Special Short CommentCrash Course in Romance โรแมนซ์ฉบับเร่งรัด (2023) Ep.1-6"นัมแฮงซอน - ชเวชียอล ด้านตรงข้ามของระบบการศึกษาและการกำหนดทางชีวิต"หากท่านผู้อ่านได้ติดตามงานเขียนของดูไปบ่นไปมาพอประมาณก็น่าจะพอทราบว่า ถ้ามีละครเรื่องไหนที่ผู้เขียนดูแล้วประทับใจในระหว่างทางก็จะมีความเห็นพิเศษออกมาแทรกระหว่างที่ละครกำลังออกอากาศ ซึ่งบางครั้งผู้เขียนก็มีความตั้งใจจะไปใส่ไว้ในบทความรีวิวในหัวข้อ "ความเห็นหลังชม" เมื่อละครเรื่องนั้นจบแต่บางทีอารมณ์ตอนนั้นก็ปล่อยวางไม่ได้จึงต้องมาเขียนบทความพิเศษบันทึกไว้ระหว่างทาง เช่นเดียวกับเรื่องนี้ที่ความจริงอาจเป็นละครนอกสายตาของท่านผู้ชมผู้อ่านหลายท่านแต่หากได้ลองเปิดใจเข้ามาดูแล้วจะพบกับความสนุกสนานที่มาพร้อมกับความคมคายในแง่คิดในการใช้ชีวิตผ่านการตีแผ่ระบบการศึกษาและการแข่งขันกันเพื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยของทางบ้านเขาที่รุนแรง ภาพที่ออกมาจึงเป็นกระจกสะท้อนหลากหลายแง่มุมที่สุดแท้แต่คนดูจะหยิบจับได้ที่อยู่หลังความสนุกขบขันปนดราม่าที่พอดีตัวนั้น แต่สำหรับผู้เขียนที่มีลูกเคยผ่านการเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยมาหนึ่งคนและยังมีอีกหนึ่งคนในไม่กี่ปีข้างหน้าก็มองเห็นแง่มุมที่เกี่ยวกับทัศนคติที่ส่งออกมาผ่านสองคนบนทางใจตามนี้นี่คือเรื่องของนัมแฮงซอน (จอนโดยอน) กับชเวชียอล (จองคยองโฮ) สองคนสองแนวทางชีวิตที่ต้องถูกลิขิตให้มาเจอกัน นัมแฮงซอนคือมนุษย์แม่ที่ต้องดูแลลูกสาวเพียงลำพังท่ามกลางชีวิตหมิ่นเหม่ปากกัดตีนถีบดำรงชีพด้วยการเปิดร้านเครื่องเคียงที่มีชื่อเสียงพอตัวด้วยรสมือ ส่วนชเวชียอลคือติวเตอร์วิชาคณิตศาสตร์มือวางอันดับหนึ่งของวงการผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและใช้ชีวิตไม่ต่างจากคณิตศาสตร์นั่นคือคำนวณผลลัพธ์ออกมาตายตัว ซึ่งทั้งสองต่างถูกถูกเคี่ยวกรำชีวิตไม่ต่างกันแค่เป็นคนละบริบทเมื่อนัมแฮงซอนต้องทิ้งฝันในการเป็นนักกีฬาทีมชาติมาหาเลี้ยงครอบครัวที่มีน้องเป็นออทิสติกและลูกสาวที่พี่สาวเอามาทิ้งไว้จนกลายเป็นลูกของตนเองและถูกชีวิตบีบให้เข้าใกล้ความเป็นอาจุมม่า แต่ชเวชียอลถูกชีวิตที่ยากลำบากบังคับให้ต้องถีบตัวให้พ้นจากความลำบากนั้นด้วยการเรียนและต้องเรียนให้เก่งซึ่งก็เป็นไปตามนั้นเพราะปัจจุบันเขาได้ใช้ความเก่งนั้นทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นคนมีชื่อเสียง เพียงแต่ทุกชีวิตต้องมีปัจจัยบวกลบมากระทบการจัดการชีวิตของคนสองคนจึงต่างกันทำให้การได้พบกันของสองคนอาจเปลี่ยนชีวิตของกันและกันหนึ่งคือ "ชเวลียอล" ที่ชีวิตคือคณิตศาสตร์ที่ถ้าคำนวณถูกผลจะออกมาไม่มีผิดเพราะตัวเลขไม่เคยโกหก เพราะชเวชียอลได้ผ่านอะไรมามากมายไม่ใช่อยู่ดีๆก็กลายเป็นคนดังเพราะเขาก็มีแผลที่จารึกไว้บนหลังมากมาย แผลแห่งความยากลำบากในการก้าวมาถึงจุดนี้บาดลึกจนกระทั่งไม่อาจนอนบนเตียงนุ่มๆได้ไม่อาจรับประทานอาหารได้จนกลายเป็นขาดสารอาหาร แน่นอนการอยู่บนจุดสูงสุดย่อมเป็นเป้าสายตาและมีคนที่อิจฉาคอยโจมตีทำให้มีเรื่องลบมากระทบบ่อยๆซึ่งการรับมือของชเวชียอลคือนิ่งและปล่อยมันผ่านไป เพราะเรื่องใดที่ไม่จริงก็จะผ่านไปเองไม่ต่างจากตัวเลขที่ถูกคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ถ้าแก้สมการถูกแทนตัวแปรใช่แล้วคำนวณออกมาตามสูตรผลลัพธ์จะได้ดังใจเสมอ และคณิตศาสตร์ถ้ากระบวนการคำนวณผิดก็จะผิดไปทั้งหมดชีวิตของชวเชียอลจึงพยายามจะคำนวณไม่ผิด ชีวิตชเวชียอลจึงไม่ต่างจากตัวเลขบนกระดาษทดเลขที่อาจดูเยอะวุ่นวายแต่สุดท้ายทุกอย่างจะเป็นไปตามสูตรคือทำงานกลับบ้านเพื่อกลับมาทำงานไม่มีบิดเบี้ยวไปเฮฮาหรือใช้ชิวิตอย่างที่มนุษย์ทั่วไปพึงเป็น แต่นั่นคือชีวิตที่ต้องการหรือ...?อีกหนึ่งคือ "นัมแฮงซอน" ที่ชีวิตคือความทรงจำของกล้ามเนื้อเมื่อยิงประตูมุมนี้ไม่ได้ก็แค่เปลี่ยนมุมเพราะชีวิตบางครั้งก็ไม่มีผิดไม่มีถูก เพราะนัมแฮงซอนคือคนที่ผ่านอะไรมามากไม่ต่างกันเมื่อชีวิตนักกีฬาทีมชาติที่กำลังรุ่งต้องจบลงเพราะถูกชีวิตบีบให้ต้องเลือกและเธอไม่มีทางเลือก การเป็นนักกีฬาทำให้ไม่ได้เรียนหนังสือแต่สิ่งที่นักกีฬาได้รับคือการลงแข่งตามแผนของโค้ชแต่ก็ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ในสนามแข่ง การฝึกซ้อมอย่างหนักทำให้เกิดความทรงจำของกล้ามเนื้อเมื่อต้องทำอะไรซ้ำๆและเช่นกันเมื่อนัมแฮงซอนต้องสู้ชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยซ้ำๆกล้ามเนื้อแห่งชีวิตก็เกิดความทรงจำ เมื่อมีอะไรมากระทบจะบวกหรือลบนัมแฮงซอนจะมีวิธีรับมือที่ต่างไปคือเอากันตามสถานการณ์ ณ เวลานั้น จึงได้เห็นนัมแฮงซอนทั้งอ่อนทั้งแข็งทั้งดื้อด้านและทั้งผ่อนปรนอาจเพราะชีวิตนัมแฮงซอนไม่ได้คำนวณตามสูตรแต่เล่นไปตามแท็กติกที่วางไว้แล้วแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยความทรงจำของกล้ามเนื้อแห่งชีวิตที่เจออะไรมาซ้ำๆ ชีวิตของนัมแฮงซอนจึงเป็นชีวิตจริงของมนุษย์ที่ผิดบ้างถูกบ้างหรืออาจจะไม่มีผิดไม่มีถูกหนึ่งคนที่เข้าใจการเรียนกับอีกหนึ่งคนที่ไม่เข้าใจเรื่องเรียนกลายเป็นภาพสะท้อนมุมมองชีวิต ที่ผู้เขียนชอบมากในหกตอนที่ผ่านคือเรื่องมุมมองชีวิตที่เป็นเหมือนภาพสะท้อนของกันและกัน นั่นคือการไม่เข้าใจเรื่องการเรียนเพราะไม่ได้เรียนด้วยความเป็นนักกีฬาของนัมแฮงซอนจนทำให้เธอไม่เป็นเหมือนแม่ๆคนอื่นซึ่งจะว่าดีก็ดีที่ไม่เอาความหวังให้ลูกแบกแต่ก็ต้องแลกมาด้วยความที่ลูกจะตามไม่ทันคนอื่นจนสุดท้ายก็ต้องตามน้ำ กระนั้นการมองโลกในมุมของคนที่เข้าใจโลกว่าไม่ได้มีแค่การเรียนก็เหมือนเป็นคนโลกสวยสำหรับชีวิตที่มีแบบแผนของชเวชียอล ซึ่งตัวชเวชียอลเองไม่ใช่คนมองโลกในแง่ร้ายกลับกันเขาคือคนจิตใจดีเพียงแต่มุมมองต่อโลกของเขายังแคบเพราะชีวิตเขาตึงเกินไปมีสูตรให้คำนวณมากเกินไปทำให้ไม่อาจมองเห็นความสวยงามของโลกบางมุม จนได้มาเจอกับนัมแฮงซอนที่เหมือนฟ้าลิขิตให้คนสองคนที่มีทัศนคติในการใช้ชีวิตต่างกันสุดขั้วหนึ่งคือเส้นตรงที่ต้องขีดตามไม้บรรทัดกับอีกหนึ่งคือเส้นที่วาดด้วยความอิสระ ถึงตอนนี้การเห็นความสวยงามของเส้นที่ถูกขีดเขียนตามใจก็ทำให้ชเวชียอลเริ่มเปลี่ยนไปการได้นักแสดงเจ้าบทบาทมารับผิดชอบบททำให้สารที่ต้องการสื่ออกมาชัด การได้จอนโดยอนมารับบทสตรีที่กร้านโลกก่อนวัยอันควรที่ใช่ว่าจะโลกสวยเสมอไปมีหักมีงอมีชนมีหลบคือข้อดีที่สุดของเรื่องนี้ เพราะตัวละครนัมแฮงซอนที่ชีวิตมีอะไรให้จัดการมากมายทำให้มองเห็นวุฒิภาวะชัดที่สูงกว่าตัวละครชเวชียอลและแน่นอนสามารถฉายภาพความต่างของความเป็นแม่ที่แม้จะไม่เข้าใจเรื่องระบบการศึกษาและการเรียนแต่กลับเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้ลูกของตนเองผ่อนคลาย ซึ่งความมีวุฒิภาวะแบบนี้ที่เป็นความต่างจากที่ชเวชียอลเคยเจอมาจากทั้งนักเรียนและเหล่าแม่ๆก็คือมุมที่ต่างไปหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นโลกอีกใบที่ชเวชียอลไม่เคยเจอหรือเคยเจอแต่เขาได้ฝังมันไว้ข้างหลังเรียบร้อยแล้ว และความเป็นนัมแฮงซอนที่ไม่เหมือนใครก็สามารถเปลี่ยนทัศนคติของชเวชียอลไปทีละน้อยโดยที่ชเวชียอลเองก็อาจไม่รู้ตัวจนเขามีรอยยิ้มมากขึ้นมองโลกในบางมุมอย่างความเข้าใจขึ้นและบางครั้งคนเราก็ต้องตอบโต้บ้าง นั่นคือมุมของชีวิตหนึ่งได้สะท้อนให้ชีวิตหนึ่งมองเห็นแล้วเปลี่ยนแปลงและนี่คือการรับผิดชอบบทบาททางทัศนคติได้อย่างไร้ที่ติดูเถอะ... อยากให้ดู เพราะนี่ไม่ใช่การกระเทาะระบบการศึกษาบ้านเขาที่เปลือกนอกแต่เจาะเข้าไปถึงนิวเคลียสด้วยการวางผลของเหตุที่ไม่ได้มาจากเด็กๆ จะว่าไปเรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นทั่วไปในสังคมบ้านเราที่แทบไม่ต่างกัน ซึ่งแม้ครอบครัวผู้เขียนเองจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องการกวดวิชาแต่เมื่อถึงเวลาที่ลูกต้องเข้ามหาวิทยาลัยยังไงก็ต้องตามน้ำ เพราะโลกไม่อนุญาตให้คนคิดต่างมีทางไปมากนัก แต่สิ่งที่ผู้เขียนและคุณแม่บ้านทำคือให้ลูกเลือกเองว่าจะเรียนสาขาไหนที่ใจลูกต้องการแล้วการที่ให้ลูกเข้าเรียนกวดวิชาเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็คือการส่งเสริมไม่ใช่คาดหวังหรือเอาความหวังไปให้ลูกแบก ผิดจากที่เห็นในเรื่องที่เห็นชัดว่าเด็กๆที่มีทั้งน่ารักและน่าชิงชังหมั่นไส้ล้วนมาจากสิ่งที่ถูกฝังไว้โดยคนที่บ้านและในที่นี้คือแม่ๆ เพราะความหวังของผู้ใหญ่ล้วนๆที่ผลักเด็กเข้าไปอยู่ตรงปากเหวนั้นและผลักระบบการศึกษาให้เป็นเช่นนั้นทั้งที่เด็กไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แล้วเมื่อเป็นอย่างนั้นมารุ่นต่อรุ่นสิ่งที่เป็นคือความทรงจำของกล้ามเนื้อของระบบจึงบีบให้เด็กต้องแบก ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะปลดปล่อยให้เด็กๆเป็นอิสระจากทัศนคติของผู้ใหญ่เรื่องนี้อาจกำลังบอกเราแบบนั้น....ดูไปบ่นไปขอบคุณภาพประกอบภาพปก / ภาพที่ 1 / ภาพที่ 2,3,4,5,6,7 / ภาพที่ 8 จาก Instagram tvn_drama อ่านบทคววาม "ชวนชม" เรื่องนี้ได้ที่นี่ชวนชม Crash Course in Romance โรแมนซ์ฉบับเร่งรัด (2023) ยิ้มไม่หุบผสมขอบตาอุ่นชื้น อีกครั้งที่เกาหลีตีแผ่ระบบการศึกษาได้อย่างถึงคุณภาพอ่านบทความงานละครเกาหลีตีแผ่ระบบการศึกษาโดย "ดูไปบ่นไป" ได้ที่นี่รีวิวจัดเต็ม Green Mothers' Club: ชมรมคุณแม่สีเขียว (2022) "ความรักของแม่ไม่มีคำว่าผิดจริงหรือ...?"รีวิวจัดเต็ม Black Dog: Being A Teacher (2019) "ถ้ามองด้วยใจเกลียดชัง หญ้าทุกใบก็คือวัชพืช แต่หากมองด้วยความเมตตา คนทุกคนก็คือดอกไม้"เกาะติดซีรีส์เรื่องใหม่ๆ App TrueID โหลดฟรี!