การสะกดใจในที่นี้เป็นการใช้จิตวิทยาเพื่อทำให้อีกฝ่ายเอื้ออำนวยกับเรามากขึ้นในการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่หลอกลวงแบบมิจฉาชีพ แต่กลวิธีต่างๆภายในเล่มก็ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะมันเป็นการเล่นกับจิตใต้สำนึกของคน วิธีการพูด รวมถึงการคิดว่าเขาน่าจะกำลังต้องการอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญมาก David J. Lieberman ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมนุษย์ ได้ถ่ายทอดหลักการดังกล่าวเอาไว้ 40 ประเด็นสำหรับการโน้มน้าวใจคน บอกเลยว่าทุกคนที่ได้อ่านจะสามารถนำบางส่วนไปลองใช้กับคู่กรณีได้ อย่างน้อยมันทำให้เราได้เปรียบมากกว่าคนที่ไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1.จำไว้ว่าการแสดงความสนใจในตัวเขา ทำให้เขาชอบคุณได้เร็วกว่าการที่คุณใช้เวลาทั้งวันเพื่อพยายามทำให้เขาสนใจคุณ เราต่างชอบคนที่มาชอบเราแถมยังมีอะไรเหมือนกับเราอีกด้วย เหนื่อสิ่งอื่นใด การที่ใครสักคนจะชอบคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่เขามีต่อคุณ แต่เป็นวิธีที่คุณทำให้เขารู้สึกเกี่ยวกับตัวเขาเองพูดง่ายๆ มันคือเกมที่ทำให้เขารู้สึกอย่างไรกับตัวเองเมื่ออยู่ใกล้คุณ 2.บางครั้งการสังเกตว่าอีกฝ่ายกําลังอารมณ์ดีอยู่หรือเปล่าก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากคุณไม่แน่ใจก็ให้มองดูที่ใบหน้าของเขาเป็นอันดับแรก ถ้าเขากําลังอารมณ์ดี เขามักจะกล่าวทักทายคุณด้วยรอยยิ้ม เต็มที่และดวงตาเบิกกว้าง ถ้าเขาทักคุณด้วยรอยยิ้มเพียงแค่ "ที่ริมฝีปาก" (รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดขึ้นทั่วทั้งใบหน้า) นั่นหมายถึง "รอยยิ้มที่เกิดจากการฝืนท่าตามมารยาท" และมักแสดงให้เห็นว่าเขากําลังอารมณ์ไม่ดี การสบตาเป็นสัญญาณที่เด่นชัดในการแสดงอารมณ์ เมื่อเรา อารมณ์ดีก็มักจะมองสบตาตรง ๆ บ่อยกว่า ในทางกลับกัน ๆ เมื่อเราอารมณ์ไม่ดีก็มักจะมองลงต่ําหรือหลีกเลี่ยงการสบตากับคนที่เรากําลังพูดคุยด้วย 3.แล้วถ้าเขาไม่ชอบเราเอาเสียเลยล่ะ น่าแปลกที่ผลการศึกษาสรุปไว้ว่า ถ้าเขาเริ่มต้นด้วยการไม่ชอบหน้าคุณแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนมาชอบคุณ ทีละน้อย สุดท้ายแล้วเขาจะชอบคุณมากกว่าในกรณีที่เขาชอบคุณตั้งแต่ แรกเสียอีก จําไว้ว่าถ้าคุณไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับเขา ก็จงอย่าทำอะไรที่ "กลับตาลปัตร" ในทันทีเพื่อทําให้เขากลายเป็นเพื่อนสนิทของ คูณ ผลการศึกษาชี้ชัดว่า ในระยะยาวนั้นความรู้สึกชอบอย่างค่อยเป็นค่อยไปมักได้ผลดีกว่าการทําให้ใครคนหนึ่งกลายเป็นเพื่อนสนิทอย่าง รวดเร็ว ดังนั้น จงอย่าแสดงออกมากเกินไป แต่ให้ใช้วิธี "ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไป” โดยแค่ทําให้เขารับรู้ว่าคุณรู้สึกดีกับเขาก็พอ 4.หากคุณต้องการใช้วิธีนี้ขณะที่กําลังสนทนากับอีกฝ่าย ให้สบตา เขาตรง ๆ ระหว่างที่พูดและฟังเขา โดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะมองหน้า อีกฝ่ายแบบผ่าน ๆ หรือไม่ก็มองไปทางอื่นในขณะที่พูด การสบตาระหว่างที่พูดกับเขาจะทําให้คุณสามารถสร้างปรากฏการณ์ทางจิตวิทยานี้ได้โดยไม่ต้องทําอะไรโจ่งแจ้งเลย 5.ใครบอกว่าคุณจะไม่มีโอกาสครั้งที่สองในการสร้างความประทับใจเมื่อพบกันครั้งแรก! ถ้าคุณเกิดพลาดพลั้งทําอะไรบางอย่างที่โง่เขลาหรือไม่เหมาะสม จงอย่าพยายามปกปิดการกระทําดังกล่าว มีอยู่วิธีเดียว เท่านั้นที่จะใช้ได้ผล นั่นคือ การพูดว่า "ผมรู้สึกแย่จังเลย" เพราะแค่ประโยคเดียวจะทําให้เราบรรลุผลสําเร็จที่สําคัญได้ถึง 3 อย่าง อย่างแรก คุณแสดงให้เห็นว่าคุณรู้ตัวว่าสิ่งที่ทําลงไปนั้นเป็นเรื่องที่ ยอมรับไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าคุณจะไม่ท่าแบบนั้นอีก อย่างที่สอง คุณ แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชน และคนส่วนใหญ่ก็มักจะชอบ เรามากขึ้นเมื่อเรายอมรับในสิ่งที่โง่เขลาและน่าอับอาย รวมทั้งแสดงความ รับผิดชอบต่อการกระทํานั้น อย่างที่สาม คุณได้แสดงถึงความซื่อสัตย์ ของตัวเอง แล้วใครบ้างล่ะที่จะไม่ชอบคนที่มีความซื่อสัตย์ 6.ความรู้สึกชื่นชมยินดีเกิดขึ้นเมื่อมีการย้ำเตือนตัวเองว่าเราไม่ควรปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นของตาย ซึ่งคุณจะไม่คิดอย่างนั้นกับสิ่งที่คุณเชื่อว่าอาจหลุดลอยจากคุณไปได้ทุกเวลา ในทํานองเดียวกันถ้าความสัมพันธ์ของคุณกับคนที่คุณรักค่อนข้างสั่นคลอน (หมายถึงมีองค์ประกอบของความเคลือบแคลงใจอยู่ด้วย) ความรู้สึกไม่มั่นใจนี้จะไม่ทำให้เกิดความทะนงตัวและมองข้ามคุณค่าของอีกฝ่าย ด้วยเหตุนี้คุณจึงต้องสร้างองค์ประกอบของความไม่แน่นอนขึ้น ไม่อย่างนั้นคุณก็จะสูญเสียความหลงใหลซึ่งผลักดันให้เกิดความสัมพันธ์อีกทอดหนึ่ง 7.เนื่องจากใครบางคนอาจจากเราไปได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วย แล้วทําไมเรายังต้องสร้างความเคลือบแคลงใจให้เพิ่ม มากขึ้นอีก คําตอบคือ ถ้าคุณทั้งสองมีความรักให้กันแล้วก็ไม่จําเป็น ต้องทําเช่นนั่นเลย วิธีนี้ใช้สําหรับผู้ที่ยังก้าวไปไม่ถึงขั้นนั้น เป็นวิธีสําหรับ ผู้ที่ต้องการสร้าง "บรรยากาศ" แห่งความไม่แน่นอนขึ้นเป็นการชั่วคราวเท่านั้น 8.ทําไมถึงไม่สามารถมีความสัมพันธ์ที่เปิดเผยและเชื่อใจกันได้ แน่นอนว่าคุณทําได้ เพียงแต่ต้องรอจนกว่าคุณทั้งสองจะมีความรักให้กันเสียก่อน เหตุผลเป็นเพราะกลวิธีทั้งสามข้อข้างต้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของอัตตาและคิดค้นขึ้นเพื่อบ่าคุณก้าวมาสู่จุดนี้ หลังจากนี้ไปคุณควรเลิกใช้วิธีดังกล่าว เพื่อที่คุณจะได้ก้าวสู่ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและยืนยาว 9.กล่าวโดยสรุปคือ ความรักหมายถึงการไม่เห็นแก่อัตตาหรือ “ตัวเอง” และเมื่อความรักได้ฝังรากลงเรียบร้อยแล้ว ความสัมพันธ์นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะที่ยิ่งอีกฝ่ายพร้อมจะอยู่กับคุณและท่าเพื่อคุณมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่ง รักเขามากขึ้นเท่านั้น ส่วนในเรื่องของความหลงใหล หากคุณเริ่มรู้สึก ว่าตัวเองกําลังจะกลายเป็นของตาย คุณก็แค่ต้องสร้างความไม่แน่นอนอะไรบางอย่างขึ้นมาเท่านั้นเอง 10.ในการเจรจาต่อรอง คนที่ชอบพูดในทํานองว่า “ฉันจะไปแล้ว “คุณต้องทําตามที่ฉันขอ” “ฉันจะไม่ยอมตกลงตามนั้นหรอก” หรือ “คุณกําลังจะเสียฉันไป” มักจะไม่ไปไหนหรอก เพราะเขากําลังพูดปั่นหัวคุณอยู่ ความมั่นใจมักจะแสดงออกได้ด้วยตัวของมันเอง คนที่รู้สึกไม่มั่นคงเท่านั้นที่จะบอกคุณว่าเขามีความมั่นใจมากแค่ไหน เพราะนั่นเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะทําให้คุณรู้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณได้ยินคําพูดที่คล้ายคลึงกับข้อความต่อไปนี้ในการต่อรองใดๆละก็ มันมักจะสะท้อนให้เห็นว่าคนคนนั้นพูดจริงและไม่ได้กําลังปั่นหัวคุณอยู่“ฉันเสียใจที่คุณรู้สึกอย่างนั้น” “ฉันไม่ได้เสียความรู้สึกอะไรหรอก” “ฉันไม่เห็นด้วย แต่ขอให้ฉันได้ใช้เวลาคิดทบทวนสักนิดก่อน” จ๋าไว้ว่า คนที่มีความมั่นใจ (ซึ่งไม่ได้กําลังปั่นหัวคุณอยู่) จะไม่สนใจว่าเขากําลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไร เขาไม่ห่วงภาพลักษณ์ของตัวเอง ต่างจากคนที่กำลังปั่นหัวคุณซึ่งจะสนใจใคร่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไรเกี่ยวกับตัวเขา 11.มีผลการศึกษาจํานวนมากที่สรุปว่าคุณจะต้องกระตุ้นความสนใจไปที่อารมณ์ของบุคคลนั้นให้ได้ถ้าคุณอยากจูงใจเขา ไม่ว่าข้อโต้แย้งของ คุณจะมีหลักการหรือมีเหตุผลมากเพียงใด หากคุณไม่สามารถเร้า อารมณ์ของเขาได้ก็ถือเป็นเรื่องยากที่คุณจะโน้มน้าวใจเขา แม้กลวิธีบางอย่างครีเอเตอร์เองก็อาจจะทำไม่ได้ เนื่องด้วยเหตุปัจจัยยังไม่เอื้ออำนวย เราไม่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้าม หรือเราอาจไม่รู้ในสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการจริงๆ หนังสือเล่มนี้ได้มอบกลวิธีทางจิตวิทยาเพื่อแก้ไขที่ตัวปัญหา แต่ไม่ใช่ที่ตัวบุคคล มันอาจช่วยควบคุมสถานการณ์ในความสัมพันธ์ที่รุนแรง แต่ไม่สามารถช่วยให้คบหากันอย่างสนิทใจได้ ทั้งนี้เราต้องเข้าใจด้วยว่าต้นเหตุของปัญหาจริงๆอยู่ที่ตัวเขาหรืออยู่ที่ตัวเราเอง กลวิธีจิตวิทยาเล่มนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นหนังสือจิตวิทยาอย่างแท้จริง นอกจากนี้เรายังอาจช่วยคนอื่นด้วยความรู้ที่เรามี ซึ่งช่วยให้ชีวิตโดยรวมของเรารู้สึกดีขึ้นกว่าที่เคยด้วย เครดิตภาพ ภาพปก ภาพที่ 1 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ เป็นผู้ใหญ่แล้วหาเพื่อนยากจัง รีวิวหนังสือ เรื่องที่สำคัญจนต้องกระซิบเสียงเบา รีวิวหนังสือ The Red Book of MANIFEST วาจาประกาศิต เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !