รีเซต

นักวิเคราะห์คาด "No Time to Die" อาจเปิดตัวรายได้ระดับ 60-80 ล้านเหรียญ

นักวิเคราะห์คาด "No Time to Die" อาจเปิดตัวรายได้ระดับ 60-80 ล้านเหรียญ
Jeaneration
22 กันยายน 2564 ( 08:00 )
159

ข่าวสารวงการหนัง No Time to Die

หลังจากที่เคยเป็นหนังเรื่องแรกที่ไหวตัวและเลื่อนโปรแกรมฉายก่อนใครเพื่อน ในช่วงที่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดหนักในช่วงต้นปี 2020 บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ "No Time to Die" หนังสายลับ เจมส์ บอนด์ ภาคล่าสุดจะได้ฤกษ์ออกฉาย และไม่น่าจะมีการเลื่อนกำหนดฉายไปอีก การปิดตำนานรับบทบาท 007 ของ "แดเนียล เคร็ก" กำลังจะสิ้นสุดลงอย่างสวยงาม ซึ่งดูเหมือนว่านักวิเคราะห์ได้มองว่าหนังจะทำผลลัพธ์ได้ค่อนข้างน่าพอใจในยุค New Normal

Boxoffice.com เปิดเผยว่า No Time to Die จะเปิดตัวฉายวงกว้างในสหรัฐอเมริกา วันที่ 8 ตุลาคมนี้ โดยคาดว่าหนังจะทำเงินเปิดตัว 3 วันแรก ด้วยรายได้ประมาณ 56-85 ล้านเหรียญ โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ในตลาดหนังของอเมริกาเริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ และแฟรนไชส์หนัง 007 ก็มีแฟนพันธุ์แท้เหนียวแน่น ผู้ชมเพศชายที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักน่าจะออกไปอุดหนุนดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดตัว

คาดการณ์รายได้เปิดตัว No Time to Die

ไม่เพียงเท่านั้น หนังเรื่องนี้ยังถือเป็นการปิดตัวและปิดฉากในการรับบาทของ แดเนียล เคร็ก ที่เขารับบทนี้มายาวนานถึง 15 ปี กับหนังทั้งหมด 5 ภาค โดยที่หนังจะลงฉายในโรงภาพยนตร์เพียงเท่านั้น ไม่มีการฉายผ่านบริการสตรีมมิ่งแต่อย่างใด ขณะที่กระแสตอบรับของหนังก็ถือว่าน่าพอใจ เห็นได้จากฟีดแบกในทีเซอร์ตัวอย่างหนังฉบับต่างๆ ที่ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ปลายปี 2019 ยังคงมีแฟนๆ เฝ้ารอดูอยู่เสมอ

ทั้งนี้ Boxoffice.com ยังคาดการณ์ด้วยว่า No Time to Die อาจจะเก็บรายได้ในอเมริกาทั้งหมดได้ที่ 140-240 ล้านเหรียญ เป็นการวางตัวเลขเอาไว้กว้างๆ เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถเข้ามาผันแปรหนังเรื่องนี้ได้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์โรคระบาดที่ยังไม่น่าไว้วางใจ รวมทั้งกระแสคำวิจารณ์ของหนังที่เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นความสนใจให้กับผู้ชม อีกทั้งหนังยังฉายตามหลัง "Venom: Let There Be Carnage" กับ "The Many Saints of Newark" ที่เป็นหนังที่เน้นขายกลุ่มผู้ชมเพศชายเช่นกัน

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2020 Boxoffice.com เคยวิเคราะห์คาดการณ์ตัวเลขรายได้หนังเรื่องนี้ไว้ ก่อนที่จะเกิดโรคระบาดขึ้น โดยในตอนนั้นสถานการณ์ยังถือว่าค่อนข้างปกติ นักวิเคราะห์เคยมองว่าหนังจะเป็นตัวได้ที่ 80-90 ล้านเหรียญใน 3 วันแรก และจะทำยอดรวมทั้งหมดได้ที่ 270 ล้านเหรียญ แต่ปรากฏว่าหนังก็ต้องเลื่อนฉายไปเสียก่อน เพราะสถานการณ์ที่เลวร้ายลง

No Time to Die ถือว่าเป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างสูงที่ 250 ล้านเหรียญ เป็นรองแค่เพียงหนังภาคที่แล้ว "Spectre" (300 ล้านเหรียญ) เท่านั้น โดยหนัง เจมส์ บอนด์ ที่มี แดเนียล เคร็ก แสดงนำนั้น ที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็คือภาค "Skyfall" ที่เปิดตัวได้ดีที่สุดกับ 88 ล้านเหรียญ และทำเงินในอเมริกาไปได้ 300 ล้านเหรียญคาบเส้นพอดิบพอดี และเป็นหนังที่ทำเงินรวมทั่วโลกได้มากกว่า 1 พันล้านเหรียญ

ทั้งนี้ No Time to Die ถือว่าเป็นหนังที่ทิ้งช่วงระหว่างภาคต่อที่ยาวนานที่สุดถึง 6 ปี นับตั้งแต่ภาค "The Living Daylights" (1989) กับ "GoldenEye" (1995) แต่ส่วนหนึ่งที่ทิ้งช่วงห่างก็เพราะสถานการณ์ไม่ปกติ ที่จำเป็นต้องเลื่อนฉายออกไปเรื่อยๆ แม้ว่านักวิเคราะห์จะมองว่าหนังจะทำเงินได้ไม่คุ้มทุนสร้างในอเมริกา แต่หนังก็น่าจะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำในตลาดต่างประเทศอย่างมโหฬารเช่นเดียวกัน

 ----------------------------------------------------

กดเลย >> community แห่งความบันเทิง 📸เมาท์ข่าวดารา กับเจ๊รุงรังขังรวม
ทั้งข่าว หนัง ซีรีส์ 🍿ละคร ดนตรี และศิลปินไอดอล 😍ที่คุณชื่นชอบ บนแอปทรูไอดี

>> ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID <<

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย >> https://bit.ly/3xEgdAa