The Great Flood ไม่คาดหวังแต่ยังผิดหวัง เนื้อเรื่องย่อ: อันนาได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับน้ำที่กำลังท่วมเต็มห้อง เธอจึงต้องพาลูกของตัวเองหนีไปอยู่ที่ที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้ แต่แล้วเมื่อความจริงเปิดเผยว่าภัยที่แท้จริงไม่ใช่น้ำท่วม แต่เป็นการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ กุญแจสำคัญอาจไม่ใช่การหนีแต่เป็นการเผชิญหน้าและเริ่มต้นใหม่อีกครั้งและอีกครั้ง รับชมหนังซีรีส์ระดับพรีเมียม กดสมัคร TrueID+ ดูได้ทุกที่ 24ชม. คลิก!! ตัวอย่างภาพยนตร์ https://youtu.be/hNvyGaUKt00?si=379dd4EvrTsrL8yq ความรู้สึกก่อนดู: ตอนที่ผมได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ในครั้งแรก ผมต้องยอมรับว่าเป็นภาพยนตร์ที่น่าดูมาก ๆ เนื่องจากว่าผมก็เป็นคนนึงที่ชอบดูภาพยนตร์แนวภัยพิบัติ แต่ทว่าภายในตัวอย่างนั้นจะมีอยู่สองฉากที่ผมรู้สึกตะงิด ๆ และรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้างจึงทำให้ผมได้กดเข้ามาดูหนังเรื่องนี้ทันทีหลังจากได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์ คะแนนก่อนดูผมขอให้ 6/10 มีความอยากดูระดับนึงแต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเพราะเนื่องจากภาพยนตร์ในตะกูล Netflix มักจะจบไม่สวยหรือค้างคามาก ๆ อยู่เสมอ Review รีวิวเนื้อเรื่องและการเล่าเรื่อง: ชอบการนำเสนอและแนวทางของหนังเรื่องนี้แต่ไม่ชอบที่เนื้อเรื่องครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไปได้ไม่สุดเท่าไหร่ ยังขาดตรงนั้นตรงนี้และมีจุดที่ไม่สมบูรณ์อยู่ ในช่วงแรก ๆ ดำเนินเรื่องไม่เร็วและไม่ช้ามาก พยายามดำเนินเรื่องให้เราคิดเยอะแยะไปหมด เนื้อเรื่องทั้งหมดที่เราดูในช่วงแรก ๆ จะรู้สึกอึดอัด ค่อยลุ้น และสงสัย พร้อมกับคอยเอาใจช่วยแม่ลูกคู่นี้อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่นานมากเนื้อเรื่องที่เราสงสัยในหลาย ๆ จุดจะเริ่มกระจ่างมากขึ้นตอนช่วงเวลา 20 นาที แต่หลังจากนั้นเนื้อเรื่องเล่าเร็วแบบไม่ห่วงเลยว่าคนดูจะตามทัน หรือเข้าใจสิ่งที่หนังจะสื่อหรือเปล่า และหลังจากที่ผ่านครึ่งชั่วโมงแรกมาแล้วเราจะรู้สึกเลยว่าหนังเหมือนจะทำท่าจะตัดจบให้ได้ จนบางทีผมเผลอกดดูว่าหนังจะจบแล้วหรอ?? ทำไมจบง่ายจัง แต่เมื่อทนดูได้ 50 นาที อารมณ์ของหนังจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงตัวละครเริ่มพูด และกระทำอะไรอะไรแปลก ๆ บอกได้เลยว่าอีรุงตุงนังไปหมดในช่วงแรกที่หนังได้ทิ้งอะไรไว้ เนื้อเรื่องช่วงหลัง ตัวละครได้กลับมาตามเก็บเหมือนกับอยากใส่เหตุการณ์อะไรก็ใส่เข้ามาเพื่อให้หนังมันยาวขึ้นเท่านั้นจนบางทีเราคนดูลืมไปเลยว่าคุณแม่กูอันนาเป้าหมายหลักคืออะไรแล้วนะ จนมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ตัวละครพยายามเตือนสติคนดูว่าตอนนี้กำลังหาอะไร และในบางฉากเหมือนจะมีเหตุผลแต่ผมว่าฉากบางฉากไม่ต้องใส่มาให้ดูก็ได้มั้ง? ตัดออกแล้วเล่าตรงๆไม่ต้องใช้ท่ายากคนดูอาจจะเชื่อได้มากกว่านี้ เนื้อเรื่องเหมือนจะมีอะไรให้เล่าเยอะ แต่ถ้าว่ากันเรื่องพลอตหนังผมว่ายังจำเจมาก ๆ เหมือนหนังฝรั่งเก่า ๆ ที่ผมเคยดู ช่วยมนุษยชาติให้ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปโน้นนี่นั้นบรา ๆ ถึงแม้จะหักมุมแต่กลับรู้สึกเหมือนทำให้เนื้อเรื่องยุ่งเหยิง และสงสัยตลอดเวลาดูหนังเรื่องนี้ โดยส่วนตัวคิดว่าหนังเรื่องนี้ควรทำเป็นซีรี่ย์เรื่องยาวแทนที่จะเล่าในภาพยนตร์ที่จบแค่ 2 ชั่วโมงเพราะสามารถเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ได้ลึก และยิ่งช่วงสุดท้ายถ้าค่อย ๆ เฉลยความจริงออกมาผมว่าคงจึ้งมากแน่ ๆ ผมบอกได้เลยเรื่องนี้จะต้องสนุกมากกว่าแน่นอน โดยรวมผมขอสรุปภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าทั้งชอบทั้งไม่ชอบมีความรู้สึกทั้งสองปนกันอยู่ในหนังเรื่องนี้ ชอบท่ายากที่ผู้กำกับใช้การลำดับภาพทำให้เราคนดูเข้าใจผิดจนได้มารู้เฉลยทำผมสตั้นไปหลายนาทีเหมือนกันกว่าจะกลับตั้งหลักได้ก็เกือบจะท้ายเรื่องแล้วเพราะระหว่างทางจะมีแต่คำถามว่า ทำไม? ทำไปไม? โดดไปทำไม? มีเหตุผลอะไร? รีวิวการแสดง: แต่ละตัวละครนักแสดงสามารถแสดงออกมาได้ดีครับ ผมไม่ค่อยมีปัญหากับนักแสดงของประเทศเกาหลีเท่าไหร่เพราะไม่ว่าเรื่องไหน ๆ แสดงดีกันทุกคน เล่นได้ไม่แข็งในช่วงแรกของหนังทำให้เราเอาใจช่วย กูอันนา(แม่) ชินจาอิน(ลูก) ว่าจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้ยังไง ส่วนใครที่บอกว่าเด็กน้อยชินจาอินน่ารำคาญแสดงว่าการแสดงของน้องประสบความสำเร็จครับ การแสดงผมไม่ติดอะไรเลยกับเรื่องนี้ แต่ถ้าจะให้ผมติผมว่าบทของคุณแม่ผมยังไม่เชื่อเท่าไหร่นะว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญสักเท่าไหร่ เหตุผลจะขยายความในตัวละครที่ชอบครับ รีวิวงานสร้างCG: น้ำมีบางช่วงที่เกิดอาการลอย แต่เนียนตาดีครับเชื่อได้ว่าเป็นน้ำส่วนฉากบนด้านฟ้าในส่วนท้องฟ้ามีลอยบ้าง แต่ส่วนอื่น ๆ ผมชอบฉากที่เป็นตึกและน้ำที่ทำให้ผมรู้สึกเคว้งคว้างและโดดเดียวมาก ๆ ซึ่งผมชอบเพราะเข้ากันกับหนังแนวภัยพิบัติได้ดี เอาเป็นว่า CG ทำได้ตามภาพยนตร์เข้าฉายบนสตีมมิ่งครับ ตัวละครที่ชอบและไม่ชอบ: ชอบ: แม่ (กูอันนา) ควบคุมอารมณ์กับลูกตัวเองได้ดีมาก พยายามช่วยเหลือถึงแม้รู้ว่าตัวเองจะติดลูปการทดลอง มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีมากจนบางทีรู้สึกเหมือนจะเก่งกว่าเจ้าหน้าที่ที่มารับซะอีก แต่ถ้าให้พูดถึงความสมจริง และการพัฒนาการของตัวละครรู้สึกยังไม่อิน และไม่เชื่อเท่าไหร่เพราะกูอันนาไม่มีฉากให้ที่ทำให้เราเชื่อเลยว่าเป็นดร. เก่งเฉพาะทางจริง ๆ นอกจากการเล่าผ่านคำพูดของตัวละครอื่น ๆ และฉากเล่าย้อนหลังเท่านั้นเพราะการอธิบายรายละเอียดอะไรต่าง ๆ ที่เข้าใจยาก ๆ เหมือนจะพูดแค่พอผิว ๆ ให้คนดูเข้าใจ และให้รู้ภูมิหลังของตัวละครเท่านั้นนอกนั้นมโนเอาเองว่าเก่งยังไง ไม่ชอบ: ลูก (ชินจาอิน) เป็นเด็กที่โวยวาย งอแง เอาแต่ใจ ไม่ฟังใคร จุดที่ไม่ชอบ และรู้สึกขัดใจกับตัวละครนี้คือแทบเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณแม่ต้องปวดหัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าใครที่มีโรคไม่ชอบอยู่ใกล้เด็กแล้วละก็ เด็กคนนี้มีบางจังหวะที่เราคนดูอยากจะเข้าไปหยุมหัวน้องให้หัวเราะจนน้ำตาไหลแรง ๆ เฉย ๆ : ซนฮีโจ จนท.อารักขา ตัวละครนี้เหมือนจะเก่งนะ แต่ก็การแก้ปัญหาต่าง ๆ มักจะเป็นการใช้พละกำลังมากกว่าการใช้สมองเพื่อให้ตัวละครนี้ดูเท่แต่กลับไม่ใช่เลยบางจังหวะรู้สึกเหมือนเป็นตัวถ่วงอีกคนภายในเรื่องด้วยซ้ำ ความรู้สึกหลังดูจบและให้คะแนน: ขอนิยามสั้น ๆ กับภาพยนตร์เองนี้ว่า เป็นความรู้ที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หน่วง ๆ ยังไงอย่างนั้น สนุกนะถ้าดูเอาสนุกไม่คิดมาก แต่ถ้าดูจริงจังเรื่องนี้จะแสดงความไม่สมบูรณ์แบบออกมาให้เราได้เห็นอยู่หลายจุด ผมขอให้คะแนนหลังดูที่ 6/10 ครับ ก็มันหน่วงอะ ชอบการนำเสนอในมุมแปลก และท่ายากที่ทำให้ผมเข้าใจผิด แต่การเฉลยยังไม่จึ้งเท่าไหร่ครับ ถ้าใครจะดูจริงจังผมว่ายังไม่ค่อยคุ้มค่ากับเวลา แต่ถ้าใครที่เปิดไว้แล้วรีดผ้า หรือ ขายของไปด้วยอันนี้พอได้ครับ คะแนนจากความเห็นส่วนตัว คะแนนก่อนดู: 6/10 คะแนนหลังดู: 6/10 คะแนนความคุ้มค่าเวลา: 5/10 รวม: 5.5/10 เพื่อน ๆ มีใครคิดเหมือนผมต่างจากนี้ สามารถคอมเม้นให้ผมรู้ในช่องคอมเม้นหน่อยนะครับ สำหรับวันนี้อย่าลืมดูหนังนะครับ เครดิต: รูปภาพปกบทความ จาก Netflix Korea คลิปวีดีโอตัวอย่าง จาก Netflix Thailand รูปภาพประกอบบทความ: รูปที่1, รูปที่2, รูปที่3, รูปที่4, รูปที่5, รูปที่6, รูปที่7, รูปที่8, รูปที่9, รูปที่10, รูปที่11, รูปที่12, รูปที่13 จาก Netflix Korea จะฟังเพลงหรือดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !