ภาพปกโดยผู้เขียนสวัสดีครับทุกท่านครับ วันนี้เราอยู่กับเคล็ดลับที่ 6 ของหนังสือ 100 เคล็ดลับยกระดับความสำเร็จ ของ David Niven นะครับ นั่นคือเคล็ดลับที่ว่า ต่อต้านแรงกระตุ้นที่จะทำให้คุณเป็นเพียงบุคคลระดับปานกลางแม้เราจะไม่ได้สังเกตอย่างจริงจัง แต่ผมเชื่อเหลือเกินครับว่า ในทุกวันที่เราไปทำงาน ไปเรียน หรือไปทำกิจกรรมอะไรบ้างอย่าง เราจะเจอคนอยู่ 2 ประเภท นั่นคือ พวกที่จริงจังกับงานสิ่งที่เราทำอย่างถึงที่สุด และพวกที่ทำพอให้มันผ่านไป นอกจากนั้น เรายังเห็นด้วยอีกว่าพวกคนประเภทหลังเป็นพวกคนส่วนใหญ่ที่เราเจอ โดย David Niven เรียกพวกหลังนี้ว่า “บุคคลระดับปานกลาง” ซึ่งหากว่ากันตามตรงแล้วเราจะเห็นว่ามีอยู่ทั่วไปรายรอบตัวเรา โดยคนเหล่านี้ก็มักจะชักนําเราให้เป็นเหมือนกันกับพวกเขา ด้วยการให้การยอมรับและชักนําให้เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็เป็นบุคคลที่ล้วนแล้วแต่จะอยู่ในระดับกลางเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การโฆษณาชวนเชื่อของบุคคลในระดับกลางทำนองนั้น ไม่ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า เราจะต้องเสียสละทั้งเป้าหมาย เอกัตภาพ รวมไปถึงความคิดอันเป็นเอกลักษณ์ของเรา อีกทั้งชีวิตของเราก็จะถูกกำหนดโดยความต้องการของผู้อื่น มากกว่าความต้องการของตัวเราเองขอบคุณภาพจาก freepik ใน flaticon.com; แก้ไขโดยผู้เขียน“บุคคลใดต้องการที่จะเป็นผู้นํา จะต้องหันหลังให้กับฝูงชน” ป้ายบนโต๊ะทำงานของ T. Underwood (ที อันเดอร์วูด) ซึ่ง David Niven ได้กล่าวถึงเพื่อยกตัวอย่าง ได้ระบุเอาไว้เช่นนั้น เมื่อตอนที่เขาได้งานใหม่ในตำแหน่งผู้จัดการที่สำนักงานจัดหางาน“ในตอนที่ผมมาทำงานที่นี่ ผมก็พลันเกิดความคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเห็นเป็นเพียงการแสดงที่ถูกจัดฉากขึ้นมาเพื่อที่จะรักษากองทุนของบริษัทเอาไว้ พวกเรามีหน้าที่เพียงแค่มานั่งทำงาน จากนั้นเมื่อมีลูกค้าเข้ามา เราก็ให้พวกเขากรอกเอกสาร จากนั้นเราก็ทำหน้าที่จัดส่งเอกสาร ไม่มีพนักงานคนใดในบริษัทที่ให้ความสำคัญกับงานที่ตนกําลังทำอยู่ ไม่มีใครแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ทำให้พวกเขาถูกเลือกมาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่” เขากล่าว ดังนั้น งานแรกของเขาก็คือการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่ เขาเลือกที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมากับพนักงานจำนวนสองในสามของบริษัทว่า “นี่ใบลาออกของพวกคุณ เซ็นซะ”ขอบคุณภาพจาก freepik ใน flaticon.com; แก้ไขโดยผู้เขียนหลังจากนั้น การทำงานในแต่ละวันก็เริ่มต้นด้วยคติ ประจำใจที่ว่า “ทุกคนที่ก้าวผ่านประตูบานนี้เข้ามาจะสามารถทำได้มากกว่าการเซ็นเอกสาร” ซึ่งคติในการทำงานเช่นนี้ ก่อให้เกิดระบบผู้ให้คำปรึกษาและลูกค้า และ 2 ปีหลังจากนั้น T. ก็ได้เปลี่ยนแปลงสำนักงานที่เขาเคยคิดว่าเป็นเสมือนความอับอายให้กลายเป็นต้นแบบของสำนักงานจัดหางาน ซึ่ง 71 เปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้บริการสามารถหางานได้ตรงกับความต้องการอันนี้ต้องโน้ตนักจิตวิทยาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ธรรมเนียมปฏิบัติไม่ดีนั้น สามารถแพร่กระจายในสำนักงานได้ เฉกเช่นเดียวกัน กับโรคติดต่อ พนักงานมีแนวโน้มที่จะลอกเลียนพฤติกรรม อันไม่พึงประสงค์ของเพื่อนร่วมงาน ซึ่งพฤติกรรมการทำงานในด้านลบของเพื่อนร่วมงานนั้น ยังก่อให้เกิดการหมดขวัญและกําลังใจในการทำงาน พฤติกรรมการทำงานที่ไม่มีคุณภาพ และการลักขโมยทรัพย์สินของนายจ้างอีกด้วยขอบคุณภาพจาก ddara ใน flaticon.com; แก้ไขโดยผู้เขียนนั่นแหล่ะครับ เราปฏิเสธไม่ได้หรอกกับสิ่งที่เล่ามาข้างต้น ในบางครั้ง เราอาจกำลังตั้งคำถามว่า ทำใมชีวิตเราไม่ก้าวหน้าไปไหนเสียที? ทำไมมีคนแค่เปอร์เซ็นต์ที่น้อยนิดที่ประสบความสำเร็จ? แม้ตัวผมเองจะยังไม่สำเร็จกับสิ่งที่ผมต้องการอะไรมากมายนัก เนื่องจากผมพึ่งลงมือ แต่สำหรับคำถามข้างต้น ผมขอตอบอย่างงี้นะครับ... เอาเป็นว่าคุณลองคิดดู หลังจากเลิกงานมาแล้วเราทำอะไร? บางคนอ่านหนังสือ บางคนหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน บางคนพัฒนาทักษะอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน บางคนนอนเล่น Social Media บางคนดูละครหลังข่าว บางคนไปงานสังสรรค์แทบทุกวัน บางคนบอกว่าตัวเองเหนื่อยเหลือเกินทั้ง ๆ ที่เขาไม่ทำงานแล้วตั้งแต่บ่ายโมง ฯลฯ ทว่าคนเหล่านั้นกลับต้องการเป็นคนเปอร์เซ็นต์น้อยที่ก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จในชีวิต (ในที่นี้ผมไม่ของเตะเรื่องการเมืองในองค์กรเพื่อทำให้ก้าวหน้านะ) ใช่ครับ!!! พออ่านถึงตรงนี้ ผมรู้ว่าคุณอยากจะประแคนหมัดขวาอันหนักหน่วงลงบนเบ้าตาผม หรือไม่อยากอ่านต่อให้จบแล้ว แต่คุณก็ไม่สามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงนั้นได้ดอกครับ นอกจากนั้น คุณอาจอยากสวนว่า ตอนนี้ฉันมีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว ฉันจึงไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ไม่หรอกครับ!!! ไม่ ไม่ใช่ มนุษย์เราไม่ฉลาดปานนั้นหรอกครับ หากกล่าวตามทฤษฎีที่เก่าแก่มากทฤษฎีหนึ่ง นั่นคือ ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ (Hierarchy of Needs) ของ Abraham Maslow พวกเราส่วนใหญ่ยังก้าวไม่พ้นขั้นความมั่นคงและขั้นการยอมรับเลยด้วยซ้ำแล้วไงต่อ? ผมก็ไม่มีคำตอบที่เป็นสูตรสำเร็จให้ดอกครับ เพราะมันขึ้นอยู่ที่ตัวคุณเอง มีคำกล่าวที่น่าใจหายว่า “พระเจ้าใจดีที่ให้คนมีความต้องการ ทว่าท่านก็ใจร้ายพอที่จะไม่ประทานความสำเร็จให้แบบง่าย ๆ” นอกจากนั้น หากการเดินทางในชีวิตเรามีทุกอย่างเป็นสูตรสำเร็จไว้อยู่แล้ว คงน่าเศร้ากับศักยภาพที่เราต้องสูญเสียไปน่าดูนะครับติดตามผลงานอื่นPodcast 100 เคล็ดลับยกระดับความสำเร็จ โดย David NivenMy Inspire StoryCreditชื่อหนังสือ: 100 เคล็ดลับยกระดับความสำเร็จผู้เขียน: David Nivenผู้แปล: อิศรา ราชตราชูชื่อเรื่องต้นฉบับ: 100 Simple Secrets of Successful Peopleสำนักพิมพ์ต้นฉบับ: Harper Collins