หลังจากที่ทาง Marvel ปูทางเรื่องราวของจักรวาลคู่ขนานหรือที่เราเรียกกันว่า "มัลติเวิร์ส" หรือ "พหุจักรวาล" ซึ่งเคยได้มีการเกริ่นเล็กๆมาแล้วตั้งแต่ในช่วง Avengers: Endgame เริ่มที่จะให้รายละเอียดที่น่าสนใจไว้ในออริจินอลซีรีส์อย่าง Loki และเราได้เห็นภาพที่ชัดขึ้นใน Spider-Man: No Way Home และมาคราวนี้เราก็จะได้รู้จัก "มัลติเวิร์ส" หรือ "พหุจักรวาล" ได้ดียิ่งขึ้นจากเรื่องราวบทที่สองของศัลยแพทย์จอมขมังเวทย์อย่าง "Doctor Strange" ที่กว่าจะมีภาคต่อเหมือนกับฮีโร่คนอื่นๆเขาก็ปามา 6 ปีแล้วละครับหนังไม่พูดพร่ำทำเพลงกับเราคนดูเลยครับ เปิดมาเข้าเรื่องซะแล้ว ก่อนจะพักเกริ่นเรื่องราวสักนิด แล้วก็ยิงยาวทีเดียวไปจนจบ ด้วยเหตุนี้แนวทางของหนังเลยเดินเรื่องเร็วและค่อนข้างเป็นเส้นตรงครับ ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าลักษณะทั้งสองนี้มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย อย่างแรกเลยด้วยความที่หนังมันเลือกที่จะเดินเรื่องด้วยความรวดเร็ว หนังจึงมีความกระชับ ชับไว ไม่เวิ่นเว้อ ไม่แวะนู้นนี้นั้นจึงเสียเวลาและน่าเบื่อจนเกินไป แต่ถึงกระนั้นหนังก็จะทำให้คนดูเกิดปัญหากับการที่ "ไม่ทันเรื่อง" ซึ่งก็จะกลายเป็นปัญหาสำคัญพอสมควร โดยเฉพาะกับประเด็นของ "มัลติเวิร์ส" ที่อาจจะซับซ้อนไปหน่อยซึ่งก็มีผลให้คนดูจะงงกันได้ และความที่หนังเดินเรื่องก็ยังจะทำให้หลายๆปมประเด็น เหตุผลการกระทำของตัวละครดูไม่สมเหตุสมผลมากพอซึ่งจะทำให้คนดูอินและเอาใจช่วยได้ยาก อย่างต่อมาในการเดินเรื่องเป็นเส้นตรงก็จะทำให้หนังเองดูง่ายเกินไปหน่อย ใครที่ชอบความซับซ้อนซ่อนเงื่อนไรงี้อาจผิดหวังไปตามๆกัน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้หนังดูเข้าใจง่ายขึ้นมาหน่อยนึงแม้ว่าหนังจะโปรโมตว่าเป็นเรื่องราวของ "มัลติเวิร์ส" หรือ "พหุจักรวาล" ตามชื่อต่อท้ายของภาคนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเนื้อหาจริงๆของหนังก็ยังไม่ได้ใส่ลูกเล่นรายละเอียดต่างๆชนิดที่จะมาเจาะลึก "โลกคู่ขนาน" อย่างถึงพริกถึงขิงครับ เพราะเจ้าประเด็นโลกคู่ขนานของเรื่องนี้ได้ถูกใส่มาไว้พอประมาณครับ ถึง 80% ของเรื่องจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ "มัลติเวิร์ส" แต่ก็ยังจะไม่ถึงขั้นเจาะลึกแบบเต็มๆ พูดให้เห็นภาพง่ายๆก็เหมือนเป็นการหยิบยกประเด็นมัลติเวิร์สจากทั้ง Avengers: Endgame, Loki และ Spider-Man: No Way Home มาขยายความเพิ่มขึ้นและเพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆข้อมูลใหม่ๆมาพอประมาณ ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นการกั๊กข้อมูลไว้พอสมควรทีเดียว ซึ่งน่าเสียดายพอสมควรครับเพราะด้วยองค์ประกอบของ "การตะลุยพหุจักรวาล" ก็เอื้อให้เราได้เจออะไรที่สนุกๆอีกเยอะแยะเลยทีเดียว และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือในส่วนของ "เซอร์ไพร์ส" ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายๆคนคาดหวัง เพราะจะด้วยข่าวลือต่างๆหรือความเป็นพหุจักวาลที่จะเอื้อให้เราเจอตัวละครหลายๆตัวจากหลายๆจักรวาล ซึ่งส่วนตัวเมื่อได้ดูในส่วนนี้ ผมรู้สึกว่าเซอร์ไพร์สที่หนังจัดมาให้ก็มีความว้าวในประมาณนึงครับ แต่ไม่ถึงขั้นที่เราเคยว้าวในตอนที่เราเจอสไปเดอร์แมนจากจักรวาลอื่นเหมือนตอน Spider-Man: No Way Home อีกทั้งผมยังแอบรู้สึกว่าหนังเองก็ยังกั๊กไว้บ้าง ไอ้เจ้าส่วนนี้ก็กลายเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าหนังยังเล่นประเด็น "พหุจักรวาล" น้อยไปหน่อยจากที่ผ่านมาแม้หนังอาจไม่ได้จัดเต็มในส่วนที่หลายๆคนคาดหวัง จนดูเหมือนขาดความหวือหวาไปบ้าง แต่ด้วยฝีมือการกำกับของ แซม ไรมี ก็ทำให้หนังที่เรียบง่ายได้มีลูกเล่นสนุกๆให้เราคนดูได้สนุกสนานไปตามๆกันครับ ซึ่งหลายๆส่วนก็จากมาจากการรังสรรค์เอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้กำกับอย่างแซม ไรมี่ที่ผสมผสานให้เข้ากับหนังในทางฮีโร่ได้ดี จึงทำให้หนังมีสไตล์แปลกใหม่ๆที่เฉพาะตัวและมีเอกลักษณ์ที่แปลกตามากกว่าเรื่องอื่นๆ ถึงในส่วนของมัลติเวิร์สไรมี่จะไม่ได้จัดหนักจัดเต็ม แต่ความสยองขวัญปนอารมณ์ตลกร้ายนี่แกไม่ยั้งมือนะครับ ซึ่งเราจะได้เห็นในช่วงครึ่งหลังของเรื่องที่ไปไกลกว่าหนังฮีโร่จอมขมังเวทย์ เพราะดูไปดูมาเหมือนหนังชักจะหนักไปในทางแม่มดภูติผีปีศาจ เขย่าขวัญซะมากกว่าแล้วครับ ซึ่งส่วนตัวผมชอบพอสมควรเลยครับ ในส่วนของความโหดนี่ก็ใช่ย่อยนะครับ ถึงเรทของหนังจะอยู่ในระดับ 13+ แต่หลายๆฉากเราก็รู้ได้ทันทีว่าโหดเอาการ ในด้านของฉากตุ้งแช่ สยองขวัญนี่มีมาเรื่อยๆครับ ไม่มากและไม่น้อยไปมันไม่ถึงขนาดที่จะทำให้เราตกอกตกใจเหมือนหนังผีหนังสยองขวัญ แต่ก็เล่นทำให้ตกใจไม่ยากครับ แต่ก็มีบิ้วให้เราด้วยไม่ต้องห่วงครับ อิอิและในด้านของทีมนักแสดงในเรื่องก็จัดเต็มครับเต็มไปด้วยคุณภาพโดยเฉพาะสามนักแสดงหลักอย่าง "เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์" ก็ยังคงเป็น "ดร.สเตรนจ์" ได้ดีเช่นเคย แต่ครั้งนี้เราจะได้เห็นมิติในแง่มุมอื่นๆอย่างความรักของเขาที่มีต่อคนรักอย่าง "คริสติน พาล์มเมอร์" ที่รับบทโดย "ราเชล แม็กอดัมส์" ด้วย ตัวละครใหม่ที่จะกลายเป็นฮีโร่คนใหม่ของ Marvel อย่าง "อเมริกา ชาเวซ" ที่รับบทโดย "โซชิตล์ โกเมซ" ก็ฉายแววได้อย่างดีมีความน่าสนใจสมกับที่จะเป็นตัวละครสำคัญอีกตัวของ Marvel และที่ไม่พูดถึงไม่ได้และจัดได้ว่าเป็น MVP ของหนังเลยก็คือ "วานด้า แม็กซิมอฟฟ์" (สการ์เล็ตวิทช์) ที่ตัวของ "อลิซาเบธ โอลเซ่น" ได้ถ่ายทอดออกมาได้ดีเป็นอย่างมาก เพราะเราจะเห็นและได้เข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆของตัววานด้า แม็กซิมอฟฟ์ (สการ์เล็ตวิทช์) พร้อมเข้าใจในสิ่งที่เธอได้ทำไปและได้สะเทือนใจไปกับสิ่งที่เธอสูญเสีย ซึ่งอลิซาเบธ โอลเซ่นก็ทำได้เป็นอย่างดีครับ รวมทั้งอารมณ์ในแง่มุมต่างๆ ในส่วนของนักแสดงท่านอื่นๆก็เป็นสีสันให้หนังได้พอดิบพอดีครับ โดยภาพรวม แม้ดูเหมือนหนังจะยังขยี้ประเด็น "มัลติเวิร์ส" หรือ "พหุจักรวาล" ได้ยังไม่เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น เนื้อหาที่อาจดูง่ายไปสักหน่อย แต่ด้วยการกำกับที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ "แซม ไรมี" บวกกับเหล่านักแสดงมากคุณภาพ Doctor Strange in the Multiverse of Madness จึงเป็นหนังที่ยังคงสนุกไปตั้งแต่ต้นจนจบและยังได้เห็นแง่มุมใหม่ๆที่เรายังไม่เคยเห็นมาก่อนในหนังของจักรวาล Marvel และถึงแม้ว่าหนังจะมีแนวทางที่เรียบง่ายแต่ก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยลูกเล่นที่ทำให้เราสนุกไปตลอดทั้งเรื่องครับ เครดิตภาพปก : Marvel Facebook : ภาพปก (ตกแต่ง : https://www.canva.com/)เครดิตภาพประกอบ : ภาพที่ 1 ภาพที่ 2 ภาพที่ 3 ภาพที่ 4 ภาพที่ 5 และ ภาพที่ 6 จะฟังเพลงหรือดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !