เปิดแรงบันดาลใจ เบื้องหลังคดีเด่นประเด็นดังในซีรีส์ “ทนายปีศาจ” จากปลายปากกาทีมเขียนบท
หลังเปิดตัวเพียงไม่นาน ซีรีส์จาก Netflix เรื่อง ทนายปีศาจ ก็สร้างปรากฏการณ์ครองอินเตอร์
คดีลูกกรอก (ตอนที่ 1)
ซีรีส์ ทนายปีศาจ เปิดเรื่องอย่างทรงพลังด้วยประเด็นของ “สภาพบุคคล” ซึ่งเป็นหลักกฎหมายจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยทีมเขียนบทตั้งใจหยิบบทเรียนแรกๆ ที่นักศึกษานิติศาสตร์ได้เรียนมาใช้เปิดตัว “ทนายจิตตรี” ให้ผู้ชมรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือทนายที่เก่ง รู้จักพลิกแพลงเกม เห็นตัวตนและมุมมองทางศีลธรรมของเธออย่างชัดเจน ก่อนจะพาผู้ชมไปสู่แก่นของคดี คือการขายศพ หรือซากทารก
การขโมยศพเด็กมาทำลูกกรอกหรือกุมาร นับเป็นประเด็นที่ผู้ชมชาวไทยคุ้นเคยอยู่บ้าง เพราะพบเห็นได้จากข่าวในอดีต อย่างกรณีส่งออกกุมารให้กับนายทุนต่างชาติที่เชื่อในโชคลาง เพื่อนำไปทำเป็นเครื่องรางเสริมดวงทางธุรกิจ โดยนอกจากประเด็นเรื่องสภาพบุคคลของมนุษย์แล้ว คดีนี้ยังถ่ายทอดให้เห็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ของผู้มีอิทธิพล ซึ่งทีมเขียนบทมองว่าประเด็นนี้ สะท้อนภาพรวมว่าคนที่อยู่ในอำนาจมักเชื่อมโยงกับความไม่ไว้ใจใคร ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวละครสีเทาอื่นๆ ในซีรีส์ยึดถือ อย่างบิ๊กอนันต์ที่กราบไหว้บูชาพระจำนวนมากในบ้าน หรือการเลือกแสดงจุดยืนที่สะท้อนความเชื่อของตัวละครว่า “ผมเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครอง” ในยามเข้าตาจน
ทีมเขียนบทกล่าวว่า “เราอยากพูดถึงการเชื่อในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ผู้มีอำนาจก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเชื่อ ในอีกแง่หนึ่งกฎหมายและความยุติธรรมก็จับต้องไม่ได้เช่นกัน อย่างเมฆกับอังเป็นตัวละครที่เชื่อในความยุติธรรม เชื่อในมนุษยนิยม แต่ทั้งสองก็เผชิญบททดสอบใหญ่หลวงที่อาจทำให้เลิกเชื่อได้ จึงอยากให้ผู้ชมดูแล้วเกิดการตั้งคำถามว่า แล้วคุณเชื่อในอะไร เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหม เชื่อในมนุษย์ไหม หรือเชื่อในกฎหมาย ความยุติธรรม เชื่อในตัวเอง หรือเชื่อใครได้บ้าง”
คดีไฟไหม้โรงงานขยะรีไซเคิล (ตอนที่ 1)
คดีแรกที่ “ทนายเมฆ” เผชิญบททดสอบจากการขัดขาผู้มีอิทธิพล เมื่อเห็นชัดว่าจำเลยในคดีเป็น “แพะ” คุณลุง รปภ. ต้องรับโทษแทนเจ้าของโรงงาน เมฆ ทนายขอแรงผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์จึงต้องการจะทำทุกวิถีทางให้จำเลยพ้นผิด
ทีมเขียนบทได้ไอเดียคดีนี้มาในช่วงรีเสิร์ช หลังได้พบกับอดีตผู้พิพากษาที่ลาออกมานานเพราะรู้สึกขัดแย้งในจิตใจเมื่อต้องตัดสินคดีที่ตนเองก็มีความเคลือบแคลง โดยนำมาเชื่อมโยงกับประเด็นการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจนำความเดือดร้อนมาสู่ชุมชนใกล้เคียง รวมถึงการไหลเข้าของทุนเทาต่างชาติ ที่พบเห็นได้ตามหน้าข่าวในช่วงหลายปีมานี้
ทางทีมเขียนบทเผยถึงความตั้งใจว่า “ทุกคดีที่เลือกมาจะต้องมั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาที่ซีรีส์ออกสู่สายตาผู้ชมแล้ว ข้อกฎหมายนั้นๆ จะมีแนวโน้มสูงว่ายังไม่ถูกแก้ และยังเป็นประเด็นที่สามารถถกเถียงกันได้ต่อไป คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพแทนของการต่อสู้กับอำนาจ ซึ่งเราอยากขยายประเด็นว่า เมื่อเผชิญเหตุการณ์อย่างในซีรีส์ ผู้พิพากษาควรจะทำอย่างไร หรือพอจะทำอย่างไรได้บ้าง อยากให้เห็นคนตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เห็นความเดือดร้อนของพวกเขา รวมถึงตั้งคำถามกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ควรเป็นไปเพื่อประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค”
คดียิงนาคในงานบวชยามวิกาล (ตอนที่ 3)
เมื่อเกิดเหตุยิงกันท่ามกลางสายตาคนจำนวนมาก แต่ปราศจากหลักฐานบันทึกใดๆ น้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานผู้เห็นเหตุการณ์จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทีมเขียนบทหยิบยกมาพูดถึงในคดีนี้ ทำให้ผู้ชมได้เห็นทั้งพระ เจ้าหน้าที่รัฐ และข้าราชการผู้ใหญ่ ขึ้นให้การในฐานะพยาน โดยทีมเขียนบทได้แรงบันดาลใจตั้งต้นมาจากคดีจริงที่พบช่วงรีเสิร์ช โดยมีทั้งคดีที่ยิงกลางงานศพและยิงกลางตลาดจนเหยื่อถึงแก่ชีวิต แม้มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมาก แต่สุดท้ายไม่สามารถเอาผิดกับจำเลยได้ ซึ่งหนึ่งในคดีดังกล่าวมีกรณีที่ศาลต้องชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือระหว่างพยานที่เป็นข้าราชการกับแม่ค้าในตลาด
ระหว่างการรีเสิร์ช ทีมเขียนบทยังได้ไปสังเกตการณ์ในศาล และพบคดีอาญาที่จำเลยนำพระขึ้นเบิกความเป็นพยาน จึงได้เห็นว่าพระไม่ต้องสาบานตน แม้ว่าพระรูปนั้นจะเพิ่งผ่านการทำพิธีอุปสมบทหลังเกิดเหตุไม่นาน องค์ประกอบเหล่านี้ถูกหยิบมาผสมกับอีกคดีที่เพิ่งพิพากษาจบไปในชั้นฎีกา เป็นคดียิงในงานศพที่ใช้วิธีซักพยานให้ดูไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองเห็นเป็นความจริง และนำมาร้อยเรียงกับเหตุการณ์อื่นๆ เช่น เหตุทะเลาะวิวาทในงานเทศกาล หรือการจัดงานบวชในเวลากลางคืน เพื่อถ่ายทอดให้เห็นว่าการขึ้นให้การในศาลอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด
“อยากให้เรื่องราวในคดีนี้ทำให้ผู้ชมได้รู้สึกด้วยว่าหากตนอยู่ในคอกพยานแล้วโดนซัก จะตอบได้หรือไม่ และแม้จะเป็นคนเหมือนกัน แต่ตำแหน่งหรือยศฐาของแต่ละคนส่งผลต่อน้ำหนักคำพูดไม่เหมือนกัน” ทีมเขียนบทกล่าวเสริมว่า “คดีนี้ยังเป็นจุดที่ผู้ชมได้เห็นพัฒนาการของตัวละครเมฆ ที่เริ่มก้าวเข้ามาสู่สีดำและใช้วิธีแบบทนายจิตตรีเป็นครั้งแรก ยิ่งเมื่อเมฆได้รู้เบื้องหลังของตัวละครไม้ว่าทำไมจึงก่อเหตุในคดีนี้ เรื่องราวเหล่านั้นก็จะทำให้ผู้ชมเชื่อได้ว่า คนแบบเมฆก็สามารถก้าวเข้าไปสู้เพื่อไม้ได้เช่นกัน”
คดีล่วงละเมิดทางเพศ (ตอนที่ 4)
เมื่อตัวละคร “ปุ้ย” หญิงสาวที่ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาตาม “มาตรฐานความงาม” ของสังคม โดนหมอที่มีผู้คนนับหน้าถือตาล่วงละเมิดทางเพศ และยังโดนทนายจิตตรีบีบคั้นอารมณ์ในชั้นศาล คดีของปุ้ยจึงกลายเป็นคดีที่ผู้ชมจำนวนมากชื่นชมทั้งการเขียนบท การเลือกประเด็นมานำเสนอ และฝีมือการถ่ายทอดของนักแสดง ที่สำคัญคือเป็นจุดคาบเกี่ยวว่าตัวละครจิตตรีจะยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัวเองหรือไม่
คดีทางเพศเป็นความสนใจร่วมของทีมเขียนบททุกคน โดยทีมฯ เล่าถึงเรื่องราวที่ได้พบเจอระหว่างรีเสิร์ชว่า “มีอยู่กรณีหนึ่งที่ผู้ก่อเหตุเป็นหมอเช่นกัน คนที่เป็นเหยื่อถูกกระทำหลายครั้ง เพราะกินยาแล้วไม่หายจึงต้องกลับไปหาซ้ำ และเนื่องจากหมออ้างว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องมือ ซึ่งเหยื่อไม่มีประสบการณ์ทางเพศและไม่รู้ว่านี่คือการข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศ ต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะกล้าเล่าให้คนอื่นฟัง” พร้อมเผยว่า “ตอนที่เขียนเองจนจบ ยังรู้สึกว่ากระทบกระเทือนจิตใจมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นใคร สวย อ้วน ผอม หรือมีเพศสภาพแบบใด ทุกคนมีโอกาสเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ นอกจากนี้ เรายังพบว่าผู้ที่โดนล่วงละเมิดทางเพศมีเปอร์เซ็นต์น้อยมากที่จะแจ้งความ เพราะกระบวนการดำเนินคดีไม่เอื้อต่อความรู้สึกเหยื่อ ทุกคนต้องเจ็บปวดจากการต่อสู้เพื่อตัวเอง ทำให้ผู้หญิงหลายคนถอดใจและไม่คิดสู้ต่อ หรือแม้ในเคสของคนที่สู้ชนะ กระบวนการทางกฎหมายก็ไม่มีการเยียวยาเหยื่อที่เหมาะสมอยู่ดี”
คดีของปุ้ยยังพาผู้ชมไปสำรวจความยุติธรรมในอีกมิติหนึ่ง เมื่อโลกออนไลน์และสื่อสามารถกำหนดทิศทางความเชื่อของผู้คนได้ตั้งแต่ก่อนข้อเท็จจริงจะปรากฏครบถ้วน ทีมเขียนบทระบุว่า “ทุกวันนี้ใครเล่าเรื่องได้ก่อนมักได้เปรียบ เพราะผู้คนจำนวนมากมักเชื่อข้อมูลชุดแรกที่ได้รับ ขณะที่กระบวนการยุติธรรมต้องอาศัยเวลาในการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง”
“กระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นระบบกล่าวหา ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ในคดีข่มขืน หลายครั้งกระบวนการจึงมุ่งไปที่การพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำ มากกว่าการคุ้มครองหรือเยียวยาผู้เสียหาย ส่งผลให้เหยื่อต้องเผชิญทั้งภาระในการต่อสู้คดี ความเสี่ยงที่จะถูกโต้กลับหรือถูกตั้งคำถาม และอาจเข้าถึงการคุ้มครองสิทธิหรือการเยียวยาทางจิตใจได้ไม่ทันท่วงที แต่ในโลกออนไลน์ หลายครั้งคำตัดสินของสังคมเกิดขึ้นไปก่อนแล้ว อยากให้ผู้ชมได้เห็นความแตกต่างระหว่างการตัดสินจากความรู้สึก กับการพิสูจน์ความจริงตามกระบวนการยุติธรรม แม้เสียงบนโลกออนไลน์ไม่ควรมีผลต่อคำพิพากษา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันส่งผลต่อมุมมองของผู้คนที่มีต่อคดีนั้นได้เสมอ” ทีมเขียนบทกล่าวปิดท้าย
ซีรีส์ ทนายปีศาจ กำกับโดย ไก่-ณฐพล บุญประกอบ โดยร่วมกับสองครีเอเตอร์ผู้เป็นจุดตั้งต้นของไอเดียซีรีส์อย่าง แซม-จักริน เทพวงค์ ผู้กำกับร่วมและผู้เขียนบทร่วม และ ซัน-ทรงพล จันทรสม ผู้อำนวยการสร้าง ด้วยความต้องการที่จะพาผู้ชมไปสำรวจทุกเฉดสีของระบบยุติธรรมไทยอย่างตรงไปตรงมา ถ่ายทอดผ่านหลากหลายประเด็นใกล้ตัวที่ผู้ชมทั่วโลกจะรู้สึกเชื่อมโยงได้ พร้อมชวนตั้งคำถามทั้งต่อกระบวนการยุติธรรม ประเด็นสังคมการเมือง รวมทั้งเส้นศีลธรรมในใจ โดยสามารถรับชมซีรีส์ ทนายปีศาจ ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix เท่านั้น