เชื่อว่าคอหนังทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหน้าเก่า หรือหน้าใหม่ จะต้องคุ้นเคย หรือเคยดูหนังเรื่อง The Shawshank Redemption อย่างน้อยๆ 1-2 รอบ ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ ถูกยกให้เป็นอันดับ 1 จาก 250 หนังที่ดีที่สุดในเว็ปไซต์ IMDb พร้อมทั้งหนังยังเต็มไปด้วยฉากประทับใจ และอิมแพ็คต่อความรู้สึกคนดู ทุกครั้งที่ได้ชม และเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2019 เป็นวันครบรอบ 25 ปีของหนังอันทรงพลังเรื่องนี้ โพสต์นี้จึงขอพาทุกคนย้อนไปสู่จุดเริ่มต้น ของอีกหนึ่งหนังขึ้นหิ้งเรื่องนี้ย้อนกลับไปประมาณช่วงยุค 80 สตีเวน คิง ที่ตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงเบื่อหน่าย และหมดหวังกับบรรดาหนังที่สร้างจากนิยายของเขาหลายๆ เรื่อง ที่เมื่อถูกสร้างเป็นหนัง มันกลับออกมาล้มเหลว และไม่เป็นอย่างที่เขาต้องการ โดยเฉพาะ The Shining ของ สแตนลี่ย์ คูบริคที่คิงออกตัวไม่ปลื้มอย่างแรงมาจนถึงทุกวันนี้ จนกระทั่งตัว คิงเองได้ตั้งโครงการที่มีชื่อว่า "Dollar Baby" ที่เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นักเรียนหนังหน้าใหม่ที่มีของ ได้เข้ามาขอซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำเรื่องสั้นของเขาไปสร้างเป็นหนังด้วยราคาเพียง 1 ดอลลาร์ และนั้นเองที่ได้เปิดโอกาสให้นักทำหนังหน้าใหม่วัย 20 ปี นามว่า แฟรงค์ ดาราบอนท์ได้ขอซื้อลิขสิทธิ์ The Woman in the Room มาทำเป็นหนังสั้นความยาว 30 นาที ที่หนังเรื่องนี้ได้ถูกใจ คิง ที่เป็นผู้เขียนอย่างมาก จนพวกเขาได้เริ่มความสัมพันธ์ฉันมิตรภาพ นับตั้งแต่นั้น แฟรงค์ ดาราบอนท์ ได้ชื่นชอบงานเขียนของ สตีเวน คิงเป็นอย่างมาก และเขาก็ออกตัวแรงว่าสนใจกำกับ Rita Hayworth and Shawshank Redemption ที่เป็นเรื่องสั้น ในชุด Different Seasons แต่ ดาราบบอนท์ ก็ยังไม่มั่นใจในผลงาน และฝีมือของตัวเองในตอนนั้น เขาเลยหันไปเขียนบทให้หนัง A Nightmare on Elm Street 3: Dream Warriors ,The Blob และ The Fly II จนกระทั่ง คิง ได้เห็นว่าผู้กำกับไฟแรงผู้นี้มีของใช้ได้ เขาเลยยอมไฟเขียวให้ ดาราบอนท์เขียนบทและกำกับเรื่องสั้นที่เขาต้องการโดยบทหนังของดาราบอนท์ นั้น ได้มีการยึดเนื้อหาของ นิยายเป็นหลัก แต่ได้มีเพิ่มความรุนแรงเข้าไปในหนัง พร้อมเปลี่ยนชื่อว่า The Shawshank Redemption หลังจากนั้นเขาก็ได้นำบทหนังไปเสนอแก่โปรดิวเซอร์หญิงแห่งบริษัท Castle Rock Entertainment อย่าง ลิซ กลอตเซอร์ ซึ่งเธอคนนี้ก็ได้ชื่นชอบบทหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ด้วยความที่กล้าฉีกกระแสเล่าหนังคนคุก ในขณะที่ในยุคนั้นเป็นช่วงเฟื่องฟูของหนังแอคชั่นบล็อคบัสเตอร์ และยังเป็นผู้เบิกทางให้ ดาราบอนท์ ได้ทำหนังให้กับสตูดิโอดังได้สำเร็จ ด้าน ร็อบ ไรเนอร์(Stand By Me) ผู้ก่อตั้งบริษัท Castle Rock ก็ได้ยื่นข้อเสนออันแสนสวยงามให่กับดาราบอนท์ ด้วยค่าจ้างจำนวนสามล้านดอลลาร์ เพื่อให้ดาราบอนท์มารับหน้าที่ผู้กำกับให้กับ The Shawshank Redemption แต่ในขณะที่อนาคตของดาราบอนท์กำลังไปได้สวยงามกับโปรเจ็กต์ในฝันนั่นเอง เขาก็ต้องพบกับอุปสรรคสำคัญ เมื่อ ร็อบ ไรเนอร์ที่พึ่งประสบความสำเร็จจาก A Few Good Men เคียงคู่กับ ทอม ครูซ ได้เปลี่ยนแผน โดยการเสนอให้ ทอม ครูซมารับบท แอนดี้ชายเคราะห์ร้ายตัวเอกของหนัง พร้อมทั้งเขาจะขอมารับหน้าที่ผู้กำกับแทน จนทำให้ ดาราบอนท์ถึงกับเฟล อยากหนัก แต่ท้ายที่สุดการยืนหยัดของเขาที่จะกำกับหนังเรื่องนี้ ก็สามารถเอาชนะใจ ร็อบ ไรเนอร์และกลับมารับหน้าที่ผู้กำกับได่ในที่สุดสำหรับด้านนักแสดงคนแรกที่ตกลงปลงใจมาร่วมแสดงให้หนังเรื่องนี้ คือ มอร์แกน ฟรีแมนเจ้าของบท เรดที่ตอนนั้นเขาถูกแนะนำจาก กลอตเชอร์ โปรดิวเซอร์ผู้เปิดโอกาสของ ดาราบอนท์นั่นเอง โดย ฟรีแมนได้อ่านบทหนังแล้วชื่นชอบเป็นอย่างมาก และยินดีที่ได้มาร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ในขณะที่บท แอนดี้ ในตอนแรก ดาราบอนท์ได้เล็งนักแสดงชื่อดังมาร่วมงานอย่าง เควิน คอสเนอร์ และทอม แฮงค์ มาร่วมแสดง แต่สุดท้ายก็ถูกปฏิเสธ จนเขาหันกลับไปสนใจ ทอม ครูซ อีกครั้ง แต่ ครูซ ก็ยื่นข้อเสนอสุดโหดว่า หากจะให้เขามาร่วมแสดง จะต้องให้ ไรเนอร์ มาร่วมควบคุมการสร้างด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายข้อเสนอนี้ก็ตกไป เมื่อ ไรเนอร์มองว่าหนังเรื่องนี้ต้องถ่ายทอดจากวิสัยทัศน์ของ ดาราบอนท์เท่านั้น ท้ายที่สุดบท แอนดี้ ก็ตกเป็นของ ทิม ร็อบบินส์ ที่ในตอนนั้นแกพึ่งเจ้งเกิดจากซีรีส์ The Love Boat และหนังที่ร่วมแสดงกับทอม ครูซ อย่าง Top Gun แต่ ร็อบบินส์เอง ก็ได้ยื่นข้อเสนออีกเช่นกัน โดยเขาได้เสนอว่าหากต้องการให้เขารับบทนำในหนังเรื่องนี้ จะต้องให้ โรเจอร์ ดีกินส์(Blade Runner 2049) ผู้กำกับภาพตัวเทพของวงการ ที่เคยมาร่วมงานกับ ร็อบบินส์ใน The Hudsucker Proxy มารับหน้าที่กำกับภาพให้ ซึ่งดาราบอนท์ก็ตอบตกลงแต่โดยดีหนังได้ไปยกกองถ่ายทำที่อดีตสถานพินิจ และคุ้มคลองเด็ก และเยาวชน ในรัฐโอไฮโอ พร้อมทำการถ่ายทำแบบต่อเนื่องเป็นเวลา 15-18 ชั่วโมงต่อวัน โดยถ่ายกัน 6 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลาถึงสามเดือนครึ่งในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ซึ่งในระหว่างถ่ายทำ มอร์แกน ฟรีแมน ก็มีปัญหากับดาราบอนท์ผู้กำกับของเรื่องอยู่บ่อยครั้ง ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากความร้อนวิชาของตัวผู้กำกับเอง แต่สุดท้ายการถ่ายทำก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และเป็นบทเรียนสำคัญในการทำงานเบื้องหลังให้ ดาราบอนท์ ในภายหลังอีกหนึ่งปัญหาที่ตามมาหลังจากหนังถ่ายทำเสร็จสิ้นแล้ว คือช่วงตัดต่อ ที่ตอนแรกหนังถูกตัดให้ออกมายาว 2 ชั่วโมงครึ่ง แต่ทาง กลอตเชอร์ โปรดิวเซอร์ของหนังมองว่ามันมีความยาวเกินไป ก่อนจะตัดหลายๆ ฉากที่ดาราบอนท์ต้องการเก็บไว้ออก แถมยังมีปัญหากันระหว่างโปรดิวเซอร์ และผู้กำกับ ในเรื่องของการเลือกฉากจบของหนัง เมื่อดาราบอนท์ ต้องการตัดฉากที่ เรด และเอดดี้ เจอกันอีกครั้งที่ชายหาดตอนท้ายออก แต่ทางด้าน กลอตเชอร์ เอง ต้องการให้เก็บฉากนั้นเอาไว้ ท้ายที่สุดเราก็ได้เห็นฉากจบอันแสนสวยงามของสองเพื่อนรักในหนังเรื่องนี้ สมใจที่โปรดิวเซอร์หวังไว้แม้ว่าท้ายที่สุด The Shawshank Redemption จะปิดรายได้ตลอดการฉายอย่างน่าผิดหวังด้วยการทำรายได้ในอเมริกาไปแค่ 28 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญฯ และพลาด 7 รางวัลออสการ์ที่ได้เข้าชิง แต่ท้ายที่สุดหนังก็สามารถชนะใจคนดู ด้วยการเป็นหนังที่ได้รับความนิยม เมื่อถูกนำมาฉายในระบบ โฮมเธียเตอร์ ทั้งแผ่น DVD ช่องสตรีม และช่องทีวี ที่มักนำหนังเรื่องนี้กลับมาฉายซ้ำบ่อยๆ มาจนถึงทุกงวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า The Shawshank Redemption เป็นอีกหนึ่งหนังที่ว่าด้วยมิตรภาพของลูกผู้ชาย ความหวัง และอิสรภาพ ที่งดงาม และทรงพลังมากที่สุด ในขณะที่ฉากที่แอนดี้ที่แหกคุกมาได้ และยืนกลางฝน ยังเป็นฉากที่น่าจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://www.imdb.com/ลิ้งต้นฉบับบทความ https://www.facebook.com/IWatchmoviesalot/photos/a.1124639924276323/2988397201233910/?type=3&theaterสามารถติดตามอ่านรีวิวหนัง และข่าวสารหนัง เพิ่มเติมได้ที่(เพจของผู้เขียน) https://www.facebook.com/IWatchmoviesalot