รีวิวหนัง "HOPE" การคัมแบ็กกลับมาของนาฮงจิน ด้วยเส้นบาง ๆ ของงานตระการตากับความทะเยอทะยาน
การกลับมาสู่โลกภาพยนตร์อย่างเต็มตัวอีกครั้งของผู้กำกับชั้นครูจากเกาหลี "นาฮงจิน" กลายเป็นที่จับตามองอย่างแน่นอน เพราะนี่ผลงานการสร้างสรรค์หนังเรื่องแรกในรอบทศวรรษของเขา ที่ทิ้่งช่วงหายไปนับตั้งแต่งานระดับมาสเตอร์พีชเรื่องก่อน กลับหนนี้ก็ถือว่าฉีกทางต่างไปจากวิถีเดิม เพราะยกระดับสู่ความบล็อกบัสเตอร์เต็มตาใน "HOPE" หนังแอคชันไซไฟระทึกขวัญที่มาพร้อมกับมหึมาโปรดักชันงานสร้าง และยังเป็นการยกระดับการทำงานหนังเกาหลีสู่สเกลสากลได้อย่างหนักแน่น
ชาวบ้านในเมืองเล็ก ๆ ริมชายฝั่งได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์ประหลาดที่สร้างความโกลาหลวุ่นวาย ที่แทบจะแปรเปลี่ยนให้ทั้งเมืองกลายเป็นสมรภูมิรบและโศกนาฏกรรมที่หดหู่ บัดนี้เมืองทั้งเมืองเสี่ยงจะถูกทำลาย บอมซอก กับ ซองเอ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น จึงได้ผนึกกำลังกับ ซองกี นักล่าหนุ่มประจำถิ่น ในการร่วมต่อสู้กับภัยคุกคามลึกลับครั้งนี้ เมื่อหมายจะปกป้องผู้คนและเมืองที่หวงแหน โดยที่ไม่ล่วงรู้เลยว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าด้วยนั้น...น่าเกรงขามแค่ไหน
HOPE ก็คือหนังบล็อกบัสเตอร์สูตรสำเร็จกลิ่นอายนายทุนแบบคุ้นเคยจากเกาหลี นับว่าเป็นสูตรเฉพาะที่คุ้นเคยกันดีเมื่อถึงช่วงฤดูร้อนทุกปี มันจะต้องมีหนังประเภทนี้ส่งออกมาเสิร์ฟให้กับผู้ชม แต่เมื่อเป็นหนังที่มีอยู่ในมือของผู้กำกับชั้นครู อย่าง นาฮงจิน ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนังย่อมต้องถูกคาดหวังเอาไว้ประมาณหนึ่ง คล้าย ๆ กับชื่อหนัง ที่อยากจะเห็นมุมมองอะไรเด็ด ๆ และงานสร้างแจ่ม ๆ ในหนังที่ได้นักสร้างระดับตำนานมาทำการละเลงสร้าง แต่น่าเสียดายที่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้น...ค่อนข้างจะธรรมดาและไม่สดใหม่สักเท่าไหร่
โดยต้องยอมรับว่าวิสัยทัศน์ในการกำกับหนัของนาฮงจิน ก็ยังคงเส้นคงวาดี รักษามาตรฐานและใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ได้ค่อนข้างใช้ได้ดีเดียว แต่เพียงแค่องค์ประกอบไม่กี่สิ่งก็ไม่อาจจะขับเคลื่อนให้ออกมาเป็นหนังที่ดีได้ เพราะกลายเป็นว่า HOPE มอบผลลัพธ์ออกมาเป็นแค่เพียงหนังบล็อกบัสเตอร์ระเบิดภูเขาเผากระท่าม ระรัวยิงอะไรกันก็ไม่ได้รู้ตูมตามไปตลอดทั้งเรื่อง บนเนื้อหาโครงสร้างของหนังที่จับแก่นสารอะไรไม่ได้เลย เต็มไปด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องที่ซ้ำซากและแทบไม่เชื่อมต่อจังหวะอารมณ์ร่วมระหว่างหนังกับคนดูได้เลย ซ้ำร้ายหนังยังไม่รู้จักการย่อความให้กลมกล่อมอีกด้วย
สิ่งแรกที่ค่อนข้างให้ความรู้สึกผิดหวังใน HOPE ก็คงจะเป็นพล็อตเรื่องและบทหนัง ที่รังสรรค์โดยนาฮงจินเอง ที่แทบจะขยี้ตาและไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของนักสร้างชั้นครูผู้นี้ เพราะกลายเป็นผลงานที่ดูดวิญญาณและทำให้เขาสูญเสียตัวตนที่สั่งสมบารมีมาเป็นอย่างดี มันได้ถูกทำลายไปด้วยหนังบล็อกบัสเตอร์ทเแสนแห้งแล้งและจำเจเรื่องนี้ เพราะโครงสร้างบทหนังแทบไม่มีอะไรเลย ไร้ชั้นเชิง ไร้มิติ วนไปเวียนมากับไดอะล็อกบทพูดที่ซ้ำซาก พาคนดูไปสัมผัสกับเรื่องราวที่ไม่มีแก่นสารอะไรเลย กับเวลาที่เสียไปถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง
ปัญหาหลัก ๆ อย่างหนึ่งใน HOPE ก็คือการไม่รู้จักกระชับย่อความในตัวหนัง ที่ปล่อยผลงานออกมายาวยืด 160 นาที โดยที่แทบจะไม่มีอะไรให้น่าจดจำเลยแม้แต่น้อย ในช่วง 40 นาทีแรกของหนัง ที่เป็นการโหมโรงและปูเรื่องอย่างขึงขัง ดูจะเป็นจุดแข็งที่อาจจะไร้รากฐานที่แข็งแรง แต่มันดูดีที่สุดในบรรดาภาพรวมทั้งหมดของหนังแล้วจริง ๆ กระทั่งหนังเปิดเผยความลับและตัวละครต่าง ๆ ออกมาทั้งหมด กลายเป็นว่าแก่นสารของหนังลอยเคว้งไปอย่างเลื่อนลอย พร้อมกับมหึมาสรรพวุธจำนวนมากที่ถูกใช้ไป โดยที่ไร้ที่มาที่ไปใด ๆ ทั้งสิ้น
เชื่อเหลือเกินว่าระหว่างที่ผู้ชมนั่งดูหนังเรื่องนี้ผ่านไปสักชั่วโมงนิด ๆ น่าจะมีความคิดในใจเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า 'เมื่อไหร่จะจบ?' เพราะความที่ตัวหนังไร้แก่นสารหลักที่ชวนติดตาม นำทางไปด้วยพล็อตแห้ง ๆ สุดจะซ้ำซากและเคยเห็นมาจากผลงานสไตล์นี้เรื่องอื่นมาแล้ว พลังในบทหนัง HOPE แทบจะไม่เหลือสิ้นตลอด 100 นาทีให้หลังจากที่หนังฉายไป ภาพที่อยู่ตรงหน้าเป็นแค่เพียงหนังเกาหลีที่ใส่ความบ้าคลั่งกับการได้จับปืน และมุกตลกสไตล์เมดอินโคเรียนที่แทบจะไม่เกิดปฏิสัมพันธ์ใด ๆ ได้เท่าที่ควร แม้ว่าจุดนี้หนังจะพยายามมาก ๆ เลยก็ตาม
ในแง่โปรดักชันงานสร้างต่าง ๆ ใน HOPE ก็ต้องยอมรับว่าเป็นหนังเกาหลีที่มีสเกลงานระดับสากลอย่างเด่นชัด โดยหลัก ๆ ก็น่าจะเพราะการใช้เทคนิคพิเศษเข้ามาเสริม กับโลเคชันที่แปลกตากว่าปกติทั่วไปในหนังเกาหลีนั่นเอง หนังเรื่องนี้ถือว่าทำงานกันมาหลายปี เพราะจริง ๆ พวกเขาเริ่มเปิดกล้องตั้งแต่ปี 2023 แล้วถ่ายทำเก็บรายละเอียดยาวนานเป็นปี ๆ ก่อนจะมาปิดกล้องในช่วงครึ่งหลังปี 2024 จากนั้นก็ใช้เวลาทำงานหลังการถ่ายทำอีกเกือบ 2 ปีเลยทีเดียว โดยหนังแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ยูนิตหลัก ๆ ก็คือกองถ่ายในเกาหลี ที่ใช้พื้นที่หมู่บ้านบุกพยอง ทางตอนใต้ของเกาหลีในการทำงาน กับในอุทยานแห่งชาติเรเตซัตของโรมาเนีย สำหับซีนบู๊ที่ป่าเขา
ต้องยอมรับว่าการถ่ายทำจัดเต็ม หนังยังคงได้ช่างภาพคู่ใจ "ฮงคยองพโย" ที่เคยร่วมงานกับนาฮงจินจากหนังเรื่องก่อน กลับมาร่วมงานด้วยอีกครั้ง พร้อมกับได้มือตัดต่อระดับเซียนของเกาหลี "คิมซนมิน" มาช่วยบิวต์จังหวะหนังด้วยการตัดต่อที่ค่อนข้างเฉียบคมทีเดียว และเสริมด้วยบทเพลงประกอบหนังที่เร้าใจดีเหลือเกินของคอมโพสเซอร์ฮอลลีวูด "ไมเคิล อาเบิลส์" ที่แต่งเดิมซาวด์เพลงในหนังได้เข้ากับอารมณ์ดี ขณะที่งานวิชวลเอฟเฟกต์และเทคนิคพิเศษต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นฝีมือทีมนักสร้างในเกาหลี ที่ต้องยอมรับว่ามีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ยังไม่ดีปะปนกันไป
งานด้านวิชวลใน HOPE ค่อนข้างสำคัญไม่น้อย เพราะต้องเป็นองค์ประกอบหลักในการเล่าเรื่อง โดยผลลัพธ์ที่ออกมาก็จัดได้ว่าพอใช้ได้ เพราะยังสัมผัสได้ถึงความไม่แยบยลในบางจุดที่ปล่อยออกมาในนั้น ทั้งการรักษามาตรฐานและสร้างสเกลตัวละครออกมาในกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยงานที่ออกมานั้นอาจจะยังไม่คมกริบระดับสมบูรณ์แบบ แต่ใด ๆ ก็พอจะเทียบชั้นได้กับงานฝั่งฮอลลีวูด เพียงแต่ว่าในการดีไซน์บางรายละเอียดยังค่อนข้างเต็มไปด้วยความแห้งแล้งไปเสียหน่อย
ขณะที่พาร์ทการแสดงก็ต้องปล่อยใจปล่อยจอยได้เลย เพราะเต็มไปด้วยทีมนักแสดงระดับเทพของเกาหลี นำโดย "ฮวังจองมิน", "โจอินซอง" และ "จองโฮฮยอน" ที่เชื่อว่าคนดูจะปล่อยให้พวกเขาทำการแสดงไป พร้อมกับดื่มด่ำการแสดงระดับมืออาชีพของพวกเขา แม้ว่าในแง่มิติบทบาทในแต่ละตัวละครของพวกเขาจะไม่เกิดประสิทธิภาพได้เท่าที่ควรเลยก็ตาม ยังผสมผสานความไร้ชั้นเชิงในคาแรกเตอร์เอาไว้เพียบ พร้อมกับบทซ้ำ ๆ ซาก ๆ ตามสูตรหนังเกาหลี แต่พวกเขาก็ทำหน้าที่ของตัวเองในระดับใช้ ประดับเสริมด้วยทัพนักแสดงสมทบขโมยซีนต่าง ๆ ที่มีทั้งดีเด่นและน่าขัดใจตามสูตร
ทางด้านทีมนักแสดงฝั่งฮอลลีวูดที่มาร่วมสมทบเสริมในหนังเรื่องนี้ เอาจริง ๆ พวกเขาแทบจะไม่ได้มีพื้นที่ในการปล่อยของทางการแสดงสักเท่าไหร่ เพราะพวกเขารับบทเป็นเอเลี่ยนต่างดาวที่ถูทับถมไปด้วยงานซีจีแห้งแล้งไปตลอดทั้งเรื่องนี้ เรียกได้ว่ากว่าจะจับทางได้ว่านักแสดงคนไหนรับบทเป็นอะไร ก็ปาไปเกือบจะจบเรื่องแล้ว พวกเขาก็ทำการแสดงระดับมืออาชีพเช่นเคย เพียงแต่ถูกกดทับด้วยบทบาทที่ไร้ความโดดเด่นและไม่มีที่มาทีไปในการสนับสนุนภูมิหลังที่แน่ชัด ท้ายที่สุดก็เป็นตัวละครที่ไม่มีอะไรให้น่าจดจำแม้แต่น้อย
ดังนั้นโดยสรุปในภาพรวมแล้ว HOPE เป็นการคัมแบ็กกลับมาในรอบทศวรรษของนาฮงจิน ที่ค่อนข้างมอบผลลัพธ์ที่ทำให้รู้สึกผิดหวังไปหน่อย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิสัยทัศน์และการคุมงานสร้างในหนังเรื่องนี้ของเขายังทำได้ดี เพียงแต่ว่าสเกลงานอาจจะยิ่งใหญ่เกินไปกับเจ้าพ่อหนังที่มักจะบ่มเพาะความคมคายในหนังตัวเองอยู่เสมอ ๆ แต่เมื่อมาอยู่ในระดับงานบล็อกบัสเตอร์เช่นนี้ กลับสัมผัสได้ว่าการควบคุมงานสร้างค่อนข้างเลื่อนลอย ซ้ำยังมาพร้อมกับพล็อตเรื่องที่ไม่มีแก่นสารที่ชัดเจนใด ๆ เลย พร้อมกับวิธีการเล่าเรื่องที่ยืดยาวเกินจำเป็นไปมาก ถ้าหากว่าหนังกระชับได้กว่านี้ คุมเวลาในได้ไม่เกินสัก 130 นาที ก็น่าจะเอ็นจอยได้ยิ่งขึ้น
แต่ใด ๆ ก็ต้องยอมรับว่าโปรดักชันงานสร้างใน HOPE ยังถ่ายทอดออกมาได้ดีตามมาตรฐาน โดยเฉพาะการสร้างสรรคฉากต่าง ๆ จาก 2 โลเคชันหลัก ๆ ใส่รายละเอียดและความตื่นตาเข้ามาได้ใช้ได้ดี การผนึกกำลังทำงานของทีมงานก็ค่อนข้างทีมเวิร์กไปกันได้ดี แม้ว่างานซีจีและวิชวลต่าง ๆ อาจจะแอบรู้สึกขัดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่กว่าบทหนัง ส่วนทางฝั่งการแสดงก็ไว้วางใจได้กับทีมดาราขั้นเทพของเกาหลี ที่รับมือบทบาทของพวกเขาได้ดี แม้ว่าบทหนังจะไม่ส่งเสริมเลยก็ตาม ฝั่งนักแสดงฮอลลีวูดก็ทำออกมาใช้ได้เช่นกัน แม้ว่าอินเนอร์ของพวกเขาจะถูกบดบังไปด้วยซีจีหนา ๆ ตลอดทั้งเรื่องก็ตาม แต่ใด ๆ อยากเห็นนาฮงจินกลับไปสู่งานเบสิคสไตล์เขา...แบบไม่ฝืนอีกครั้งจังเลย
ข้อมูลเกี่ยวกับหนัง HOPE
- ประเภท: แอคชัน / ไซไฟ / ระทึกขวัญ
- ผู้กำกับ: นาฮงจิน
- นำแสดงโดย: ฮวังจองมิน, โจอินซอง, ซองโฮยอน, ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์, อลิเซีย วิกานเดอร์
- ความยาว: 160 นาที
- กำหนดฉายในไทย: 9 กันยายน 2026
Movie.TrueID METRIC: HOPE
- ภาพรวม
⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰✰ (6.3/10) - การเล่าเรื่อง
⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰✰✰ (5.6/10) - การแสดง
⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰ (7.0/10) - การกำกับ
⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰ (7.0/10) - เทคนิคงานสร้าง
⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰ (7.3/10) - บทภาพยนตร์
⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰✰✰ (5.3/10)
-------------------------------------
>> ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID <<
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย >> https://bit.ly/3xEgdAa