ไม่พูดถึงไม่ได้แล้วนะครับนะครับ สำหรับหนังไทยที่มาแรงเป็นกระแสมากสร้างปรากฏการณ์มากมายอย่าง "สัปเหร่อ" ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา จากรายได้ 100 ล้านภายในไม่กี่วัน ปัจจุบันกวาดรายได้ไปมากกว่า 300 ล้านบาท สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับหนังจากจักรวาลไทบ้านเรียกได้ว่าโรงหนังแตกกันเลยนะครับ สำหรับภาพยนตร์ไทบ้านอย่าง "สัปเหร่อ" ที่โรงหนังทุกโรง ทุกรอบ เต็มไปด้วยผู้คน จนต้องเพิ่มรอบฉายเพื่อแฟน ๆ กันเลยดึงดูดทั้งสายหนังปกติและคนที่ไม่เคยเข้าโรงหนัง ต้องเข้าไปดูเป็นหนังครั้งแรกที่โรงภาพยนต์ หลายคนอาจจะตกใจกับกระแสที่มาแรงมากของหนังเรื่องนี้ในช่วงที่ผ่านมากันใช่ไหมครับ เพราะอะไรหนังไทบ้านเรื่องนี้ถึงสร้างความน่าสนใจให้ผู้คนทั้งประเทศ ทั้งที่ทีมหนังกล่าวว่างบในการ promote น้อยมาก นักแสดงเป็นนักแสดงจากจักรวาลไทบ้านเดอะซีรีส์ ก็ยังเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่ม แต่สำหรับวันนี้พวกเขาต่างสื่อสารการเป็นละครในภาพยนตร์จนทุกคนในประเทศรู้จักพวกเขาผ่านภาพยนต์หรือหนังเรื่องนี้นี่เองครับผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปชม สัปเหร่อ ในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น เหตุผลที่ตัดสินใจไปดูเรื่องนี้ก็เพราะว่าส่วนตัวผู้เขียนมีความชื่นชอบเรื่องราวที่ดูเป็นอะไรที่เกี่ยวกับวิญญาณ และความเป็นสังคมในชนบท ถึงขึ้นเรียกว่าอินความเป็นไทบ้านก็ว่าได้เลยครับ วันนี้เลยอยากจะมีรีวิว หนังเรื่องนี้ "สัปเหร่อ" ในมุมมองของผู้เขียนว่าเป็นอย่างไร ทุกคนที่เข้าไปชมเรื่องนี้คิดเหมือนกันหรือไม่ แต่วันนี้ไม่ได้มาเขียนถึงผู้กำกับ แนวหนัง หรือข้อมูลหนังนะครับ แต่จะนำเสนอสิ่งที่ได้ดูและได้รับจากภาพยนต์เรื่องนี้ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตั้งแต่หนังเข้าฉายในใจก็อยากไปดู แต่ไม่มีเพื่อนพาไป และไม่กล้าไปคนเดียว ด้วยความอยากมาก ๆ โชคเลยเข้าข้างเพื่อนมาค้างด้วย 1 คืน เลยชวนกันไปดู เพราะอยากดูมาก แต่ไม่คาดหวังอะไรมากมาย ณ เวลานั้น ในความคิดแค่ชื่อหนังก็แอบคิดในใจเล็ก ๆ ว่า คงมาแนวผี น่ากลัว ๆ อะไรแบบนี้ แต่... ไม่ใช่เลย (ขำกลิ้ง) ดู ๆ ไป ตั้งแต่เปิดเรื่องในโรงหนังก็มีเสียงขำขันเกิดขึ้นอย่างเสียงดัง OK แหละไปกันได้สัปเหร่อ เป็นหนังที่บอกได้ว่ามีหลายรสชาติมาก ครบอรรถรสเลยสำหรับผู้เขียน มีทั้งการสื่อสารของตัวละครที่มาจากความเสียใจ ความน่ากลัว ความสุข(ซึ้ง) ความอลเวง (ขำขัน) มาอย่างครบ บทจะขำก็ขำได้แบบอร่อย เป็นการผสมผสานและวางอารมณ์ของหนังได้เป็นอย่างดี บทจะขำก็ขำจนปวดกราม บทจะเศร้าก็เศร้ากินใจ สะท้อนมุมมองมิติความเป็นสังคมต่างจังหวัดเป็นอย่างดี ทั้งความเชื่อ ความศรัทธา ประเพณี วัฒนธรรมของความเป็นอีสานได้อย่างลงตัว แต่เพิ่มความเป็นสังคมแบบใหม่เข้าไปอย่างโลกคู่ขนานหรือหลายคนเรียกว่าโลกมัลติเวิร์ส (Multiverse) เป็นการสร้างสรรค์งานหนังที่น่าสนใจด้วยดูแล้ว...ได้อะไร ? สิ่งที่เห็นเป็นภาพชัดเจนมากที่สุดนั่นคือการทำหน้าที่ของคนหนึ่งคนที่เรียกว่าสัปเหร่อเรียกอย่างเป็นทางการก็เป็นเช่นในหนังพนักงานส่งดวงวิญญาณ (อนุญาตขำ เออ...นะ ช่างคิดได้สุดยอดไปเลย) สัปเหร่อผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับความตายของคน ที่ต้องทำหน้าที่ตั้งแต่การเบิกโลง การขอขมาศพ การนำศพลงโลง ตั้งแต่เริ่มตายไปจนถึงจัดการกับกระดูกของผู้เสียชีวิต จากหนังสะท้อนในแง่ความจริงที่ว่า ในปัจจุบันจะมีน้อยมากที่จะเป็นคนที่กล้า และไม่กลัวเรื่องความตาย ปลงซึ่งสังเวชได้ เลยจะมีชุมชนและ 1 คน หรือบางพื้นที่ทั้งตำบลก็มีคนเดียว ดังนั้นคนที่ทำหน้าที่นี้กล่าวได้ว่าเป็นอาชีพที่น่ายกย่องอย่างมาก และเป็นอาชีพที่ไม่สามารถเรียกร้องเงินได้เลยว่าตนเองอยากได้เท่าไหร่ สัปเหร่อในสังคมจริง ๆ ทั้งในเมืองและชนบทเลยมีน้อยมาก อีกประการหนึ่งคงเป็นเพราะคนที่ทำหน้าที่นี้ได้ ต้องเรียกว่ามีสัมผัสบางอย่าง มีวิชาอาคมติดตัว มีการเรียนรู้งานถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีการเรียนรู้พิธีกรรมเพื่อที่จะสามารถประกอบพิธีได้อย่างถูกต้อง เพราะเรื่องการตายและการจัดการศพเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากสำหรับชุมชนที่มีความเชื่อ โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องคนตายท้องกลม ที่ปรากฏในเรื่องที่ ใบข้าว ตัวละครที่จบชีวิตลงด้วยตัวเองในขณะที่ตั้งครรภ์ คนในสมัยอดีตเชื่อว่าคนตายท้องกลมจะเป็นวิญญาณที่เฮี้ยน ต้องมีการสะกดวิญญาณ และการตายที่ไม่ใช่การตายโดยธรรมชาตินั้น ตามความเชื่อของชาวอีสานจะต้องนำศพไปฝังก่อน แล้วค่อยเผาเหมือนศพปกติอื่น ๆภาพต่อมาคือความเสียใจจากความรักของตัวละครที่เป็นอดีตคนรักเก่าของตัวละครในเรื่องที่เสียชีวิตอย่างใบข้าว ที่เป็นเพียงคนเดียวที่โยนไข่แล้วไข่แตกตามความเชื่อ เขาก็มีความคิดว่าใบข้าวต้องการจะบอกอะไรเขา เขาจึงหาทางทุกอย่างเพื่อที่จะเจอวิญญาณของใบข้าว ในขณะที่เขาพยายามทำทุกทางเพื่อเจอ แต่กลับไม่เจอ แต่คนที่ประสงค์จะเจอกลับต้องมาเจอความบรรลัยจึงเกิดขึ้นทันที ในที่สุดก็มีทางที่จะทำให้เขาเจออดีตคนรักที่อยู่โลกคู่ขนาดได้นั่นคือการถอดจิต โดยสัปเหร่อเป็นคนเสนอแนวทางให้ เพื่อแลกกับให้เขามาเป็นผู้ช่วยลูกชายของตนเรียนรู้และสืบทอดการเป็นสัปเหร่อแทนเขา และเขาก็ถอดจิตจนได้ แต่สุดท้ายเขาก็เกือบไม่สามารถเอาตัวเองออกมาจากโลกมิตินั้นได้ แต่ด้วยความโชคดีที่ยายของเขามาทำให้เขากลับคืนมาได้ แต่ก็ไม่สติและเสียความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ไปในชั่วขณะเพราะผิดหวังที่ตนเองไม่ได้ไปอยู่กับอดีตคนรัก จากโครงเรื่องนี้ก็ให้แง่คิดในเรื่องของความรักได้เป็นอย่างดี เพราะในความเป็นจริงสังคมเราก็มีเช่นนั้น ที่บางคนไม่ประสบความสำเร็จกับความรักถึงขั้นเสียสติ กลายเป็นคนที่หลายคนเรียกว่าบ้าได้เลย แต่เรื่องนี้ตัวละครสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ด้วยความรักจากสายเลือดนั่นคือครอบครัวที่เหลือยายเพียงคนเดียว และเพื่อน ๆ ของเขาที่อยู่ข้าง ๆ เขา เขาจึงกลับมารักตัวเองได้อีกครั้งและให้โอกาสความรักครั้งใหม่กับตัวเองสุดท้ายสิ่งที่ได้คือแง่คิดการใช้ชีวิต ในความเป็นจริง การเข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิต ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ทุกคนต้องตาย และความตายก็ไม่เคยบอกเวลา บอกสถานที่ ในเรื่องได้แทรกคติธรรมไว้มากมายเป็นกุศโลบายใช้คนตายเป็นครูเพื่อสอนคนเป็น อย่างเช่นฉากที่ญาติเคาะโลงศพเรียกคนตายมากินข้าว มีแต่ของโปรดของคนตาย แต่สุดท้ายคนที่ตายไปแล้วก็ไม่สามารถตื่นขึ้นมากินอาหารโปรดของเขาได้ สอนคนเป็นอย่างไร ? ตัวละครสัปเหร่อได้บอกลูกกับเขาว่า เมื่อครั้งยังมีชีวิตชวนกันมากินข้าว เรียกกันมากินข้าว คนที่รัก ญาติพี่น้องมีอะไรก็แบ่งปันกัน เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งเขาไม่ตื่นมามีลมหายใจทุกอย่างมันก็จบไปแล้ว รวมไปถึงหลาย ๆ ที่ตัวละครลูกอย่างเจิด ถามพ่อผู้เป็นสัปเหร่อและพ่อได้อธิบายในแง่คิดสิ่งที่คนเฒ่าคนแก่ต้องการจะสอนเรานอกจากนั้นแล้วจะเห็นภาพการทำพิธีต่าง ๆ เกี่ยวกับศพ ซึ่งเป็นพิธีที่ละเอียดอ่อน ให้คนที่ไปดูหนังเรื่องนี้ได้รับรู้การจัดการพิธีเกี่ยวกับศพ ตามศาสนาของผู้ตายนับถือ ได้อย่างถูกต้อง ถือว่าเป็นการนำเสนอมุมมองความจริงผ่านหนังที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีเลยครับโดยสรุปแล้ว ภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อนี้ สำหรับผู้เขียนรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากเข้าถึงอารมณ์ได้ดี บรรยากาศ ฉาก แสง เสียง ดนตรีประกอบ มีความสมจริง ตัวละครเข้าถึงอารมณ์และบทบาทของตัวเอง เปรียบเสมือนหนังเรื่องนี่ไม่ใช่หนัง แต่เป็นการตามถ่ายทำรายการสารคดีจากพื้นที่จริง แต่ที่มันเป็นหนังเพราะมันช็อตฟีลเยอะมาก ตลก หักมุมให้ดูเป็นอะไร ที่น่าติดตาม สำหรับผู้เขียนในเรื่องนี้ประทับใจมาก ๆ ครับผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนต่างได้อะไรจากหนังเรื่องนี้ที่ต่างกัน บางคนชอบ บางคนเฉย ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเป็นธรรมดาของผลงาน แต่การสร้างปรากฏการณ์เช่นนี้ก็เชื่อได้ว่าส่วนมากชอบ และประทับใจ บอกเล่าจากปากสู่ปาก ทำให้จักรวาลไทบ้านได้พบกับปรากฏการณ์ที่ภาคภูมิใจทุกด้าน หลายคนได้ชมแล้ว บางคนก็เข้าไปชม 2 รอบ 3 รอบ บางคนก็ยังไม่มีไม่ได้รับชม ผู้เขียนก็อยากจะแนะนำนะครับ ถ้ามีโอกาสลองไปรับชมที่โรงภาพยนตร์ในช่วงที่หนังเข้าฉาย จะได้อรรถรสที่ประทับใจเช่นเดียวกับผู้เขียน คนที่ดูแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ติดตามเรื่องแล้วได้อะไรบ้าง ก็สามารถแสดงความคิดเห็นกันดูได้นะครับเครดิตภาพหน้าปกและภาพประกอบ : ถ่ายโดยผู้เขียนทั้งหมดคอมมูนิตี้ “โลกคนรักหนัง” ห้องหวีดซีรีส์ดังออกใหม่มาแรง ป้ายยาหนังดีหนังโดน