เอานิ้วทั้งสองจุ่มลงในน้ำธรรมดาบนภาชนะเดียวกัน นิ้วที่เคยแช่น้ำร้อนจะบอกว่าเย็น ส่วนนิ้วที่เคยแช่น้ำเย็นจะบอกว่าร้อน ทั้งๆ ที่นิ้วทั้งสองอยู่ในอุณหภูมิเดียวกัน 10.กิเลส ตัณหาที่เกิดจากประสิทธิภาพของทวารกลับทำให้มนุษย์ตกอยู่ในวังวนแห่งกรรม ยกตัวอย่างเช่นเพศชาย ซึ่งระบบประสาทสัมผัสทางกายไปรวมกันสูงสุดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้กิเลสทางด้านกามราคะของผู้ชายสูงมาก จนแม้แต่พระที่บรรลุโสดาบันแล้ว ยังตัดให้ขาดหมดไปไม่ได้ ในขณะที่เพศหญิงไม่เป็นเช่นนั้น เพศหญิงจึงไม่เกิดกิเลส ตัณหาในเรื่องเพศมากเท่าเพศชาย แต่ธรรมชาติมอบประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ดีกว่าเพศชายมาก ทำให้เพศหญิง เกิดโลภะและริษยาได้มากกว่าเพศชาย ดังนั้นตัวกิเลสที่ผู้หญิงจะตัดให้ขาดได้ยากก็คือโลภะนั่นเอง เพศหญิงที่ปฏิบัติธรรมจนบรรลุโสดาบัน โดยละความริษยาและความตระหนี่ได้ แต่ก็ยากที่จะบรรลุถึงชั้นอนาคามี เพราะต้องละโลภะให้ขาด ซึ่งทำได้ยาก ส่วนเพศชาย แม้จะบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ก็ยังพ่ายแพ้ต่อกาม ตามที่เห็นเป็นข่าวอยู่มากมาย 11.จะเห็นได้ว่า การเกิดใหม่ ปัจจัยในตัวเราเองเป็นผู้กำหนดทั้งสิ้นไม่ใช่อานาจของพระเจ้าที่ไหน การตายแล้วเกิดเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์เป็นเพียงปฏิกิริยาย้อนกลับของตัณหา - เวทนา - ผัสสะ - ทวาร ถ้าเราคุมเวทนา ตัณหาได้ เราก็กำหนดการเกิดใหม่ของตัวเองได้ การยึดติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ล้วนแต่จะส่งผลให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ทั้งสิ้น แต่การสามารถละผัสสะจากทวาร ไม่ว่าจะวิธีทางสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน ล้วนแต่จะทำให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้น ละได้น้อยหน่อยก็ไปเกิดเป็นเทวดา ยังเสวยสุขกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอยู่ ละได้ปานกลางก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นพรหม ถ้าละได้มากที่สุดก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นสูงสุด คืออรูปพรหม แต่ทั้งนี้ การได้ขึ้นไปบนสวรรค์ในภพภูมิที่สูงสุดก็ไม่ใช่ภาวะนิพพานแต่อย่างใด เพราะแม้แต่ในชั้นอรูปพรหมจะตัดได้ห้าทวาร คือไม่ยึดติดกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่ก็ยังยึดติดกับอารมณ์ทางใจ ดังนั้น เมื่อหมดบุญก็จะตกจากสวรรค์มาเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์อีกครั้ง 12.เคล็ดลับที่จะบรรลุเข้าสู่นิพพานก็คือ ใช้สติสัมปชัญญะเข้าไป กําหนดทวารทั้งหก เวลาเห็นก็สักแต่ว่าเห็น ไม่เกิดเวทนา เวลาได้ยิน ก็สักแต่ว่าได้ยิน ไม่เกิดเวทนา ได้ลิ้มรสก็สักแต่ได้ชิม ได้ดมกลิ่น ก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ไม่เกิดความรู้สึกใด ๆ หรือมีสิ่งมากระทบผิวหนัง ก็สักแต่ว่ากระทบ เวลาคิดก็สักแต่ว่าคิด แล้วก็หายไป ถ้าทําเช่นนี้ได้ ตัวกู ของกู (อุปาทาน) ก็จะดับ ไม่มีทุกข์ใดๆ เหลืออยู่ มุ่งสู่นิพพาน ความรู้ศาสตร์ทวารทั้ง 6 ช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้น ว่าความแตกต่างระหว่างหญิงชายส่งผลต่อการใช้ชีวิตมากมายนัก มีทั้งจุดได้เปรียบและเสียเปรียบในตัวมันเอง จากข้อคิดทั้งหมด ทำให้เราตระหนักได้ว่าเราควรเริ่มต้นฝึกสติปัฏฐาน 4 เท่าที่เราจะทำได้โดยเร็ว จะได้บรรเทาทุกข์จากทวารทั้งหกที่รับผัสสะมา มีสติเท่าทันต่อการวางเฉยกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ยิ่งถ้าหากเราสามารถทำได้ถึงชั้นโสดาบัน ก็ยิ่งเป็นผลดีกับตัวเรา (โสดาบัน คือชั้นอริยมรรคขั้นต้น หากบรรลุโสดาบันจริง จะเกิดใหม่ไม่เกิน 7 ชาติ และไม่ไปเกิดต่ำกว่าภพภูมิมนุษย์) เครดิตภาพ ภาพปก โดย Maksim Smirnov จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ เกิดเพราะกรรมหรือความซวย รีวิวหนังสือ เคล็ดลับจากพระพุทธเจ้าเรื่อง สุข รีวิวหนังสือ ตัวกู ของกู โดยท่านพุทธทาสภิกขุ