รีเซต

ไทกา ไวทีที ยอมรับงาน "Thor: Ragnarok" เพราะความจน อยากหาเงินเลี้ยงลูก

ไทกา ไวทีที ยอมรับงาน "Thor: Ragnarok" เพราะความจน อยากหาเงินเลี้ยงลูก
แบไต๋
29 พฤศจิกายน 2566 ( 07:00 )
107

แม้ว่ากระแสของภาพยนตร์ภาคที่ 4 ของเทพเจ้าสายฟ้าอย่าง ‘Thor: Love and Thunder’ (2022) จะออกแนวคาบลูกคาบดอก จนกลายเป็นหนังเฟส 4 ของ MCU อีกเรื่องที่ไม่โดนใจแฟน ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไทกา ไวทีที (Taika Waititi) ผู้กำกับสายฮาชาวนิวซีแลนด์ คือผู้ที่ปลุกชีพให้ธอร์เป็นที่รู้จัก

แต่อย่างที่ทราบกันว่า หลังจากจบงานของเขาไปใน ‘Thor: Love and Thunder’ งานของไวทีทีกับทาง Marvel Studios นับจากนี้ก็น่าจะน้อยลงไป เพราะเขากลายเป็นผู้กำกับที่มีงานชุก ไม่ว่าจะเป็นการดูแลภาพยนตร์ Star Wars ภาคใหม่ หนังไลฟ์แอ็กชันจากอนิเมะดัง ‘Akira’ และอีกมากมาย รวมทั้งหนังคอมีดี้กีฬาฟุตบอลฟอร์มเล็กที่กำลังจะเข้าฉายเร็ว ๆ นี้อย่าง ‘Next Goal Wins’

แม้ผู้กำกับดีกรีรางวัลออสการ์อย่างไวทีที จะเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังจากเข้ามากำกับหนัง ‘Thor’ 2 ภาค แต่สิ่งที่เขาเปิดเผยในการสัมภาษณ์กับพอดแคสต์ ‘SmartLess’ ก็เป็นอะไรที่ชวนอึ้งไม่น้อย เพราะเขาได้เปิดเผยว่า เขาเองไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้ามากำกับ ‘Thor: Ragnarok’ (2017) หนังเรื่องแรกของเขาใน MCU เลย แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องยอมเข้ามากำกับก็เพราะเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เพราะตอนนั้นเขากำลังต้องการจะหาเงินไปเลี้ยงลูกคนที่ 2 ของเขาที่เพิ่งลืมตาดูโลกพอดี

“คุณรู้อะไรป่ะ ? ผมเองไม่ได้สนใจที่จะกำกับหนังเรื่องไหนเลยนะ มันไม่เคยอยู่ในแผนของผมในฐานะคนเขียนบทเลยเว้ย แต่มันเป็นเพราะว่าตอนนั้นผมเองยากจน และผมเพิ่งมีลูกคนที่ 2 ผมก็เลยคิดว่า ‘เอาวะ นี่แหละน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ลูก ๆ ได้กินอิ่มนอนหลับ'”

“แล้วยอมรับเถอะว่าธอร์น่ะเป็นแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุดแล้วล่ะ ตั้งแต่เด็ก ผมไม่เคยอ่านคอมิกเรื่อง ‘Thor’ เลย มันเป็นคอมิกที่พอผมหยิบมาอ่านแล้วก็ถึงกับ ‘หึ…’ แล้วหลังจากนั้นผมก็ค้นคว้าเกี่ยวกับมัน ผมลองอ่านคอมิก ‘Thor’ ไปหนึ่งเรื่อง คือไม่ว่าผมจะอ่านไป 18 หน้า หรืออ่านจนหมดเล่ม สุดท้ายผมก็ยังงงเต๊กเกี่ยวกับตัวละครนี้อยู่ดีว่ะ”

“(พอ Marvel เรียกตัวไปกำกับหนัง) ผมก็คิดว่าพวกเขาคงไม่ได้มีโอกาสให้ขนาดนั้นหรอกมั้ง จนพอพวกเขาเรียกผมจริง ๆ ผมก็คิดว่า นี่ชีวิตกูตกต่ำถึงขั้นนี้แล้วสินะ”

แม้ไวทีทีจะไม่ได้มีความสนใจที่อยากจะเข้ามากำกับตั้งแต่แรก แต่ด้วยฝืมือและอารมณ์ขันในแบบฉบับของเขา ก็ทำให้เรื่องราวและคาแรกเตอร์เทพเจ้านอร์สสุดเข้มใน 2 ภาคแรก ‘Thor’ (2011) และ ‘Thor: The Dark World’ (2013) ที่กำกับโดย เคนเนธ บรานาห์ (Kenneth Branagh) พลิกตลบกลายเป็นเรื่องราวเทพนอร์สสุดสดใสใน ‘Thor: Ragnarok’ ที่ทำรายได้ Box office ทั่วโลกสูงถึง 865 ล้านเหรียญ

ก่อนจะกลับมาอีกครั้งใน ‘Thor: Love and Thunder’ ที่แม้จะทำรายได้ตอนฉายถึง 760 ล้านเหรียญ แต่ตัวหนังถูกวิจารณ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเน้นโทนคอมีดี้ ด้วยการใส่มุกโบ๊ะบ๊ะจนเกินพอดี ขนาดนักแสดงเจ้าของบทนี้อย่าง คริส เฮมส์เวิร์ธ (Chris Hemsworth) เองก็ยังให้สัมภาษณ์ในเชิงเห็นด้วยกับคำวิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นว่า หนังเรื่องนี้พยายามสอดแทรกความตลกมากจนเกินไป

ซึ่งก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่า ในฐานะที่เป็นตัวละครที่มีหนังเดี่ยวมากที่สุดใน MCU และได้รับการยืนยันชัดเจนแล้วว่า ในขณะนี้ ‘Thor’ ภาคที่ 5 (ที่มีข่าวลือว่าอาจเป็นภาคสุดท้าย) กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าน่าจะเปลี่ยนทางไปอีกก็ได้ เพราะล่าสุด ไวทีที ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Insider ว่า ด้วยตารางงานที่ไม่ตรงกัน ก็เลยทำให้เขาไม่น่าจะได้กลับมากำกับ ‘Thor 5’ แล้วอย่างค่อนข้างแน่นอน

“คือผมก็ไม่รู้ว่าข่าวลือน่าเชื่อถือแค่ไหนนะ แต่ผมคิดว่าผมคงน่าจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแหละ ผมต้องให้ความสำคัญกับหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ผมได้รับมอบหมายมา ซึ่งนั่นก็อาจจะหมายความว่าต้องใช้เวลา 6-7 ปีเลยทีเดียว ซึ่งผมว่า ‘Thor’ ภาคต่อไปก็น่าจะมาเร็วกว่านั้นแหละ”

แม้เขาเองจะไม่ได้มากำกับในหนังภาคต่อไป แต่เขาเองก็ไม่ได้ติดใจที่จะไม่ได้กลับมาเขียนบทและกำกับเล่าเรื่องราวของเทพเจ้าสายฟ้าอีก และถ้าเรื่องราวของธอร์ยังคงดำเนินต่อไป เขาเองก็ไม่ได้ปิดประตูโอกาสที่จะได้กลับไปสานต่อความโบ๊ะบ๊ะของธอร์อีกครั้ง ซึ่งเขาเปรียบแบบขำ ๆ ว่าเหมือนกับคู่รักที่คบหากันแบบเปิดที่ไม่มีพันธะใด ๆ ผูกมัด

“ผมไม่เคยรู้สึกว่าพวกเขากำลังนอกใจผมเลยนะ (หัวเราะ) ผมรัก Marvel นะครับ ผมชอบที่จะร่วมงานกับพวกเขา และผมก็รักคริสด้วย พวกเราต่างก็มีความสัมพันธ์แบบเปิด ถ้าหากพวกเขาต้องการคนอื่น ผมก็ยินดีไม่มีปัญหา และผมก็ยังอยากกลับไปนอนกับพวกเขาในสักวันหนึ่ง”


ที่มา: Variety, IndieWire, Entertainment Weekly