“แพรวพราว-ซัน” โต้ยุบวงหมอลำ เคลียร์ดราม่าเสื้อคล้ายแบรนด์ดัง

“แพรวพราว-ซัน” โต้ยุบวงหมอลำ เคลียร์ดราม่าเสื้อคล้ายแบรนด์ดัง
ก่อนหน้านี้ถูกชาวเน็ตจับตาเรื่องใส่เสื้อคล้ายแบรนด์ดังนักร้องหมอลำสาว “แพรวพราว” จนเกิดข้อสงสัยว่าอาจเป็นสินค้าลอกเลียนแบบ อีกทั้งพูดถึงเศรษฐกิจตอนนี้กระทบวงหมอลำจนต้องปรับสเกลงานลง ล่าสุดเจอทั้งคู่ร่วมถึงหนุ่ม “ซัน วงศธร” ซึ่งทั้งคู่เผยว่า...
ซัน “ลุยงานร้องเพลง เราก็เล่นน้ำกันบนเวทีครับ”
แพรวพราว “เริ่มมีงานตั้งแต่วันนี้จนสิ้นสงกรานต์เลย ช่วงสงกรานต์งานของแพรวก็จะอยู่ทางฝั่งอีสานทั้งหมดเลย แต่ของซันอยู่ในโซนภาคกลาง เราไม่ได้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วยกันอยู่แล้ว แต่ว่าก็จะมีหลังสงกรานต์จะมีการนัดทีมงานไปเที่ยวเพื่อพักผ่อนกัน ภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ตั้งใจปรับให้ขนาดวงเล็กลง จริงๆ เราเตรียมงานกันมาสักพักนึงแล้วก่อนที่จะมีวิกฤตเรื่องของค่าน้ำมันแพง เราอยากรับงานให้เจ้าภาพมีทางเลือกเยอะๆ ถ้าเกิดเป็นวงใหญ่เจ้าภาพอยากได้แค่ศิลปินรับเชิญแพรวไม่สามารถไปได้ เพราะว่าเวลาเราไปเราต้องออกกันไปเต็มวง แต่พอเราแพรวทำวงให้มีขนาดเล็กลง มีหลากหลายสไตล์ให้เจ้าภาพได้เลือกภาคกลางก็จะเป็นลูกทุ่งวาไรตี้ หมอลำก็ยังรับเหมือนเดิม 2 ปีที่ผ่านมาแพรวมาอยู่รังสิต เรารู้สึกว่าเราอยากอยู่ใกล้ๆ ลูกอยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น แต่ตราบใดที่เรายังทำวงใหญ่อยู่เราต้องเดินสายทั้งปี โดยไม่ได้หยุด แพรวอยากมีโอกาสที่จะอยู่กับลูกให้ได้มากขึ้น ถ้าเราทำวงใหญ่เราไม่สามารถเลือกได้ เพราะว่าเลี้ยงลูกน้องหลายคน แต่พอเรามาทำแบบนี้เป็นวงขนาดเล็กลง เราสามารถเลือกรับงานได้งานโซนภาคกลาง ทางอีสานก็จะนานๆ รับเพราะเราอยากอยู่ใกล้ลูก ไม่ถึงขั้นยุบวง ลดสเกลวงเปิดทางเลือกให้เจ้าภาพได้เลือกรับเชิญแพรวก็สามารถไปได้ กับทีมแดนซ์เซอร์ 4-6 คน แต่เราก็ยังมีทีมแดนซ์เซอร์และทีมดนตรีที่ประจำเราอยู่
รับเชิญงานเยอะกว่า ยิ่งมากระแสน้ำมันที่แพงมาก เหมือนว่าเราได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ทันเหตุการณ์มากขึ้น และมาทำให้เราเซฟได้หลายอย่าง ส่วนงานวงใหญ่ที่เจ้าภาพจองไว้ก็ยังเหมือนเดิมทำสัญญาว่าจ้างเหมือนเดิม บางคนบอกว่าเอาวงใหญ่ได้ไหมเราก็สามารถจัดหาให้ได้บางคนเค้าก็บอกว่าอยากได้วงขนาดกลางได้ไหมเราสามารถไปได้ทุกงานเลย
เวทีเครื่องเสียงเราไม่ได้ซื้อเองอยู่แล้ว เราเช่า เพียงแต่ว่าเราเช่าประจำ ปีนี้เราก็บอกเขาว่าเราคงไม่ได้เช่าประจำแล้ว เค้ารับงานที่อื่นได้ โดยที่ไม่ต้องรอเราอย่างเดียว แดนซ์เซอร์ที่เรามีอยู่ ก็เยอะเราก็ทำทีมแดนซ์เซอร์เพื่อที่จะรับงานของศิลปินท่านอื่น ที่อยากจะจ้างทีมแดนซ์เซอร์ของแพรวพราวไปก็ได้ เราจะทำไว้สองทีม อีกอย่างหลังจากปิดฤดูกาลนี้เราไม่รู้ว่าแดนซ์เซอร์ที่จะมาอยู่กับเราเหลือกี่คนมันมีการย้ายวงอยู่เรื่อยๆ สำหรับค่าจ้างวงใหญ่ก็ยังรับเท่าเดิม แต่ในเรื่องของรับเชิญเราก็มีการปรับราคาเป็นรายชั่วโมงและระยะทาง”
ซัน “เรื่องนี้เราได้มีการคุยกันมาสักพักแล้ว ความเป็นหมอลำมันจะปรับขนาดวงลงไม่ได้หรอก เป็นวงใหญ่มา แล้วเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงกระแสที่เข้ามาก็ต้องมีทั้งลบและบวก แต่ถ้าเกิดเรามองในแง่ที่เราทำงาน เราแกร่งมากขึ้น แต่เราก็มองตรงที่ว่าลูกน้องเราจะโอเคไหม ซึ่งเมื่อเค้าคุยกับลูกน้องและผู้จัดการของเค้า ทุกอย่างก็ลงตัวด้วยความที่ตอนนี้เรามีวงเล็กเพิ่มขึ้นมาก็อาจจะมีการแบ่งโซนกันรับแต่ความเป็นหมอลำก็ยังมีคนจ้างเราอยู่”
แพรวพราว “ลูกวงเค้าก็จะใจหายบ้าง แต่จริงๆ มันไม่ได้มีอะไรแค่ปรับตัวในการรับงาน แดนซ์เซอร์เค้าก็ทำทีมสามารถทำมาหากินได้เหมือนเดิม มันได้รับผลกระทบอยู่แล้ว อาชีพศิลปินนักร้อง ทุกวงได้รับผลกระทบเต็มๆ เพราะเราเดินทางกันทุกวัน เราใช้ชีวิตอยู่บนรถ ทำบ้านไว้ก็ไม่ได้นอน เรานอนกันแต่ในรถ บางทีระหว่างเดินทางเรายังคิดว่าทำไมเราต้องมานอนอยู่ในรถ บ้านก็มี แต่ว่าเรื่องน้ำมันโดนตรงๆ เลย หมอลำวงใหญ่เค้าหนักกว่าเราอีก รายได้หายไปเยอะหาย แต่เรารับงานเจ้าภาพไว้แล้วในราคานี้เราก็ต้องไปในราคานี้ เราจะไปบอกขอเพิ่มราคาน้ำมันได้ไหม มันก็ไม่ อันไหนที่เรารับไว้แล้วก็ต้องเท่าเดิมค่ะ ส่วนอนาคตก็ต้องดูว่ามันจะเป็นอย่างไร คนจ้างเองเค้าก็คงได้เจอวิกฤตเหมือนกันลูกบ้านเค้าใช้รถก็ต้องปรับเรื่องของการทำงาน
กับดราม่าเรื่องแบรนด์เสื้อเราเป็นคนง่ายๆ ไม่ได้ติดแบรนด์ เราไปตลาดก็ซื้อเสื้อตามตลาดไอ้แบนเราก็มี แต่เราก็ไม่ได้ติดว่าอะไรจะต้องเป็นแบรนด์เนม เอาตรงๆ เวลาเราไปซื้อของที่ตลาด เราไม่ได้มองว่าอันนี้เป็นแบรนด์เนมหรือเปล่า เราไม่รู้ด้วยความที่เราเดินทางบ่อย บางทีเสื้อผ้าไม่พอใส่แล้วก็แวะซื้อที่ตลาดมาใส่ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่เค้าดราม่านั้นมันคืออะไร แต่เราก็โอเคมีทั้งคนรักและไม่รัก เขาก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป แต่ใดใดเราก็ขำว่ามันขนาดนั้นเลยเหรออันนี้ไม่รู้ตั้งแต่ต้นเลย เป็นคนเดินตลาดเวลาเห็นก็ซื้อมาเลยก็ใส่สบายๆ ที่บ้านใส่อยู่บ้าน ขอบคุณแล้วกันให้ความสำคัญ เราก็ไม่รู้ว่ายังไงบางทีเราจะไปอ่านคอมเมนต์ว่าคนโน้นคนนี้ด่าถ้าเกิดเราใส่ใจก็หน่อยก็เลยเลือกที่จะไม่ใส่ใจดีกว่า
ตอนที่ซื้อเราก็ไม่รู้หรอกว่าของก๊อป ไม่ก๊อป มันก็เป็นเสื้อกล้ามธรรมดา ทีหลังจะไม่ซื้อที่มันมีรูปของแบรนด์ คือมันไม่ใช่ประเด็นอะไรในชีวิตที่เราจะต้องมานั่งเลือกว่าต้องเป็นแบนเท่านั้นนะช่างมันเถอะ มันชินแล้วค่ะว่าอะไรก็เป็นดราม่า คนที่ไม่ชอบเราทำอะไรขนาดเรานั่งกินหมูกระทะที่บ้านแล้วเอามือเสยผมก็หาว่าผิด”
ซัน “ในมุมมองจากที่ผมมองเป็นคนนอก ผมก็พอรู้อยู่บ้าง แต่บางอย่างก็ไม่ได้รู้ขนาดนั้น เพราะว่าเราสองคนไม่ได้ติดแบรนด์ขนาดนั้น จริงๆ ของแบรนด์เค้ามีเยอะ แต่เวลาเค้าใส่แล้วอย่างเช่น นาฬิกาเค้าก็วางไปทั่ว เรื่องเสื้อผมก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่คนก็มองว่าเราเป็นคนของประชาชนก็อาจจะมองว่ามันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วเราไม่รู้เราไม่ได้ดูละเอียดขนาดนั้น สไตล์เราคือการอุด หนุนพ่อค้าแม่ค้าที่ขายตามตลาด มันก็เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ได้เหมือนกันของแบรนด์เนม แล้วก็ซื้อได้เหมือนกันแต่จะให้ไปซื้อทุกแบรนด์มาใส่ก็ไม่ใช่มันก็ต้องสลับปรับเปลี่ยนกันไปบ้าง”