เส้นทางการค้นหาตัวเองและประสบความสำเร็จในการทำงานประจำจนได้เติบโตจริงๆ น้อยคนที่สามารถทำได้ โมริโอกะ สึโยชิ ผู้บริหารที่พลิกฟื้นธุรกิจสวนสนุก Universal Studios Japan ในฐานะเป็นพ่อคนแล้ว แต่คุยกับลูกเรื่องนี้ทีไรเป็นต้องหัวเสียและจบการสนทนาด้วยความขุ่นเคืองกับลูกทุกที เขาตัดสินใจเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อใช้ในการสอนลูก โดยหวังว่าถ้าลูกมาอ่านในตอนที่เปิดใจแล้ว จะเข้าใจว่าพ่อต้องการสื่อเรื่องอะไรบ้าง นี่ดูเหมือนจะเหมาะกับคนที่กำลังเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ไม่ใช่เลย แม้แต่คนทำงานประจำยังอาจต้องเอาคำถามในเล่มนี้กลับมาถามตัวเองซ้ำๆถึงสถานภาพการทำงาน วิธีคิด วิสัยทัศน์กับชีวิตในอนาคตของตัวเอง ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ภายนอกตัวเรา แต่อยู่ภายในตัวเราเอง สาเหตุที่เราไม่เจอสิ่งที่ตัวเองอยากทำนั้นเป็นเพราะในตัวเราไม่มี “หลักยึด” และการที่เราไม่มีหลักยึดก็เพราะเราไม่ได้พยายามเรียนรู้ตัวเองให้มากพอก่อนที่จะเริ่มหางาน ถ้าเราไม่มี “หลักยึด” ที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ เราก็จะไม่รู้ว่าตัวเองอยากทําอะไร และไม่สามารถเลือกสิ่งที่จะทําได้ หากเราไม่มีเกณฑ์ในการตัดสินใจ 2.สมมุติว่าเราตั้งใจฟังเสียงภายในใจตัวเองแล้วแต่สุดท้ายก็ยังไม่เจอหลักยึด เราควรจะทําอย่างไรดี ในกรณีนี้ถ้าเราไม่มี หลักยึดที่ใช้ในการเลือกก็แปลว่าเราจะเลือกทางไหนก็ได้ทุกทางถือว่าถูกต้องหมด ดังนั้น เราควรเลิกกลุ้มใจ แล้วไต่บันไดเสี่ยงดวงในการเลือก! ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าขับไล่ไสส่งคนที่กําลังกลุ้มใจ ถ้าไม่มีหลักยึดละก็ ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ถือว่าถูกต้องทั้งนั้น เราจึงไม่จําเป็นต้องกลุ้มใจเลย 3.“หลักยึดเรื่องที่เราควรกลุ้มใจจริงๆ ไม่ใช่สถานที่ทำงาน เรื่องแรกที่เราควรกลุ้มใจและคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนคือหลักยึดที่สําคัญต่อการเลือกอาชีพของตัวเอง ถ้าเรามีหลักยึดที่ชัดเจนเราก็จะตัดสินใจได้โดยอัตโนมัติว่าอยากฝึกฝนทักษะการทํางานด้านไหน แล้วจะไปทํางานในวงการไหนหรือธุรกิจใด ตอนเลือกในขั้นสุดท้าย เราค่อยพุ่งความสนใจไปที่การพิจารณาว่าในบรรดา บริษัทที่รับเราเข้าทํางานนั้นบริษัทไหนตรงตามหลักยึดของเรามากที่สุด เรามีเวลา พลังกาย และพลังใจอย่างจํากัด ตอนหางานเราจึงไม่สามารถไปสมัครงานได้ทุกบริษัทหรือทุกวงการธุรกิจ อีกทั้งอาจเกิดปัญหาว่าวันสัมภาษณ์งานของบริษัท A และบริษัท B ตรงกัน ทําให้เราตัดสินใจเลือกได้ยากว่าจะไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทไหนดี ดังนั้น การที่เราเริ่มต้นจากการกําหนด “หลักยึด” ให้ชัดเจนก่อนจึงถือเป็นการวางกลยุทธ์เพื่อเอาชนะในสนามแห่งการสมัครงานนั่นเอง 4.ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งจะกลายเป็น “สมบัติล้ําค่า” หรือเป็นจุดอ่อนก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น บางคนเมื่อ อยู่ในสถานการณ์หนึ่งจะถูกบอกว่า “เป็นพวกไม่อ่านบรรยากาศ!”แต่เมื่ออยู่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง ลักษณะเฉพาะของเขาจะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่ว่า “สามารถยืนกรานความคิดเห็นของตัวเองโดยไม่ไหลตามคนอื่นง่าย ๆ” ดังนั้น สิ่งสําคัญคือ เราต้อง ยอมรับตัวเองพร้อมกับมองหาลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นนิสัยขี้ขลาดหรือบุคลิกต่อต้านสังคม มันก็สามารถกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของเราได้ เพียงแต่ข้อดีก็อาจกลายเป็น ข้อเสียในบางสถานการณ์ได้เช่นกัน เราจึงต้องระวังในจุดนี้ด้วย ตัวอย่างเช่น คนที่มีลักษณะเฉพาะเป็น “การช่างพูด” อาจไม่เหมาะกับการทํางานในแผนกจิตเวชเพราะหน้าที่ของเขาคือการ ตั้งใจรับฟังความทุกข์ใจของผู้ป่วย กล่าวได้ว่า กลยุทธ์เส้นทางอาชีพก็คือการคิดหาเส้นทางไปสู่ชัยชนะ โดยการทําความเข้าใจ “ลักษณะเฉพาะ” ของตัวเอง และหาสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนลักษณะเฉพาะนั้นให้กลายเป็นจุดแข็ง แล้วใช้มันในการมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ 5.ไม่ว่าเราจะรักบริษัทมากแค่ไหน บริษัทก็ไม่อาจแต่งงานกับเราได้ เนื่องจากบริษัทดํารงอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่เราอยากบรรลุ เราจึงต้องรักบริษัท ข้างเดียวตลอดไป เราอาจถูกสลัดทิ้งในเวลาที่บริษัทกําลังไปได้ดี บริษัทล้มละลาย ไม่ก็ถูกซื้อและเปลี่ยนไปเป็นบริษัทที่แตกต่าง จากเดิม เรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไหนก็ตาม ตอนนี้กิจการอาจจะดูมั่นคงดีแต่เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอีก 10 ปีหรือ 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ดังนั้น เราควรตั้งเงื่อนไข บังคับว่าตัวเราต้องสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระไม่ว่าบริษัทจะเป็น 6.ทักษะการทํางานเป็นทรัพย์สิน ส่วนบุคคลที่สามารถถือครองได้ยาวนานที่สุด บ้านถูกไฟไหม้ได้ เงินถูกขโมยได้ แม้แต่คู่ครองเองก็อาจต้องลาจากกันเพราะ อุบัติเหตุ โรคภัย หรือการหย่าร้าง แต่ “ความสามารถ” ที่เรา สั่งสมไว้จะอยู่กับตัวเราเสมอ เราจึงสามารถทํางานหาเลี้ยงชีพได้ ตราบเท่าที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง การศึกษาและความรู้ที่บ่มเพาะมาตั้งแต่สมัยเรียนจะกลายเป็นรากฐานของความเชี่ยวชาญในทักษะ การทํางานของเรา ความสามารถที่มีติดตัวเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด แน่นอนว่าเราไม่อาจใช้ทักษะการทํางานเดิม ไปได้ตลอด แต่ถ้าเราไม่เกียจคร้านและคอยอัพเดตทักษะการ ทํางานให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอ มันก็จะกลายเป็นอาวุธที่พึ่งพาได้และใช้ไปได้นาน 7.ทางเลือกในการหางานหรือการเปลี่ยนงานทั้งหลายแหล่นั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง จําไว้ว่ามีอาชีพที่เป็น ทางเลือกที่ถูกต้องสําหรับเรามากมาย การเลือกทักษะที่จะฝึกฝน และการเลือกบริษัทที่จะเข้าทํางานก็เช่นกัน อันที่จริงแทนที่จะคิดว่ามีทางเลือกที่ถูกต้องมากมาย เราควรคิดว่าทางเลือกแทบ ทั้งหมดเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง เพราะทางเลือกที่ผิดและห้ามเลือก เด็ดขาดนั้นมีน้อยมาก นอกจากนี้ ถ้าเราประสบความล้มเหลวกับบริษัทแรกที่เลือก เราแค่เปลี่ยนไปเลือกบริษัทอื่นก็หมดเรื่อง ดังนั้น ผ่อนคลายตัวเองไว้ก่อนดีกว่า 8.ทางเลือกที่ผิดคือการหางานที่ไม่เหมาะกับตัวเองโดยสิ้นเชิง งานที่เมื่อทําแล้ว “ลักษณะเฉพาะของตัวเองส่งผลเสียต่องาน” และ “รู้สึกว่าไม่มีไฟในการทํางาน สองสิ่งนี้มักจะเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน สถานการณ์ที่ลักษณะเฉพาะของตัวเองส่งผลเสียต่องานก็คือสถานการณ์ที่ลักษณะเฉพาะของตัวเองกลายเป็นจุดอ่อน หรือไม่สามารถนํามันมาใช้เป็นจุดแข็งได้ ถ้าสถานการณ์การทํางานเป็นเช่นนี้ เราจะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ อีกทั้งไม่รู้สึกถึงความสําเร็จและได้รับการประเมินที่ไม่ดี ส่งผลให้ไฟในการทํางานค่อย ๆ มอดลง 9.แล้วทําไมคนเราถึงเลือกผิดล่ะ ถ้ารู้ว่างานไม่เหมาะกับ ตัวเอง เราก็คงไม่เลือกบริษัทนั้นตั้งแต่แรกแล้ว อาจกล่าวได้ว่า คนส่วนใหญ่ต้องลองทํางานบางอย่างดูก่อนถึงจะรู้ว่างานนั้นไม่เหมาะกับตัวเอง คนที่ทุกข์ใจเพราะเลือกผิดจะรู้สึกว่าพอเข้ามาทำงานในบริษัทแล้วมันแตกต่างจากที่คิดไว้ทํานองว่า “ไม่คิดว่า บริษัทจะเป็นแบบนี้” อย่างไรก็ตาม ถ้าเราตรวจสอบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับคนคนนั้น ก็จะพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัท แต่อยู่ที่ตัวเขาเองต่างหาก 10.บางคนไม่มีความมั่นใจในตัวเอง และคิดว่าต้องทําทุกวิถีทางเพื่อให้ได้งานสักที่ จึงยอมกระทั่งโกหกหรือแสดงบุคลิกที่แตกต่างจากตัวตนจริง แต่ถ้าเป็นคนที่จําเป็นต้องแสดงบุคลิก ที่แตกต่างจากตัวตนจริงถึงจะได้งานละก็ เขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องเทคนิคการตอบสัมภาษณ์หรอก จริง ๆ แล้วเขาจําเป็นต้องทบทวนตัวเองว่าใช้ชีวิตอย่างไรในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา วิธีการ เพี้ยน ลๆ อย่างการแสดงบุคลิกที่แตกต่างจากตัวตนจริงจะทําให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง หากแสดงจุดแข็งของตัวเองในการสัมภาษณ์งานแล้วแต่ก็ยังไม่มีบริษัทไหนรับเข้าทํางานละก็ ทางที่ดีพยายาม หาวิธีทํางานที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม พัฒนาจุดแข็งของตัวเอง ให้ดียิ่งขึ้น แล้วค่อยเริ่มต้นหางานใหม่อีกครั้ง 11.บางคนไม่มีความมั่นใจในตัวเองและคิดว่าต้องทําทุกวิถีทางเพื่อให้ได้งานสักที่ จึงยอมกระทั่งโกหกหรือแสดงบุคลิกที่แตกต่างจากตัวตนจริง แต่ถ้าเป็นคนที่จำเป็นต้องแสดงบุคลิกที่แตกต่างจากตัวตนจริงถึงจะได้งานละก็ เขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องเทคนิคการตอบสัมภาษณ์หรอก จริงๆแล้วเขาจําเป็นต้องทบทวนตัวเองว่าใช้ชีวิตอย่างไรในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา วิธีการ เพี้ยน ๆ อย่างการแสดงบุคลิกที่แตกต่างจากตัวตนจริงจะทําให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง หากแสดงจุดแข็งของตัวเองในการสัมภาษณ์งานแล้วแต่ก็ยังไม่มีบริษัทไหนรับเข้าทํางานละก็ ทางที่ดีพยายามหาวิธีทํางานที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม พัฒนาจุดแข็งของตัวเอง ให้ดียิ่งขึ้น แล้วค่อยเริ่มต้นหางานใหม่อีกครั้ง 12.สิ่งที่ทําให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างยิ่งยวดไม่ใช่ความแตกต่างด้านร่างกาย แต่เป็น “ความแตกต่างด้านสติปัญญา” ที่ผ่านมาพ่อใช้ข้อมูลสถิติต่างๆ ในการทำงานข้อมูลเหล่านั้น สะท้อนให้เห็นความจริงอันโหดร้ายของโลก แม้จะยังมีการ ถกเถียงกันอยู่ว่าควรวัดระดับสติปัญญาของมนุษย์อย่างไร แต่ระดับสติปัญญาที่แตกต่างกันนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับระดับความสำเร็จทางการเงินอย่างรายได้ต่อปี เพราะสติปัญญาคือลักษณะเฉพาะที่สําคัญที่สุดของมนุษย์ แม้ว่าแขนของมนุษย์จะดีเยี่ยมแค่ไหนแต่ก็ไม่สามารถใช้บินได้ ถึงขาจะแข็งแรงเพียงใดแต่ก็ไม่อาจวิ่งเร็วสู้ม้าได้ ทว่าเมื่อมนุษย์ใช้สติปัญญาก็สามารถสร้างเครื่องบินและรถยนต์ได้ สิ่งที่ ทําให้มนุษย์มีความสามารถอย่างไร้ขีดจํากัดก็คือสติปัญญานั่นเอง..ด้วยเหตุนี้ ผลกระทบที่เกิดจากความแตกต่างด้านสติปัญญาจึงมีมากมาย ชื่อหนังสืออาจทำให้เราสับสนว่ามันเกี่ยวกับอะไรกันแน่ อยากให้ชื่อหนังสือกระตุกจิตกระชากใจกว่านี้ เช่น เรื่องสำคัญที่อยากบอก..ก่อนลูกจะหลงทาง เรื่องสำคัญที่คนทำงานเก่งอยากสอนลูก ฯลฯ จะได้ไม่ต้องลังเลกับเนื้อหาภายในเล่ม ครีเอเตอร์ขอบอกว่าดี แม้เนื้อหาบางส่วนจะดูเหมือน Lecture ยืดเยื้อไปหน่อยก็ตาม ที่แน่ๆมันให้มุมมองการปฏิบัติตัวในการหางานทำ การค้นหาตัวเองจากสิ่งที่เราถนัด การตัดสินใจไปทำงานในบริษัทที่กำลังจะล้ม เพื่อทำงานท้าทายอย่างที่ใจต้องการ ทั้งที่มีโอกาสจะล้มเหลวไปกับบริษัท ฯลฯ ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บทสรุปคือมันให้แนวคิดการเรียนรู้ชีวิตของคนที่เคยลำบากมากๆแล้วประสบความสำเร็จจริงๆที่ดีเล่มหนึ่งเลย เราจะได้กลับมาถามตัวเองและค้นหาตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้ง จะได้พบกับคำตอบที่ตัวเราเองค้างคาใจมานานตั้งแต่อายุ 18 แล้ว เครดิตภาพ ภาพปก ภาพที่ 1 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ เป็นผู้ใหญ่แล้วหาเพื่อนยากจัง รีวิวหนังสือ แค่ใช้คำให้ฉลาด ก็เพิ่มโอกาสจาก 0 เป็น 100 รีวิวหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !