"ม้าม่วง" ลั่นไม่เคยกลัวกระแสตก เข้าใจสัจธรรมของวงการ!
เปิดใจอินฟลูฯสายฮา "หนุ่ม สิทธิ์เดช" หรือ "ม้าม่วง Powerpuff Gay" ผ่านรายการ Let's Talk ถึงเส้นทางชีวิตที่ต้องดิ้นรนทุกวิถีทาง เปลี่ยนคำบูลลี่และอุปสรรคให้กลายเป็นแรงผลักดัน นิยามความสำเร็จที่เปลี่ยนไปวัย 30 ปี ตอนนี้ไม่มีเป้าหมายอะไรนอกจากทำงานไปเรื่อย ๆ ยอมรับวันนี้ตายก็ไม่เสียดายหลังจัดการมรดกให้ครอบครัวครบแล้ว วางแผนสำรองหากวันหนึ่งกลายเป็นช่วงขาลง เข้าใจสัจธรรมของวงการ
"ม้าม่วง" ลั่นไม่เคยกลัวกระแสตก เข้าใจสัจธรรมของวงการ!
เบื้องหลังพลังงานบวกและเทคนิคสร้างความพร้อมในการทำงาน ?
ม้าม่วง : รู้สึกว่าวันที่ออกมาทำงาน ต้องมีพลังงานไปให้สุด พอถึงบ้านแล้วค่อยกดสวิตช์ตัวเองออก ซึ่งเกือบจะทุกครั้ง ตื่นขึ้นมา หนูจะโอเค ดึงพลังตัวเอง นั่งเล่นโทรศัพท์เพื่อดึงพลังหรือเริ่มแต่งหน้า อย่างเช่น วันนี้หรือครั้งที่ผ่านมา หนูจะสตรีมถ่ายทอดสดไป คุยกับคน ดูไปด้วยเพื่อดึงพลังให้เรา อย่างแรกคือให้เราตื่น อย่างที่สองคือทำให้เรารู้สึกว่าโอเค หัวเราจะได้แล่น สมองเราจะได้คิดตาม ซึ่งเวลาเราถ่ายทอดสดใน TikTok เขาก็จะมีหลายคนที่จะเข้ามาแสดงความคิดเห็นเรา ซึ่งบางทีก็แปลก บางทีก็ถามงง บางทีก็แซว หรือบางทีชม มีหลายรูปแบบมาก ก็จะทำให้เราคิดตามว่า ฉันต้องตอบยังไง ฉันต้องตอบอะไรต่อ และฉันต้องเล่นอะไรต่อกับคำถามที่เขาถามมาทำให้เราคิดไปด้วยพอออกมาทำงาน เราก็เลยมีพลังงาน แล้วหัวเราก็แล่น
การเดินทาง ความเปลี่ยนแปลง และการระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิต ?
ม้าม่วง : ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ นิสัยหนูยังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นหน้ากล้อง หรือหลังกล้อง แทบจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรตัวเองเลย เพราะเราทำตรงนี้ อยู่ตรงนี้ นิสัยแบบนี้ ซึ่งไม่ได้ฝืนตัวเอง การที่เราเป็นม้าม่วงสามารถเป็นได้เรื่อย ๆ และการที่เราเป็นมาเรื่อย ๆ แบบนี้ รู้สึกว่าหนูระวังตัวมากกว่าเดิม เช่น การเจอผู้คน การระวังคำพูด คือเราเป็นคนที่โผงผาง พูดอะไรก็จะแซวก็จะเล่น บางคนเขาไม่ได้อินกับเรา เขาก็จะคิดว่า พูดแรงจัง ซึ่งหลายคนที่เห็นในพื้นที่ของหนู เช่น สตรีมเกม ทำคลิป ถ่ายทอดสด เขาก็จะเห็นหนูในจอโทรศัพท์ แต่พอไปเจอตามห้าง ตามตลาดนัด ทำไมไม่เหมือนในคลิปเลย ทำไมตัวจริงเรียบร้อยจัง ด่าฉันหน่อยสิ พี่ด่าผมหน่อย ทั้ง ๆ ที่อยู่ร้านอาหาร ทำไมเธอไม่แต่งหญิงมาวันนี้ ทั้ง ๆ ที่คือวันหยุดของเรา ออกมาถ่ายคลิปกินข้าวเฉย ๆ แล้วก็กลับบ้าน บางทีเขาก็อาจจะมองว่าหยิ่ง เลยบอกไม่ได้หยิ่ง พี่ลองยิ้มให้หนูก่อน หรือสมมตินั่งอยู่ นี่ไงม้าม่วง แล้วใครจะกล้ามอง หนูก็ไม่กล้ามอง ก็จะหลบ เป็นคนกลัวสายตาคนด้วย หนูก็จะหลบ ๆ บางทีเขาก็บอกว่าตัวจริงหยิ่ง แต่จริง ๆ แล้วไม่หยิ่ง พี่ลองยิ้มให้หนูดู แล้วหนูจะโตกตากให้พี่ดูเลย
การรับมือกับความคิดเห็นที่เป็นพิษในยุคโซเชียลมีเดีย ?
ม้าม่วง : เมื่อก่อนจะบวกแบบน่ารัก ประมาณแอบแซว ทุกวันนี้หนูเป็นการแซวหมือนกัน แต่บางอันจะไม่อ่าน และเลือกที่จะกดปิดกั้นเลย ทุกวันนี้ใครก็เป็น Influencer ได้ใครก็เป็นคนในสื่อสังคมออนไลน์ได้ ใครก็แสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้ เจอล่าสุดเด็ก ป.3 พิมพ์แซวแรงมาก ใช้รูปโปรไฟล์การ์ตูนจนหนูใช้โทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่งเข้าไปดู เป็นเด็กน้อยยังใส่เสื้อเบนเทน ใส่เสื้อเอลซ่า ใส่ชุดจีนอยู่ สื่อสังคมออนไลน์ทุกวันนี้ เข้ากับทุกเพศทุกวัย เลยรู้สึกว่าการที่เราจะไปตอบโต้หรือสาดคำด่ากลับมั่ว ๆ ซั่ว ๆ หนูว่าอันตรายสำหรับเรานะคะ เพราะว่าคนที่บันทึกภาพหน้าจอจะบันทึกภาพหน้าจอแค่ตอนเราด่า พี่ลองสังเกตดู อะไรที่เป็นข่าวดราม่า เขาจะบันทึกภาพหน้าจอช่วงที่ 1 ช่วงที่เราอารมณ์ขึ้น ช่วงที่เราด่า ช่วงที่เราทำอะไรไม่เข้าเรื่อง จะบันทึกภาพหน้าจอไปแค่ช่วงนั้น แล้วคนที่ไม่เคยดูก่อนหน้านั้นว่าทำไมเขาถึงด่า ทำไมถึงวีน ก็แสดงความคิดเห็นด่าเขาไปด้วยแล้ว อยากเป็นคนไทยคนแรกที่อยากด่าเขา ก็เลยเลือกที่จะไม่ค่อยพูด พูดก็พูดน้อย แล้วก็เลือกที่จะกดปิดกั้นเลย
จุดเปลี่ยนชีวิตจากห้องเช่าหลักพันสู่การซื้อบ้านเงินสดมูลค่า 8 หลัก ?
ม้าม่วง : ก่อนที่จะซื้อบ้านหลังนี้ เราเคยไม่มีเงิน เหลือเงินในบัญชีอยู่ประมาณ 1,000 กว่าบาท ถึง 2,000 ตอนนั้นทั้งโควิด ทั้งลาออกจากงานด้วย แล้วก็งาน Influencer ตอนนั้นยังไม่ได้เติบโตก็ปรึกษากับลอเรน พี่ใหม่ ว่าเดือนนี้เรามีงานอะไรบ้าง มีอยู่งานหนึ่ง รอดแล้วเดือนนี้ เพราะว่าหนูอยู่หอที่ถูกมากราคา 3,000 หรือราคา 2,800 ที่สะพานควายถูกมากแล้วเป็นห้องเล็ก ๆ ช่วงหนึ่งเราโด่งดังขึ้นมาจากจากการที่เราทำคลิป ถ่ายทอดสด หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่กลุ่ม Powerpuff Gay ทำด้วยกันมา หนูก็เริ่มขยับขยายอยู่หอก่อน ไม่กล้าซื้อบ้าน การที่จะมีบ้านในกรุงเทพฯ แปลว่าเราต้องปักหลักที่นี่แล้ว ซึ่งหนูไม่แน่ไม่นอนกับตัวเอง เพราะระหว่างทางที่มาอยู่กรุงเทพฯ จะ 10 ปีแล้ว อยู่แบบนี้ตลอดเลย เดือนชนเดือน หนี้บัตรเครดิต หนี้ค่าห้อง หนี้ค่ารถ พอมีขึ้นมา หนูไม่กล้าประมาทในการใช้เงิน จะคิดว่าอันนี้เกิดประโยชน์ไหม อันนี้ไม่เกิดประโยชน์ใช่ไหม หรือแม้กระทั่งพอมีเงิน ก็ซื้อของมียี่ห้อ แล้วซื้อจริงเพราะว่าเราไม่เคยมี และอย่างที่สองเวลาเราไปออกงานกิจกรรมต่าง ๆ เราก็อยากถือบ้าง พี่ใหม่สอนไว้ว่า ถือไปเถอะ เรามีเงินซื้อ ก็ซื้อไปก่อน ถ้าไม่ได้เราก็แค่ขายทิ้ง มาวันหนึ่งรู้สึกว่างานเริ่มเยอะ เริ่มขอบเขตใหญ่ขึ้น เลยเอาน้องสาวมาอยู่ด้วย จนมาอยู่หอด้วยกันก็ห่วงความปลอดภัยของน้อง เพราะว่าน้องเป็นผู้หญิงแล้วก็อยู่หอคนละห้องกับเรา น้องออกไปซื้อข้าวซื้อของหรือเขามีใครตามมาหรือเปล่า ก็คิดไปเรื่อยของหนู ถ้างั้นต้องซื้อบ้านแล้ว เพราะระหว่างทางก่อนที่หนูจะซื้อบ้าน เราปลดหนี้ให้ที่บ้าน
ความภูมิใจในการปลดหนี้สินให้ครอบครัว ?
ม้าม่วง : ปลดหนี้ให้ที่บ้าน ตอนนั้นงานเริ่มเติบโต หนูมีเงินล้านกว่าบาท แต่หนี้ก้อนนี้ 800,000 บาท ด้วยความที่เด็กคนหนึ่งไม่เคยมีเงินแสนในบัญชี สูงสุดแค่ 40,000 บาท เกิดมาเห็นเงิน 40,000 บาทในบัญชี ไม่เคยเยอะมากกว่านั้น จนฉันมีเงินแสนในบัญชีแล้วดีใจมาก ตอนนั้นกระโดดโลดเต้น จนเริ่มเก็บสะสมเป็นประมาณล้านกว่าบาท ตอนนั้นหนูร้องไห้เพราะเรามีเงินล้านกว่าบาท ดีใจมาก เธออายุ 30 ปีมีเงินล้านแล้วดีใจ จนที่บ้านเขามาตามทวงหนี้ ธกส. คือที่นาคุณย่า ท่านแก่แล้วเลยให้น้องสาวไปสืบว่าเท่าไหร่ก็คือ 800,000 บาท หนูก็เอา 800,000 ฉันก็เหลือเงินอยู่แค่ไม่กี่แสนแล้ว ถ้าฉันจ่ายตรงนี้ก็เกือบล้าน เอาให้มันหมดไป ให้หมดหนี้เขาไป เราก็ไม่มีหนี้ด้วย ตอนนี้เราก็ปิดหนี้ของเราหมดแล้ว การไม่มีหนี้ดีที่สุด เลยเข้าใจตรงที่การมีหนี้ทำให้เราเครียด แล้วเป็นพลังงานลบ เป็นพลังที่เราต้องคิดอยู่อย่างงั้น ทำให้เราไม่มีความสุข ถ้าตรงนี้หายไปที่บ้านหนูต้องมีความสุข งั้นเราไปกดเงินกัน ไปใช้หนี้เสร็จ บ้านของคุณพ่อที่เราไปมาโทรม ต้องปรับปรุงใหม่ เหลือเงินแค่ 200,000 บาท ปรับปรุงให้พ่อไป เพราะบ้านหลังนี้เราไถถอนบ้านมาแล้ว เหลือเงินสัก 200,000 หมดเลย เลยบอกไม่เป็นไรหาใหม่ ก็ตั้งใจทำงานอย่างเดียวจนป่วยเข้าโรงพยาบาล ออกโรงพยาบาลก็ไปทำงาน ทำงาน
วิธีการบริหารความรับผิดชอบและคนในครอบครัว ?
ม้าม่วง : หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นกับดักความกตัญญูต่อครอบครัวหรือใครก็ตาม หนูรู้สึกว่าไม่ใช่สำหรับหนูไหวเลยดูแล ถ้าไม่ไหวจะบอกว่าหนูไม่ไหวนะ แต่ตอนนี้ไหว เลยต้องมีเงินเดือนให้ทุกคน มีน้องสาวที่บ้าน คุณพ่อ คุณย่า คุณแม่ รายจ่ายในบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าหมาแมว ค่ากิน ค่ารถ ทุกอย่างหนูจ่ายหมด ตอนนี้เราไหว เรามีกำลังเราใช้ไปก่อน แต่ว่าต้องมีข้อตกลงในครอบครัวต้องมีกฎมีอะไรขึ้นมาว่า ฉันทำอันนี้แล้วนะ เธอช่วยทำอันนี้ให้หน่อย เช่น ดูแลบ้านให้หน่อย ถ้าเป็นทางพ่อทางแม่ ช่วย ๆ ฟังกันหน่อย อย่าไปเล่นหวยเยอะเพราะยังไงลูกฉันก็จะให้เงินเดือนอยู่แล้วจะไปเล่นแชร์หรือเอาไปทำนั่นทำนี่ เชื่อกันหน่อย แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังแบกอยู่ดี เคยคิดนะว่า ถ้าหนูล้มขึ้นมาก็ล้มกันเป็นทอด ๆ หนูเป็นคนจ่ายเงินเดือน หนูยังอุ้มไว้อยู่ ก็ยังช่วยเหลือ ญาติคนไหนที่ติดขัดเรื่องเงิน ช่วยแต่ไม่ได้มาก บางครั้งก็มีญาติบางคนก็จะช่วยเป็นแสน ๆ ก็เคยมี แต่เขาก็ต้องจ่ายเราเพราะว่าคือการยืม แม้กระทั่งคนในครอบครัวหนูหลายคนซื้อเขาด้วยเงิน มายืมเงินหนูเขาไม่คืนหนูตัดเลยหรือแม้กระทั่งเพื่อนก็ตาม ยืมเงินให้ยืมได้เราไม่คิดมาก แต่พอวันหนึ่งถึงวันที่เธอต้องคืน เธอไม่คืน ตัดเลยไม่เป็นไรเงินแค่นั้นซื้อใจคนค่ะ
นิยามความสำเร็จที่เปลี่ยนไปและการวางแผนมรดกเพื่อครอบครัว ?
ม้าม่วง: เปลี่ยนไปค่ะ เพราะว่าความสำเร็จของตั้งไว้ว่าอยากดูแลคนในครอบครัว วันนี้เราทำสำเร็จแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีเป้าหมายอะไร ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะตาย เคยคิดนะว่าถ้าตาย ไม่เสียดาย เพราะว่าทำมาหมดแล้วกับสิ่งที่อยากทำ หรือแม้กระทั่งการแบ่งสรรปันส่วนแล้วเรียบร้อย ซึ่งเสียชีวิตได้เลย เพราะกลัวในเรื่องตอนที่เราไม่มีเงิน พอเรามีมาก็เริ่มระวังตัวมากขึ้นและวางแผนการใช้ชีวิตมากค่ะ
การจัดสรรปันส่วนทรัพย์สิน เหมือนเป็นการวางแผนมรดกเลยไหม ?
ม้าม่วง : ใช่ค่ะ ปลดหนี้ก็จะมีที่ส่วนหนึ่งที่ขอเป็นชื่อของหนู เพื่อให้พ่อของหนูอยู่ เพราะว่าคุณย่ามีลูกทั้งหมด 4 คน แล้วคุณย่าเอาที่ทุกอย่างไปเข้าธนาคาร ก็ติดหนี้ แต่ว่าที่ทั้งหมดหนูไปไถ่ออกมา แล้วบอกว่า “ขอที่ผืนหนึ่งได้ไหม” เพื่อจะเอาไว้ให้พ่อหนูอยู่ ก็เลยจะเหลือที่ไว้ผืนหนึ่งให้คุณพ่อ แล้วก็ปลดหนี้ให้คุณย่า ทางฝั่งแม่เพราะว่าพ่อแม่เลิกกัน หนูก็เพิ่งสร้างบ้านให้เสร็จ เพิ่งซื้อบ้านถมที่ให้ใหม่ให้ทางฝั่งทางแม่เลย แล้วก็บอกว่าหนูมอบให้เลยนะไม่ยุ่งไม่ต้องเขียนเป็นชื่อหนู ไม่ยุ่ง ก็แบ่งไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่กรุงเทพฯ บ้านหลังนี้เผื่อถ้าเราเสียชีวิต มอบให้น้องสาว 100% แบ่งให้แล้วเรียบร้อย พ่อเสร็จแล้ว ย่าเสร็จแล้ว ยาย แม่เสร็จแล้ว น้องสาวเสร็จแล้ว หนูเสียชีวิตได้เลย แต่ว่าถ้าจะเอาบ้านไปเอาหมาเอาแมวไปด้วยแล้วกัน
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ตอนนั้นที่กำลังโดนคำบูลลี่อยู่ อยากเข้าไปกอดหรือบอกอะไรกับตัวเองมากที่สุด ?
ม้าม่วง : ไม่กอด รู้สึกว่าการโอ๋เป็นลูกแหง่ ไม่เคยโดนโอ๋ ไม่เคยโดนตามใจด้วย จะไปบอกเลยว่าเอาคำพวกนั้นมาเป็นแรงผลักดันสิ ทุกวันนี้ที่มีชื่อเพราะคำล้อเลียน เพราะว่าม้าม่วงมาจากหน้าเรายาวเหมือนมะม่วง มีคนเอารูปมะม่วงมาแปะในคลิป มาถามมาพูด มาล้อเลียนในเรื่องของพวกนี้ หรือหน้ายาวเหมือนม้า เอาชื่อนี้มารวมกันดีกว่า คำว่าม้า กับ คำว่าม่วง เลยเอาจุดด้อยมาเป็นจุดเด่นดีที่สุด แล้วบอกให้เข้มแข็ง เชื่อในสิ่งที่อยากจะทำ ยังจำได้เลยว่าตอนที่เป็นเด็กมีความทะเยอทะยานที่ว่าไม่อยากอยู่ตรงนี้ เคยไปออกหลายรายการ คือโดนปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียวตั้งแต่ ป.5 ป.6 บ้านมี 2 ที่ยโสธรกับอุบล ที่บ้านย้ายไปอยู่อุบลกัน ต้องอยู่บ้าน เขาไม่ย้ายเราไปด้วยเพราะกลัวเราเสียคนแล้วย้ายเรียนกลางคัน กลัวเราปรับไปเจอเพื่อนใหม่ไม่ได้แต่เขาพาน้อง ญาติทุกคนไปหมด ทิ้งเราคนเดียวที่อยู่ตรงนั้น เคยน้อยใจว่าทำไมไม่เอาเราไปด้วย อยากไปด้วย ทำไมทิ้งหนู ตอนนั้นแค่ ป.5 ป.6 เอง ต้องเปิดไฟนอนเพราะตอนนั้นเด็กและกลัวผีหรือแม้กระทั่งบ้านติดวัด วันหนึ่งมีคนตายมีงานศพ ต้องนอนกลัวผี รู้สึกว่าตรงนั้นดีเหมือนกันเป็นครูที่ทำให้เรากล้าทำ พยายามคิดเสมอว่าต้องเรียนให้จบและต้องออกไปจากตรงนี้ ไม่เอาแล้วไม่อยากอยู่ตรงนี้ ไม่อยากอยู่คนเดียว ถ้าไม่มีทางเลือก อดทนเรียนให้จบแล้วค่อยย้ายตัวเองออกไปอยู่ที่อื่น พอปิดเทอมตอน ป.6 จะได้ออกจากตรงนี้ ได้ย้ายไปเรียนที่อุบลไปอยู่กับคุณป้ากับพี่ชาย แต่ถามว่าถ้าทุกวันนี้เรายังเห็นข้อความอะไรที่เกี่ยวกับการล้อเลียน ยังรู้สึกไหม ก็ยังรู้สึกอยู่แต่แค่ไม่ได้เอามาแบบวิตกกังวล ซึ่งเมื่อก่อนทำอะไรไม่ได้ วิตกกังวล กี่ข้อความแล้ว ทุกวันนี้เห็น โอเค อย่างที่บอกข้างต้น
สามารถติดตาม Let's Talk ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น.
คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=uKhoZGVYlnU