** Warning : เปิดเผยเนื้อหาบางส่วน ** ถ้าพูดถึงภาพยนตร์ LGBTQ+ ที่กำลังมีคนพูดถึงอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่อง Red White and Royal Blue ที่กำลังฉายอยู่ในสตรีมมิ่งที่กำลังเติบโตในขณะนี้เช่นกันอย่าง Prime Video ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เองพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง อเล็กซ์ คลามอนต์ ดีแแอส ( แสดงโดย เทเลอร์ ซากคาร์ เปเรซ) ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของ ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกา เอเลน คลามอนต์ ( แสดงโดย อุมา เทอร์แมน) และ เจ้าชายเฮนรี่ (แสดงโดย นิกโคลาส กาลิสไสตน์) เจ้าชายแห่งเกาะอังกฤษที่เกิดจับพลัดจับผลู ร่วมกันสร้างวีรกรรมที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไม่ได้ตั้งใจ จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ทั้งสองต้องติดต่อและสร้างภาพร่วมกันว่าเป็น “เพื่อนรัก” เพื่อให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศยังคงมีอยู่ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อความสัมพันธ์จากเพื่อนรักปลอมๆ พัฒนาไปสู่ “คนรัก” อย่างไม่น่าเชื่อ ความสัมพันธ์ครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่เฉพาะส่งผลกระทบต่อแค่คนสองคน แต่ยัง มีการเมือง สถานบันและความสัมพันธ์ระดับประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง แค่เรื่องย่อก็น่าสนใจแล้ว ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ rom-com ที่นำเสนอมุมมองของการ coming out ผ่านตัวละครที่มีภาพลักษณ์แตกต่างออกไปจากภาพยนตร์หรือซีรี่ย์ LGBTQ+ ที่ผ่านมา ซึ่งมักจะให้พื้นที่ของตัวละครเป็นบุคคลธรรมดา เช่น นักเรียน พนักงานออฟฟิศ เป็นต้น ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เห็นถึงการเติบโตของคาแรกเตอร์ที่น่าสนใจในแวดวงของภาพยนตร์สไตล์นี้ซึ่งยอมรับได้ว่ากำลังเป็นที่จับตามองในวงการ ภาพยนตร์นี้ได้รับการดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดี ของ เคซี่ย์ แมคควิสตัน (Casey Mcquiston) ซึ่งหากใครอยากติดตามเนื้อหาที่เข้มข้นและครบรสไม่แพ้ในหนัง สามารถไปหาซื้อกันได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปได้เลย นอกจากเป็นที่ฮือฮาจากนักแสดงและเนื้อเรื่องย่อแล้ว ประเด็นที่สอดแทรกภายในหนังโรแมนติกคอมมาดี้เรื่องนี้นั้น ยังมีประเด็นที่ร่วมสมัยและน่าสนใจ โดยเฉพาะการพูดถึงการ comimg out ของอเล็กซ์ ที่ผู้เขียนขอนำบางส่วนที่ประทับใจมาแนะนำให้แก่ผู้อ่านตามด้านล่าง‘The truth is every queer person has the right to come out on their own terms, and on their own timeline. They also have the right to choose not to come out at all. The forced conformity of the closet can not be answered with the forced conformity in coming out of it.This isn’t about shame. This is about privacy and the fundamental right of self-determination which are exactly the principles on which the struggle for queer liberation has always been fought.’ (ความจริงที่ว่าชาวเควียร์นั้นมีสิทธิ์ที่จะเปิดเผยตัวตนของตนเองให้แก่ผู้อื่นรับรู้นั้นเป็นสิทธิ์บนความต้องการและช่วงเวลาที่ผู้คนเหล่านั้นเห็นว่าเหมาะสม พวกเขามีสิทธิ์ที่จะไม่บอกตัวตนของพวกเขาเช่นกัน การบังคับให้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องเปิดเผยตัวตนของตนเองโดยไม่สมัครใจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควร สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความละอายในตัวตนของพวกเขา แต่เป็นเรื่องของความเป็นส่วนตัวของบุคคลนั้นๆ ซึ่งเป็นสิทธิ์พื้นฐานซึ่งตั้งต้นมาจากความตั้งใจในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่เกิดขึ้นจนถึงทุกวันนี้) ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวที่สอดคล้องกับการ comimng out ของตัวละคร ถือเป็นประเด็นใหม่ที่สร้างมิติให้กับสังคม LGBTQ+ หากเป็นในฉบับนวนิยายเองก็จะมีส่วนที่มีการเซ็นชื่อใน Non disclosure agreement : NDA (ข้อตกลงที่จะไม่เปิดเผยข้อมูล) ของทั้งฝั่งเจ้าชายและอเล็กซ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งจุดนี้ยังเป็นการนำเสนอความเป็นส่วนตัวที่มีผลทางกฎหมายอีกด้วย การนำเสนอความเป็นส่วนตัวในมุมมองนี้เองเป็นเหมือนการยอมรับถึงกลุ่มชาว LGBTQ+ ที่มัดถูกผลักดันหรือถูกบอกให้อธิบายหรือแสดงตัวตนออกมาเพื่อให้คนอื่นเข้าใจและเคารพในสิทธิ์ของพวกเขา แต่ในขณะเดียวกันนั้นกลุ่มคนที่สับสนหรือกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับเพศวิถี (sexuality) นั้นเองก็ยังคงมีความกังกวลเกี่ยวกับการพูดถึงหรืออธิบายตัวตนของตนเอง หนังเรื่องนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงการไม่ออกมาพูดหรือเปิดเผยนั้นก็เป็นสิทธิ์และเป็น”เรื่องปกติ” เช่นกันที่ไม่จำเป็นจะต้องเปิดเผยตัวตนให้กับผู้อื่นรับรู้ อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีและมีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจเป็นบันไดขั้นต่อไปให้หนังหรือซีรี่ย์ LGBTQ+ ได้เติบโตและมีมิติที่สอดคล้องกับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งขึ้นไป end noteภาพปก และ ภาพประกอบที่ 1 : ขอบคุณภาพจาก X(Twitter) / ภาพประกอบที่ 2 : ขอบคุณภาพจาก X(Twitter) / ภาพประกอบที่ 3 : ขอบคุณภาพจาก X (Twitter) /ภาพประกอบที่ 4 : ขอบคุณภาพจาก X(Twitter)คอมมูนิตี้ “โลกคนรักหนัง” ห้องหวีดซีรีส์ดังออกใหม่มาแรง ป้ายยาหนังดีหนังโดน