Series Full Review : Thirty-Nine : สามสิบเก้าชีวิตและมิตรภาพ การเผชิญหน้ากับการจากลา การใช้ชีวิตเพื่อยอมรับ เมื่อหนึ่งชิ้นส่วนในชีวิตกำลังจะหายไปNETFLIX : 1 Season 12 Episodes (2022)วลีที่ว่า "ดูหนังดูละครแล้วย้อนมาดูตัว" ที่ฟังดูโบราณแต่จะมีใครปฏิเสธว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เมื่อในบางครั้งการดูหนังดูละครสามารถปลุกมิติที่ซ่อนลึกอยู่ในห้วงคำนึงของผู้ชมให้ออกมาโลดแล่นเป็นภาพและเสียงที่ปรากฎให้รำลึก บ่อยครั้งที่ความทรงจำได้ถูกกาลเวลาและการใช้ชีวิตที่ไม่ง่ายกลบฝัง แล้วเมื่อเวลาทำหน้าที่ของมันเรื่อยไปผ่านวันเป็นเดือนเป็นปีผ่านหลายฤดูกาล ความทรงจำที่เคยชัดเจนก็ได้ถูกเวลาทำหน้าที่ในการค่อยๆลบเลือนมันไปจากสมอง ทว่าความทรงจำก็คือสิ่งที่น่าทึ่งและประหลาดเมื่อแม้มันถูกเวลาฝังลึกลงในส่วนที่ลึกที่สุดของมนุษย์จนยากที่สมองจะรื้อฟื้นมัน แต่ส่วนลึกที่สุดที่เวลาเอาความทรงจำของมนุษยไปฝังไว้กลับเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดที่จะไม่มีใครขโมยไปได้ ที่นั่นคือหัวใจจนการดูหนังดูละครได้ปลุกเอาความทรงจำที่ฝังลึกให้ได้ปรากฎชัดอีกครั้ง ความงดงามหรือความเจ็บปวดก็กลับมาทำหน้าที่ เพราะหนังหรือละครคือภาพสะท้อนของชีวิตมนุษย์ในช่วงวัยที่ต่าง การมีส่วนร่วมกับสิ่งที่หนังหรือละครบอกกับผู้ชมย่อมมีปัจจัยที่ต่าง เมื่อประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาในแต่ละคนจะกำหนดสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้ เช่นกันกับซีรีส์ที่เล่าเรื่องความงดงามของการใช้ชีวิตด้วยกันจนเหมือนเป็นชิ้นส่วนในชีวิตของกันและกัน มิตรภาพของเพื่อนแท้ที่อาจมีเพียงไม่กี่คนแต่บางครั้งมีน้อยอาจดีกว่ามีมาก และเมื่อเรื่องที่ต้องการจะสื่อมันคือหนึ่งในช่วงชีวิตที่มนุษย์ต้องไปสู่จุดกนั้น ต้องอยู่ตรงจุดนั้น และต้องผ่านจุดนั้น ประสบการณ์ชีวิตที่เคยผ่านเรื่องราวหลากหลายมาพร้อมกับมิตรภาพแห่งสหายก็คือตัวกำหนดสิ่งที่หัวใจจะสัมผัสได้กับซีรีส์ที่เมื่อคิดให้ดี "นี่คือสัจธรรม" Thirty-Nineเรื่องย่อเรื่องของสามสาวโสดที่วัยขยับใกล้ทึนทึกประกอบด้วย ชามีโจ (ซนเยจิน) แพทย์ผิวหนังที่เป็นเฟอร์เฟคต์วูเมน สวย รวย เก่ง จองชานยอง (จอนมีโด) ครูสอนการแสดงผู้มาดมั่นและเท่ และจางจูฮี (คิมจีฮยอน) พนักงานขายเครื่องสำอางในห้างที่เป็นคนตะมุตะมิมุ้งมิ้ง สามคนสามบุคลิกคือสามเพื่อนแท้ที่มิตรภาพได้ก่อตัวมาตั้งแต่เรียนมัธยมผ่านการตามหาแม่แท้ๆของชามีโจ ใช่แล้วชามีโจคือเด็กกำพร้าที่ถูกรับมาอุปการะและเติบโตมาด้วยดี จากครานั้นหญิงสาวสามคนก็ได้ใช้เวลาช่วงชีวิตยี่สิบมาด้วยกัน ใช้เวลาชีวิตช่วงสามสิบมาด้วยกัน เมาด้วยกัน เรื้อนด้วยกัน แน่นอนว่าความรักที่ก่อตัวจากมิตรภาพมันแนบแน่นจนทั้งสามเหมือนเป็นชิ้นส่วนในชีวิตกันและกันที่ไม่มีวันขาดกันได้จนวัยล่วงเลยมาที่เลขสามสิบเก้า สามสิบเก้าคือตัวเลขที่หลายคนอาจถอดใจกับการมีชีวิตคู่ เช่นกันกับสามสาวที่ปล่อยเรื่องชีวิตคู่เป็นดั่งก้อนเมฆที่ล่องลอย มองเห็นแต่ไม่อาจเอื้อมมือไปจับต้องด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป จวบจนชามีโจได้มีก่อร่างความสัมพันธ์กับคิมซอนฮู (ยอนอูจิน) แพทย์ผิวหนังที่มาทำงานในคลีนิคของชามีโจ ในขณะที่ความรั่วและตะมุตะมิของจางจูฮีได้พาเธอไปต้องชะตากับพัคฮยอนจุน (อีแทฮวาน) เชฟหนุ่มที่เด็กกว่า (แล้วไง) ที่มาเปิดร้านอาหารจีนใกล้บ้าน มีเพียงจองชานยองที่มีความสัมพันธ์ต้องห้ามกับคิมจินซอก (อีมูแซง) ประธานบริษัทเอเจนซี่ที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว และจองชานยองก็ถูกตราหน้าว่าเป็นชู้กับสามีคนอื่นทั้งที่เธอพยายามรักษาระยะห่าง แต่ผู้ชมก็รับรู้ว่าจองชานยองคือผู้แพ้ที่มาก่อนผู้น่าเห็นใจกระทั่งหลังการตรวจสุขภาพประจำปีของสามสาวแล้วพบว่า จองชานยองป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้ายที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดการรักษาที่ทำได้คือการยื้อเวลา จองชานยองจึงตัดสินใจไม่เข้ารับการรักษาแล้วขอใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่า ท่ามกลางความเจ็บปวดและต่อต้านของชามีโจและจางจูฮีเพราะนี่ไม่ใช่แค่เพื่อนแต่เป็นชิ้นส่วนในชีวิตที่สำคัญกับชีวิตของทั้งสองมาตลอด แต่ถึงที่สุดการตัดสินใจทุกอย่างก็มีพื้นฐานของความรักที่จองชานยองมีให้กับเพื่อนทั้งสอง ชามีโจและจางจูฮีจึงมิอาจต้านทาน และตัดสินใจที่จะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของจองชานยองมีคุณค่าที่สุด มีความสุขที่สุดก่อนที่จะปล่อยมือจากจองชานยอง แต่...การจากลาไม่เคยประนีประนอมกับหัวใจมนุษย์ ทุกการพยายามยิ้มจึงมีความขื่นขมในใจเสมอและเพราะชีวิตไม่เคยง่ายปณิธานสุดท้ายของจองชานยองจึงพาเรื่องวุ่นวายเข้ามา ทั้งเรื่องของแม่ของชามีโจที่กลายเป็นโยนหินลงน้ำที่แรงกระเพื่อมกว้างกว่าที่คิด และเรื่องของตัวเองเมื่อความสัมพันธ์กับคิมจินซอกพาเข้าสู่จุดอับ การพยายามปกปิดอาการป่วยของตนเองเพราะรักกลับทำร้ายหลายคนที่รักในหลายมิติ แต่แม้ว่าเรื่องราวจะไม่ได้สวยง่ามอย่างที่ตั้งใจไว้ก่อนตาย ความตายที่จะเข้ามาหาจองชานยองก็ได้ช่วยปลดเปลื้องพันธะในใจของเพื่อนๆและคนที่เธอรัก เมื่อจางจูฮีก็ได้ลุกขึ้นมาจากความอ่อนแอแล้วสู้ชีวิตกลับ ชามีโจก็ได้ปลดพันธนาการเกี่ยวกับเรื่องแม่ ตัวเองก็ได้ทำตามฝันที่จะเป็นนักแสดงในวาระสุดท้ายของชีวิต จนถึงที่สุดการเตรียมการเพื่อเดินสู่วันสุดท้ายของชีวิตของจองชานยอง ก็คือการเตรียมพร้อมให้คนที่อยู่ข้างหลังได้มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้โดยที่ไม่มีชิ้นส่วนชีวิตที่ชื่อจองชานยองอีกต่อไปให้ได้และดีเหมือนเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตจึงสัมผัสได้ด้วยใจแต่ไม่ฟูมฟาย กับสัจธรรมและมรณานุสติเพราะละครคือการสะท้อนชีวิตคนบทละครจึงสะท้อนชีวิตคนให้ได้เห็นแง่มุมที่คนต้องเจอและเรื่องนี้คือเรื่องที่ใช่ อาจไม่ล้ำลึกมากมายแต่จัดว่าเป็นลูกล่อลูกชนก็คงใช่เมื่อเปิดหัวมาด้วยการสะท้อนแง่มุมชีวิตของมิตรแท้ที่ผ่านการใช้ชีวิตด้วยกัน ก้าวผ่านช่วงวัยมาด้วยกัน ด้วยความผูกพันที่แนบแน่นจึงเหมือนเป็นหนึ่งเดียวผ่านการเดินทางบนเส้นทางชีวิตของผู้หญิงสามคนตั้งแต่วัยรุ่นก้าวสู่วัยสาวและกำลังจะเข้าสู้วัยทึนทึกที่เห็นบันไดไปอยู่บนคานรำไร แต่ความฉลาดเล่าในที่นี้คือการสะท้อนชีวิตคนให้ผู้ชมที่ได้ชมได้สัมผัสจนปรากฎภาพในความทรงจำว่าเมื่อมาถึงวันที่ได้ดูละครเกาหลีเรื่องนี้เราๆที่เป็นผู้ชมเหลือมิตรแท้เหมือนสามสาวอยู่กี่คน เหลือปริมาณหรือเหลือคุณภาพเหมือนสามสาว และความฉลาดดังว่าจะสะท้อนความคิดผู้ชมให้คิดว่า เมื่อช่วงวัยยี่สิบเราทำอะไรกับใคร เมื่อช่วงวัยสามสิบเราทำอะไรอยู่กับใคร และวันนี้เรากำลังทำอะไรอยู่กับใครด้วยการเล่าเรื่องที่เปิดหัวออกมากับความเบาสมองกับพฤติกรรมที่แม้จะรั่วเรื้อนแต่มันคือความจริงที่เห็นและเป็น เรื่องในช่วงแรกจึงเป็นการดึงหัวใจผู้ชมไปสู่ความผูกพันที่ไม่มีอะไรมาแยกจากกันได้ที่วลีอมตะว่าไว้ว่า "แม้กระทั่งความตาย" อารมณ์ผู้ชมช่วงแรกจึงสนุกสนานไปกับความเรื้อนของสาวเกือบแก่ที่กำลังเตรียมใจขึ้นคานโดยใช้ชีวิตโนสนโนแคร์เพราะชีวิตที่มีก็ดีพอแล้ว แต่แล้วความตายก็เข้ามาหาจริงๆบทจึงนำความสับสนปนทุกข์เศร้ามาให้ผู้ชม และที่ต้องทึ่งคือถึงตอนนี้ผู้ชมกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสามสาวไปเรียบร้อย ความเจ็บปวดที่ได้รู้ ความสับสนที่จะตัดสินใจ และอารมณ์ขึ้งโกรธเมื่อเพื่อนรักไม่ยอมรักษาแต่เลือกว่าจะเดินหน้าเข้าหาความตายอย่างเป็นสุข ช่วงกลางจึงเป็นการเล่นกับอารมณ์ผู้ชมแบบหักสุดจากความรั่วที่สนุกสานานกลายมาเป็นหม่นระคนเศร้า ที่น่าประหลาดคือผู้ชมรู้สึกได้ทุกอย่างเพราะผู้ชมรักสามสาวเข้าแล้วจวบจนช่วงท้ายเมื่อความตายและการจากลาของคนหนึ่งคน ได้จุดประกายและปลดเปลื้องพันธนาการทางใจให้กับใครอีกหลายคน จึงนำมาซึ่งมิติทางหัวใจที่ว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอแม้ทางออกนั้นจะมีจุดเริ่มมาจากความตาย เพราะความตายคือเรื่องที่เป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครหลีกพ้นได้และมันคือเรื่องเจ็บปวดที่ความตายมาก่อนเวลาอันควร เรื่องส่วนที่สามสุดท้ายจึงไม่ต่างจากการไถ่บาป หรือภาษาเราๆเรียกว่าขออโหสิกรรมก่อนที่จะไม่มีโอกาส การได้เอ่ยอะไรออกมาได้ทำอะไรที่อยากทำเพื่อใครสักคนที่ไม่มีโอกาสก็ได้ทำ และมันคือการมองเห็นมุมสว่างของการเดินเข้าหาความตายอย่างสงบและเปี่ยมสุข เมื่อได้รู้ว่าคนที่อยู่ข้างหลังจะอยู่ได้โดยที่ไม่มีเราอยู่ และสิ่งที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในความเศร้าแต่งดงามก็คือมิตรภาพและรักแท้ เพราะกับบางคนอาจไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบเหมือนกับจองชานยองทั้งที่มีเวลาบนโลกมากกว่าเธอ เพราะจองชานยองมีชามีโจกับจางจูฮีอยู่เคียงข้างเสมอเป็นปริมาณน้อยแต่เปี่ยมคุณภาพ ทุกอย่างจึงลงตัวในทุกมิติชีวิตก่อนที่การจากไปอย่างแท้จริงเข้ามาด้วยการยอมรับความตายและการจากไปด้วยสติ และพยายามทำชีวิตที่เหลืออยู่เป็นความงดงามและเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตคนที่อยู่หลัง ถึงจุดนี้ต้องยอมรับว่าความฉลาดอีกอย่างของบทคือความไม่ฟูมฟายและมันเป็นเช่นนั้นตั้งแต่ต้นเมื่ออารมณ์เศร้าโศกเจ็บปวดน้ำตาไหลไม่ได้มาจากความพยายามฟูมฟาย ละครเรื่องนี้จึงมอบบทสรุปที่สว่างสดใสงดงามในเรื่องของชีวิตของคนที่กำลังจะจากไป ชีวิตเมื่อต้องยอมรับการจากไปของคนที่จะต้องไปและที่จะต้องอยู่ และชีวิตหลังจากที่ชิ้นส่วนสำคัญในชีวิตหายไปที่ไม่ว่ายังไงทุกคนก็ต้องใช้ชีวิตต่อ แต่จะใช้ชีวิตให้ดีอย่างไรเพื่อให้เกียร์ติกับความรักของผู้จากไปอย่างดีที่สุด อาจดูเรียบเรื่อยในช่วงหลังแต่ถ้าเข้าใจชีวิตจะมองเห็นว่ามันคือความยอดเยี่ยมที่สวยงาม การแสดงชั้นครูของนักแสดงทำให้ทุกมิติที่เล่าเข้าสู่กลางใจเหมือนกับไม่ใช่ละครซนเยจิน จอนมีโด และคิมจีฮยอน คื่อสามนักแสดงที่มีอายุสามสิบเก้าจริงเกิดปีเดียวกันนี่จึงเป็นเรื่องของพวกเธอเต็มร้อย ด้วยความที่อายุเท่ากันจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าถึงมิติตัวละครที่มีอายุเท่าอายุจริงของพวกเธอ ด้วยประสบการณ์การแสดงซนเยจินโชกโชนกว่าตามมาด้วยคิมจีฮยอน เหลือเพียงจอนมีโดที่มีเครดิตเพียงหนังหนึ่งเรื่องซีรีส์สี่เรื่องน้อยกว่าเพื่อร่วมจออีกสองคนในเรื่องประสบการณ์ แต่น่าแปลกคือบทกล้าวางตัวจอนมีโดให้เป็นศูนย์กลางทางอารมณ์ความรู้สึกของเรื่องไว้ทั้งหมด โดยให้เธอเป็นคนแจกจ่ายความรู้สึกใดก็ตามที่บทต้องการให้ผู้ชมได้สัมผัสผ่านตัวละครจองชานยองของเธอ และที่น่าแปลกคือคนที่ประสบการณ์น้อยสุดกลับเป็นศูนย์กลางของเรื่องได้สมบุรณ์แบบเหมือนกับจองชานยองที่เป็นครูสอนการแสดง ก็ใช่ที่เมื่อดูไปก็เห็นการแสดงที่ศีลเสมอกันมีเสน่ห์พอกันแบบคนละคาแร็คเตอร์ มิติเชิงลึกของตัวละครก็ไม่น้อยหน้ากันแถมยังทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์พร้อม และถ้าจะแกะให้ละเอียดจริงๆบทเทไปทางตัวละครชามีโจของซนเยจินที่ก็เข้าใจได้เพราะนี่คือชื่อแรกที่คนดูละครเรื่องนี้ที่ตัดสินใจดู แล้วรองลงมาคือจอนมีโดที่ผู้ชมมากมายรักจากตัวละครหมอแชซองฮวาจาก Hospital Playlist 1-2 เหลือเพียงคิมจีฮยอนที่แม้จะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีมีเครดิตซีรีส์ที่เคยผ่านตามามากมาย แต่ก็เป็นบทสบทบที่ไม่ได้มีใครจำเธอได้ แต่พอเล่าไปเรื่อยๆบนบทที่มีศูนย์กลางที่ตัวละครจองชานยองก็ทำให้ทุกคนเป็นที่น่าจดจำ แต่ที่น่าชื่นชมคือคิมจีฮยอนที่มาเล่นในบทนำที่มีความเด่นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ที่กลายเป็นฉายเสน่ห์และมีพลังดาราไม่แพ้เพื่อนร่วมจออีกสองคน ทั้งที่ก่อนกหน้านั้นมีใครจำได้ว่าเธอแสดงใน Hometown Cha Cha Cha ด้วยเพราะการแสดงที่ต้องเรียกว่าชั้นครูของนักแสดงหลักทั้งสามคนที่ไม่น้อยหน้ากัน ทั้งมิติส่วนตัวและมิติองค์รวมคือความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่แค่เพื่อนสนิทธรรมดาแต่นี่คือชิ้นส่วนในชีวิตที่เจ็บแทนได้ตายแทนได้ การแสดงให้ผู้ชมเชื่อว่าสนิทใจว่านี่คือสามเพื่อนซี้ที่แม้แต่ความตายก็จะไม่มีทางมาพรากจากกันได้ เพื่อพัฒนามิติต่อไปถ้าไม่ได้การแสดงระดับนี้อาจเข้าไม่ถึงและกลายเป็นรอยแผลและเมื่อผู้ชมไม่เชื่อทุกอย่างก็สูญสลายทันที ผู้เขียนเองไม่รู้ว่าชีวิตจริงเธอทั้งสามจะสนิทกันหรือเพียงใดไม่แต่การจะแสดงให้เชื่อได้ในระดับนี้ได้ไม่ใช่ใครก็ทำได้ ยิ่งการรับส่งมิติทางอารมณ์หลังจากที่เรื่องไปถึงจุดที่ความตายกำลังจะมาพรากชิ้นส่วนในชีวิตไปจากชีวิตยิ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกตามได้อย่างไม่มีที่ติ ก็ใช่ที่ด้วยวัยมันทำให้เชื่อได้จริงแต่ความสนิทและรักกันขนาดนี้ ที่มีเล่าบ้างแต่ไม่ได้พร่ำพรรณนาผู้ชมยังสัมผัสได้ก็คือการแสดงที่คู่ควรกับการยกย่องและที่ต้องยกย่องไม่ต่างกันคือนักแสดสมทบทุกคนที่มิติทางอารมณ์ที่ตัวละครจองชานยองพาดทับไปไม่ทางใดทางหนึ่ง หรือจะเป็นมิติที่เป็นกำแพงให้ตัวละครสามสาวได้พักพิงอย่างสามหนุ่มที่แม้จะดูดีแต่นี่คือเรื่องของสวมสาวหนุ่มๆจึงถอยไปเป็นฉากหลังอย่างเต็มภาคภูมิ แต่สามหนุ่มๆก็รับมิติมาอย่างมีพัฒนาการไม่ได้อยู่ดีๆเธอก็เข้ามาเป็นส้มหล่น ทำให้เมื่อบทต้องการสื่อสารถึงการก้าวผ่านอุปสรรคทางใจด้วยการมีไหล่ให้ซบจึงเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะดูเหมือนเรื่องนี้มีแต่คนดีๆไปหน่อยก็ไม่เป็นไร หรือตัวละครอีกแถวหนึ่งอย่างรุ่นพ่อแม่พี่สาวที่ไม่มีทางที่ผู้ชมจะไม่รักเพราะการแสดงก็ถึงพร้อมเต็มที่และมีสีสันพอให้ผู้ชมจดจำ ด้วยงานด้านภาพที่เสนอในมุมสว่างสดใสทั้งที่เล่าเรื่องของความตายและการจากลา ดนตรีประกอบที่เพราะก็ทำให้เรื่องที่อาจไม่หวือหวาแต่ถ้ามีแง่มุมใดมาสัมผัสหัวใจก็สะท้านได้เพราะดีพอนี่คือหนึ่งในบทความที่ผู้เขียนร้อยเรียงถ้อยคำยากมาก เพราะเมื่อเขียนไปก็นึกถึงสิ่งที่สัมผัสได้และสิ่งที่ตามมาคือความคิดถึงว่า ในแต่ละช่วงวัยตัวเองกำลังทำอะไรอย่างที่บทตั้งใจไว้ ด้วยความที่เรื่องนี้เนื้องานออกมาจริงจนเหมือนดูคนที่เรารักกำลังเผชิญกับสิ่งที่เป็นจริงๆเพราะรู้สึกรักตัวละครในเรื่องจริงๆ หรืออาจเป็นเพราะผู้เขียนกับคุณแม่บ้านได้ผ่านช่วงวัยนั้นมานานพอตัว ได้ก่อวีรกรรมวีรเวรกันไว้ร่วมกันมาเพราะผู้เขียนกับคุณแม่บ้านอยู่ด้วยกันมานานจนเหมือนเป็นชิ้นส่วนในชีวิตกันในอีกมิติ หลายๆอย่างที่ได้เห็นจึงสัมผัสได้ด้วยวัยด้วยก็คงมีส่วน เพราะเมื่อลองย้อนกลับไปดูแล้วหันหน้ามามองกันจึงคุยกันว่าถึงตอนนี้ เราสองคนเหลือเพื่อนแท้ในระดับที่เห็นในเรื่องอยู่กี่คน และที่น่าประหลาดคือเหลือปริมาณไม่มากแล้วเช่นกันแต่ยังเปี่ยมคุณภาพไม่ต่างกัน เพราะที่เหลือแม่จะน้อยมากแต่สามารถฝากชีวิตของเราสองคนไว้เมื่อใครคนใดคนหนึ่งจากไปก่อนได้ที่ผู้เขียนจะสื่อคือเรื่องนี้เล่าออกมาจริงที่สุดเพียงแต่เล่าในมุมสว่าง เพราะแม้กระทั่งคนป่วยอย่างจองชานยองผู้ชมจะรู้เลยว่าลักษณะทางกายภาพของเธอเปลี่ยนไป มันคือความสมจริงที่มีในทุกมิติที่ควรต้องมี แต่การที่จะสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งอาจต้องใช้มุมมองชีวิตของผู้ชมมาเป็นองค์ประกอบ ถ้าเป็นผู้ชมอายุน้อยและไม่ได้ผ่านการใช้ชีวิตระหว่างมิตรแท้มา หรือว่ายังไม่ได้ผ่านช่วงวัยนั้นๆมา ไม่ได้เมาแล้วเรื้อน ไม่ได้ทำอะไรที่นอกเหนือกฎเกณฑ์ทางหัวใจตามช่วงวัยนั้นนั้นคือยี่สิบ สามสิบ และสี่สิบ ผู้ชมกลุ่มนี้ก็อาจมองว่านี่คือเรื่องที่ดูเรียบเรื่อยในช่วงหลังหลังจากที่ต้องยอมรับกับการจากไป แต่ผู้เขียนที่เลยช่วงเวลานั้นมาแล้วกลับเข้าใจและสัมผัสได้ลึกซึ่งและมองว่าดีแล้วที่เลือกจะไม่ฟูมฟาย ดีแล้วที่ไม่สรุปให้ลงเอยทุกมิติ เพราะนี่คือเรื่องของการต้องใช้ชีวิตต่อให้ดีเพื่อรำลึกถึงหนึ่งชีวิตที่จากไป ทุกอย่างจึงลงตัวสวยงามด้วยความคมคายอย่างยอดเยี่ยมแล้วดูไปบ่นไปNETFLIXขอบคุณภาพประกอบภาพปก / ภาพที่ 2 / ภาพที่ 3 / ภาพที่ 4 / ภาพที่ 5 / ภาพที่ 6 / ภาพที่ 7 / ภาพที่ 8 / ภาพที่ 9 / ภาพที่ 10 จาก Facebook JTBC Drama ภาพที่ 1 จาก Facebook JTBCภาพที่ 11 จาก Facebook Netflixเกาะติดซีรีส์เรื่องใหม่ ๆ ได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !