ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของหนังที่กล่าวถึงความ มูฟออน แต่อย่างใดผมก็ไม่ทราบก่อนหน้านี้คือ Where we belong ที่กล่าวถึงซู หญิงสาวที่ต้องการจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่แท้จริงแล้วเธอแค่ต้องการจะไปจากที่นี้เท่านั้นหรือล่าสุดของ ออริจินอลNetflix Marriage story ที่กล่าวถึงครอบครัวที่กำลังจะอย่าร้าง และต่างคนก็ต่างยกหาสาเหตุของความดีตัวเองขึ้นมาให้มากที่สุดหรือซีรี่ของ Line tv ล่าสุด 365 วันบ้านฉัน บ้านเธอ ก็มีสารของการไม่กล้าเปิดใจ มูฟออนไปเจอสิ่งใหม่ ๆและในครั้งนี้ ฮาวทูทิ้ง หนังรักส่งท้ายปี ที่กล่าวถึงเรื่องการมูฟออนอย่างตรงไป ตรงมา หนังเริ่มตอนจบที่ต้นเรื่องเรารู้แล้วว่าสุดท้ายนางเองนั้น สามารถจัดบ้านแบบโล่ง ๆ ได้ตามความต้องการที่ถูกกล่าวไว้ตั้งแต่ตัวอย่างหนังเข้าแล้ว “เต๋อ นวพล” ก็ได้พาเราย้อนกลับไปยังก่อนวันที่จะทำมันสำเร็จขอบคุณรูปภาพจาก sanook.comStep 1 การเล่าเรื่องนับจากฟรีแลนซ์แล้ว นวพล ก็ไม่ทำอะไรแมส ๆ มาหลายปี การกลับมาครั้งนี้ร่วมด้วย GDH จึงน่าจะเป็นการแมส ครั้งยิ่งใหญ่แต่เปล่าเลย ความแมสของหนังเทียบไม่ได้เท่าฟรีแลนซ์ แต่ฮาวทูทิ้ง เป็นเหมือนตัวต่อตัวหนึ่ง ที่มีรูปตัวอย่างมาให้เราได้ต่อตามแล้ว แต่จะต่อยังไง มันขึ้นอยู่กับเราตัวหนังเล่าเรื่องด้วยความเงียบเป็นหลัก เงียบจนไม่กล้าที่จะเคี้ยวอะไรทั้งสิ้น และความเงียบนั้นเองที่ทำให้เราอึดอัดจนแทบจะเป็นบ้า และด้วยเฟรมของหนังที่ผิดธรรมชาติภาพยนตร์ในยุคปัจจุบันแล้วด้วย ยิ่งเสริมสร้างความระแคะระคายได้อย่างยิ่งยวดแม้ว่าตัวหนังจะกล่าวถึงการมูฟออน ของตัวละคร ฉากFlashback ภาพจำในอดีตนั้นคงควรค่าจะเป็นสิ่งที่ประจบอยู่กับหนังแนวนี้ แต่นวพล กลับเลือกที่จะเล่าเรื่องปัจจุบันอย่างเดียว ใช้บทพูดที่คมคาย ของระหว่างสองพูดคุยกันถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ปล่อยให้คนดูฟังแล้วตัดสินเอาเองว่า ในอดีตของพวกเขา ทำอะไรลงไปในระหว่างที่เดินทางของเรื่อง ทำให้เราได้รู้ว่า ใครรอบตัวเราหลาย ๆ คน ต่างไม่สามารถมูฟออนได้เช่นกัน นั้นคือ “แม่”บทของแม่ที่ดูเป็นแม่ขี้โมโหทั่วไป แต่สิ่งที่เป็นที่น่าจดจำในฐานะ แม่ของเรื่อง คือการที่เธอไม่สามารถ มูฟออนต่อไปได้ เป็นคนแก่ที่อกหัก ไม่ต่างจากวัยรุ่นเรา ๆ เสียหรอก แต่ตัวหนังเองก็ไม่ได้ชี้ให้เห็นชัดว่า คนที่เห็นแก่ตัวในเรื่องนี้เป็นใครกันแน่เพราะต่างแล้ว คนเราก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นพุทธมากแค่ไหน แต่หากวันหนึ่ง มันจะต้องเห็นแก่ตัวเพื่อการก้าวหน้าของตัวเอง มันก็ต้องทำจึงเป็นการมาในนิยามใหม่ของคำว่า “ขอโทษ” เพราะบางทีเราขอโทษไป แต่ไม่ได้รู้สึกผิดจริง ๆ แต่แค่อยากให้ตัวเองรู้สึกโล่ง ไม่รู้สึกผิดอะไร แต่กลับกันคนที่ถูกขอให้ยกโทษ เขายังคงจดจำเสมอมา กลายเป็นว่า คนที่ยังเจ็บอยู่ ก็เจ็บไปแต่คนที่โล่งแล้ว จะไปไหนก็ไป มันน่าโมโหนัก ให้ตายสิขอบคุณรูปภาพจาก sanook.comStep 2 เพลงประกอบเสียงประกอบหนังของนวพล เรียกได้ว่าทำมาได้ดีทุกเรื่องเลยจริง ๆผมไม่เคยฟัง The toys มาก่อนเลย จนกระทั้งการมาของ ทิ้งแต่เก็บ ที่ทำให้ผมเปิดใจรับฟังสิ่งใหม่ และหลงใหลในเสียงร้องของเขาโดยเฉพาะกับฮาวทูทิ้ง ที่เลือกจะใช้เสียงประกอบของแจ๊ส ที่เป็นเพลงสบาย ๆ เหมือนชีวิตของคนที่กำลังก้าวเดินต่อไปข้างหน้าแต่พูดก็พูด ก็ดั่งคำหลอกหลวงตัวเอง จะบอกว่าชีวิตฉันสบาย ๆ ไปมากแค่ไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ลึก ๆ มันอึดอัดจนแทบอยากอ้วกให้หมดไส้หมดพุงการใช้เพลงแจ๊ส ประกอบในบางช๊อต เรียกได้ว่าทรงพลังมากจริง ๆโดยเฉพาะในซีนหนึ่ง ที่เพลงประกอบเป็นแค่เสียง ทรัมเป็ต เป่าดัง ๆ หนึ่งครั้ง แล้วเว้นว่างซักระยะ ก่อนจะเป่าขึ้นอีกครั้งเป็นเหมือนรหัสมอสขอความช่วยเหลือ ที่ถูกส่งออกมาจากจิตใจของตัวละครและเราผู้ดู ก็ทำได้แค่นั่งมองมัน แต่ช่วยอะไรไม่ได้เลยซักอย่างเดียวเพราะการก้าวต่อไปของใครทุกคน ไม่มีใครช่วยได้ เว้นแต่ตัวเราเองขอบคุณรูปภาพจาก sanook.comStep 3 อินแค่ไหนให้ถามใจตัวเองอย่างที่ว่าหนังเรื่องนี้เหมือนตัวต่อ ต่ออย่างไรให้เป็นรูปร่างดั่งต้องการ ก็คงอยู่ที่ประสบการณ์การต่อตัวต่อของเรามันผ่านมาโฉกโฉนแค่ไหน เรายังคงเจ็บและฝังลึกกับคนเดิมอยู่ไหม หรือ เรากำลังหลอกตัวเองว่าเดินต่อไปได้แล้วกันแน่ผมได้ไปดูเรื่องนี้กับเพื่อน และดูเหมือนเพื่อนของผม เขาจะอินเป็นพิเศษขอบคุณรูปภาพจาก sanook.com สุดท้าย ฮาวทูทิ้ง เป็นหนังแมสในฉบับของคนที่ชอบอ่านหนังสือแนว ความเรียง เรียงความ การก้าวผ่านความเจ็บปวด ของความรัก และความสัมพันธ์นานาชนิด ที่วางอยู่บนชั้นหนังสือ B2sเพียงแต่ ฮาวทูทิ้ง เล่าเรื่องด้วยภาพ ไม่ใช่ตัวอักษรและจะอินมากเป็นพิเศษสำหรับใครบางคนที่ยังไม่สามารถมูฟออนจากคนเดิมไปได้ ยังคงมีเขาฝังลึกอยู่ในใจเสมอ ขอบคุณรูปภาพจาก sanook.com