เรื่องราวของ “เนเน่ รอยัล” หรือ “น้องแพรว” ศิลปินเยาวชนวัย 16 ปีจากจังหวัดภูเก็ต อาจถูกเล่ากันไปหลายรอบแล้ว ทั้งเส้นทางบนเวทีการแข่งขัน คะแนนที่ได้รับ และความภาคภูมิใจของคนไทยที่ได้เห็นเธอไปไกลถึงระดับโลก แต่ครั้งนี้เราอยากชวนทุกคนมองเรื่องราวของเธอในอีกมุมหนึ่ง อยากลองตั้งคำถามว่า เมื่อได้เห็นสิ่งที่เนเน่ทำแล้ว เราสามารถหยิบบทเรียนอะไรกลับมาปรับใช้กับชีวิตของตัวเองได้บ้าง? ขอออกตัวก่อนว่า บทความนี้เป็นการตีความและมุมมองส่วนตัวจากเรื่องราวของ "เนเน่ รอยัล" ไม่ใช่คำพูดหรือข้อคิดที่เจ้าตัวกล่าวไว้โดยตรงทั้งหมด เพราะบางครั้งเรื่องราวของใครสักคนก็อาจทำให้เราได้ทบทวนชีวิตตัวเองในแบบที่ต่างกันไป ใครอ่านแล้วเจอข้อคิดที่ตรงกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ก็ลองเก็บกลับไปปรับใช้กันได้เลย มาเริ่มกัน! https://www.instagram.com/p/DdnOkSvmxJ9/?img_index=1 1. ความฝันตอนเด็ก อย่าเพิ่งทิ้งมันไป มีประโยคหนึ่งที่เนเน่พูดบนเวทีหลังผ่านเข้าสู่รอบไฟนอล ใจความประมาณว่า ตอนเด็ก ๆ ที่หยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นครั้งแรก เธอคิดกับตัวเองว่าอยากเป็นร็อกสตาร์ และวันนี้ความฝันนั้นก็กลายเป็นจริงแล้ว ฟังดูเหมือนประโยคหลุดมาจากในบทหนังเลยใช่ไหม? แต่ลองคิดดูสิว่าเด็กคนหนึ่งที่ถือกีตาร์แล้วบอกตัวเองว่า “สักวันเราจะเป็นร็อกสตาร์” ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย เพราะเด็กหลายคนต่างก็มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ในแบบของตัวเอง แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องของเนเน่น่าสนใจคือ เธอไม่ได้ปล่อยให้ความฝันนั้นเป็นเพียงคำพูดที่หายไปตามกาลเวลา พอโตขึ้น เรามักมีเหตุผลมากมายให้เก็บความฝันในวัยเด็กเหล่านั้นใส่ในในลิ้นชัก บางคนกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝัน บางคนกลับรู้สึกว่าตัวเองโตเกินกว่าจะคิดแบบนั้นไปแล้ว หรือบางคนก็แค่ยุ่งกับการใช้ชีวิตจนลืมไปว่าเคยอยากเป็นอะไร วันนี้ลองกลับไปเปิดลิ้นชักเหล่านั้นดูก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกความฝันเป็นจริงทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นคนเดิมในวันที่เคยฝัน แค่ยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยตื่นเต้นกับอะไร เคยอยากทำอะไร และยังมีอะไรที่อยากลองทำอยู่บ้าง เท่านี้ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้เราได้กลับมารู้จักตัวเองอีกครั้ง 2. เลือกสิ่งที่ "ใช่เรา" ไม่ใช่สิ่งที่ "ดูปลอดภัย" ในรอบ Audition ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้จักกับ "เนเน่ รอยัล" เธอเลือกทั้งร้องและเล่นกีตาร์สดในเพลง Zombie ของวง The Cranberries เพลงร็อกที่มีทั้งพลังและอารมณ์ที่หนักแน่น ไม่ใช่ตัวเลือกที่จะสามารถร้องตามไปด้วยและใส่อารมณ์ไปด้วยได้ง่าย ๆ หรือเป็นทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเวทีประกวด เราไม่ได้กำลังจะบอกว่าทุกครั้งที่ทำอะไรต้องเลือกทางเสี่ยงถึงจะโดดเด่น แต่สิ่งที่น่าคิดจากการเลือกเพลงของเนเน่คือ เวลาที่เราอยากให้คนจดจำตัวเองได้ การแสดงความเป็นตัวเองให้ชัดเจนอาจมีความหมายมากกว่าการพยายามทำทุกอย่างให้ไร้ที่ติ ลองนึกถึงตอนสัมภาษณ์งาน การทำ Portfolio หรือแม้แต่การเขียนโพสต์ลงโซเชียล เรากำลังเลือกนำเสนอสิ่งที่เป็นตัวเองจริง ๆ หรือกำลังพยายามทำให้เหมือนกับสิ่งที่ใคร ๆ ต่างก็ทำกันอยู่? แน่นอนว่าการเรียนรู้จากคนอื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเราปรับทุกอย่างจนไม่เหลือเอกลักษณ์ของตัวเองเลย สุดท้ายคนอื่นอาจจำผลงานของเราได้ยากกว่าที่คิด บางทีเราไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดหรือทำได้สมบูรณ์แบบที่สุดตั้งแต่แรก แต่อาจเริ่มจากการกล้าแสดงให้เห็นว่าเรามีมุมมองแบบไหน ชอบอะไร และมีอะไรที่อยากนำเสนอ เพราะสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างอาจไม่ใช่การทำทุกอย่างให้เหมือนมาตรฐานที่คนอื่นวางไว้ แต่เป็นการรู้จักใช้จุดเด่นของตัวเองให้เกิดประโยชน์ต่างหาก 3. ดังเร็วแค่ไหน ก็ยังเป็นคนเดิม ช่วงที่เนเน่กลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่ว มีนักข่าวถามเธอว่ารู้สึกตกใจไหมที่ตัวเองดังขึ้นมาในชั่วข้ามคืน คำตอบของเธอน่ารักจนชวนให้ยิ้มตาม เพราะเจ้าตัวบอกว่ายังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองดังขนาดนี้แล้ว แถมยังพูดติดตลกอีกว่า “ไปซื้อลูกชิ้นไม่ได้แล้ว” ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่น่าเอ็นดู แต่ประโยคนี้ก็ทำให้เราเห็นภาพเหมือนกันว่า ต่อให้ชีวิตเปลี่ยนไปมากแค่ไหน สิ่งที่เราอยากทำในแต่ละวันก็ยังอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่แสนเรียบง่ายเหมือนเดิม อย่างการเดินไปซื้อลูกชิ้นเจ้าประจำที่ชอบกิน เป็นต้น ข้อคิดที่เราได้จากเรื่องนี้คือ ไม่ว่าความสำเร็จจะพาเราไปไกลแค่ไหน ก็อย่าปล่อยให้มันเปลี่ยนเราจนลืมว่าตัวเองเป็นใคร วันนี้เราอาจได้เลื่อนตำแหน่ง มีคนกดไลก์ผลงานมากขึ้น หรือได้รับรางวัลที่เคยฝันถึง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกชอบสิ่งเล็ก ๆ ที่เคยทำให้มีความสุขไปด้วยนั่นเอง เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จอาจเปลี่ยนชีวิตเราได้หลายอย่าง แต่เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างในตัวเองตามมันไปด้วย ยังเป็นคนเดิมที่ชอบกินของอร่อย หัวเราะกับเรื่องเล็ก ๆ และมีความสุขกับวันธรรมดาได้เหมือนเดิมนั่นแหละ 4. เสียงวิจารณ์มาแน่ แต่ไม่ต้องรับทุกเสียง พอเริ่มมีชื่อเสียง สิ่งที่มักตามมาอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากก็คือกระแสวิจารณ์ ช่วงที่เนเน่กำลังเป็นที่พูดถึง มีชาวเน็ตบางกลุ่มจับผิดสีหน้าของเธอในคลิป จนเกิดการถกเถียงและแบ่งฝ่ายกันบนโลกออนไลน์ ทั้งที่ในวันนั้นเธอก็เป็นเพียงเด็กอายุ 16 ปี คนหนึ่งที่กำลังทำตามความฝันของตัวเอง เรื่องนี้จริง ๆ แล้วใกล้ตัวเรากว่าที่คิด เพราะไม่จำเป็นต้องเป็นคนดังถึงจะเจอคำวิจารณ์แบบนี้ได้ บางครั้งอาจเป็นคอมเมนต์ใต้โพสต์ คำพูดจากคนรู้จัก หรือแม้แต่สายตาของคนรอบข้างที่ทำให้เราเริ่มสงสัยในตัวเองก็ได้ วิธีหนึ่งที่เราอยากชวนให้ลองใช้เวลาเจอคำพูดที่ทำให้รู้สึกแย่ คือ ลองถามตัวเองว่า “คนพูดคนนี้รู้จักเราจริงไหม และเขาพูดเพื่อช่วยเรา หรือแค่อยากพูดให้ตัวเองสะใจ?” เพราะคำวิจารณ์ไม่ได้มีประโยชน์กับเราเสมอไป บางคำอาจช่วยให้เราเห็นข้อบกพร่องและนำไปปรับปรุงตัวเองได้ แต่บางคำก็ไม่ได้มีอะไรให้เก็บกลับมาคิดต่อเลย เราไม่จำเป็นต้องเอาคำพูดทุกคำมาเป็นการบ้านให้ตัวเอง และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคนที่ไม่เข้าใจเราด้วย หากคำพูดนั้นไม่ได้มาจากความหวังดี ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเข้าใจ และไม่ได้ช่วยให้เราเติบโตขึ้น การเลือกปล่อยผ่านก็ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการรักษาพื้นที่ในใจไว้ให้กับสิ่งที่สำคัญกับเราจริง ๆ 5. ความสำเร็จของคนหนึ่งคน ทำให้อีกหลายคนกล้าฝัน อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจจากเรื่องราวของเนเน่ คือ ความรู้สึกภูมิใจที่หลายคนมีร่วมกันเมื่อได้เห็นเด็กไทยคนหนึ่งก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีระดับโลก เด็กสาวจากจังหวัดภูเก็ตที่เคยจับกีตาร์และมีความฝันของตัวเอง วันนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กอีกหลายคนที่กำลังนั่งเล่นกีตาร์อยู่ในห้องนอน หรือกำลังฝึกฝนสิ่งที่ตัวเองรัก ได้ลองคิดขึ้นมาว่า “ถ้าเขาไปถึงตรงนั้นได้ เราก็อาจจะลองบ้าง” ข้อคิดนี้นำไปใช้ได้ทั้งในมุมของคนที่ได้รับแรงบันดาลใจและคนที่มีโอกาสส่งต่อกำลังใจให้คนอื่น ถ้าเราเป็นคนดู ก็ลองนำความรู้สึกฮึกเหิมที่เกิดขึ้นไปต่อยอดเป็นการลงมือทำอะไรสักอย่างที่ตัวเองอยากทำมานาน ไม่จำเป็นต้องไปถึงเวทีระดับโลกเหมือนเนเน่ แค่เริ่มฝึกฝน เริ่มสร้างผลงาน หรือกล้าลองทำสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ถือว่าเป็นก้าวสำคัญแล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใดความฝันที่ว่ามาทั้งหมด ทางด้านผู้ใหญ่เอง หรือบุคคลที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างผู้ปกครอง ก็ควรมองเห็นความฝันเหล่านั้นและพร้อมสนับสนุนเด็กคนนั้นด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างวัยรุ่นหลายคนต่างก็มีความชื่นชอบการเล่นกีตาร์เหมือนกับเนเน่ แต่กลับโดนทางครอบครัวกีดกันหรือมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ทำให้ต้องถอดใจกับความฝันของตัวเอง แต่สำหรับเนเน่ไม่ใช่อย่างงั้น เพราะครอบครัวของเธอโดยเฉพาะคุณพ่อ พร้อมทุ่มสุดกำลังให้กับความฝันลูกสาวของเขา แรงสนับสนุนที่ดีก็มีแค่คนใกล้ตัวเท่านั้นแหละ ที่จะสามารถทำให้เด็กเหล่านั้นมีพื้นที่ที่จะมั่นใจเดินหน้าต่อไปเพื่อความฝันของตัวเอง ถ้าจะสรุปบทเรียนจากเรื่องราวของเนเน่สั้น ๆ ก็คงจะเป็นประมาณว่า อย่าทิ้งความฝันไว้ข้างหลัง กล้าเลือกสิ่งที่เป็นตัวเอง ไม่ปล่อยให้ความสำเร็จเปลี่ยนเราจนลืมตัวตน ไม่แบกทุกเสียงวิจารณ์มาใส่ใจ และอย่าลืมส่งต่อแรงบันดาลใจให้กันและกัน เราไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองได้ไปยืนอยู่บนเวทีระดับโลกก่อนถึงจะเริ่มทำตามความฝันได้ เพราะทุกคนต่างมีจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ เป็นของตัวเองเหมือนกัน วันนี้ลองกลับไปหยิบ “กีตาร์ของเราเอง” ขึ้นมาดูอีกครั้งก็ได้ จะเป็นกีตาร์จริง ๆ หรือความฝันอะไรสักอย่างที่เคยวางทิ้งไว้หรือเฉยเมยกับมันมาแล้ว ขอแค่เริ่มลงมือทำทีละนิด ค่อย ๆ ฝึกฝนไปทีละขั้น ไม่ต้องรีบไปถึงปลายทาง แค่ไม่หยุดเล่นเพลงของตัวเองกลางทางก็พอ 🎸 เครดิตรูปภาพ ภาพปก มีรูปภาพที่ 1 จาก agtauditions รูปภาพประกอบที่ 1 จาก agtauditions รูปภาพประกอบที่ 2 , 3 , 4 , 5-6 จาก neneroyalmusic เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !