#หีบลงโรง ไทบ้าน x BNK48 “จากใจผู้สาวคนนี้” หัวเราะร่าน้ำตาร่วงคาโรงสวัสดีครับทุก ๆ คน ที่ติดตาม “น้องหีบ” มาเป็นเวลานานแสนนาน วันนี้ น้องหีบขอพาทุก ๆ ท่านเข้าสู่มิติใหม่แห่งการรีวิว ที่จะแยกหมวดหมู่เอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การติดตามทุก ๆ อย่างง่ายขึ้นไปกว่าเดิมมาก ๆสำหรับช่วงนี้ ได้แก่ช่วง #หีบลงโรง ครับผม โรงที่แปลว่าโรงหนังครับ นี่จะเป็นช่วงที่น้องหีบจะพาทุกๆ ท่านเข้ามารับชม รับฟัง รับอ่าน ? รีวิวหนังจากความรู้สึกล้วนๆ ของน้องหีบผู้ที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ดูหนังในโรงบ่อยนัก แต่ด้วยความที่ว่าปลายปีที่แล้วปากช่องเพิ่งมีโรงหนัง ใช่ครับ ปากช่องเพิ่งมีโรงหนัง (หัวเราะ) หีบจึงมีโอกาสที่จะได้ดูหนังใหม่ๆ ได้มากขึ้น และนำมารีวิวให้ทุกๆ คนได้อ่านกันสำหรับเรื่อง ไทบ้าน x BNK48 “จากใจผู้สาวคนนี้” เพิ่งเข้าโรงไปเมื่อวันที่ 23 ที่ผ่านมานี้เองครับ เห็นว่ากระแสดีตั้งแต่ปล่อยเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ชื่อว่า “โดด ดิ ด่ง” ออกมา แน่นอนว่าปัจจุบันทะลุ 15 ล้านวิวเข้าไปแล้ว และจากการฟังเพลง โดยคนที่ไม่เคยเข้าไปเป็นแฟนคลับของน้องๆ BNK48 ทำให้ผมรู้สึกว่า เฮ้ย...มันน่ารัก มันติดหู และมันต้องไปดูหนังครับออกตัวก่อนว่าส่วนตัวรู้จักกับหนึ่งในนักแสดงสมทบเรื่องนี้ครับ แม้จะไม่ได้สนิทสนมมากนัก แต่ก็ทราบได้ว่าหนังเรื่องนี้เริ่มถ่ายทำเมื่อประมาณสองปีก่อนโน่นเลย ผมเองก็เฝ้ารอที่จะได้ดูจนลืมไปแล้ว และความอยากมันก็กลับมาพร้อมๆ กับการได้รับฟังเพลง “โดด ดิ ด่ง” นั่นเองครับผมไทบ้าน x BNK48 “จากใจผู้สาวคนนี้” ว่าด้วยเรื่องของยุคสมัยปัจจุบันนั้น เริ่มมีกระแสของเพลงอีสานเข้ามาฮิตกันมากขึ้น ด้วยหลายๆ เพลงที่สามารถทำยอดวิวได้หลายสิบ กระทั่งหลายร้อยล้านวิว ทำให้ทางคุณจ๊อบ หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า “จ๊อบซัง” ที่เป็นผู้บริหารของ BNK48 มีความคิดที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า BNK48 ทำเพลงอีสาน” และด้วยความคิดนั้นเองครับ...จึงทำให้ทางค่ายได้ให้กำเนิดโปรเจคลับขึ้นมา ว่าด้วยเรื่องการทำเพลงอีสาน โดยที่มีผู้ฝึกสอนได้แก่นักร้องดังแห่งยุค ก้อง ห้วยไร่...ที่ความจริงแล้วนางแอ๊บแมน เพราะใครต่อใครก็รู้ว่านางคือ “เจ๊ก้อง” และนับจากวินาทีนั้น...การฝึกร้องเพลงของน้องๆ BNK48 ที่ไม่เคยเข้านา เข้าป่า เข้าดง ก็เริ่มต้นขึ้นหีบจะรีวิวทั้งหมดด้วยความรู้สึกล้วนๆ และไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาความสำคัญของเรื่องราวนะครับ เพื่อความน่าสนใจของรีวิว และให้ทุกๆ คนได้ไปติดตามดูต่อจากนี้ครับ ซึ่งโทนเรื่องของหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมากนัก อย่างที่ทุกๆ คนก็พูดเอาไว้แล้วว่า มันเป็นหนังที่มีพล็อตค่อนข้างคลาสสิก คือการเข้าไปฝึก เรียนรู้ และเปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งหนังฝั่งยุโรปก็ยังมีพล็อตเรื่องประมาณนี้ให้เห็นกันบ่อยๆเนื้อเรื่องนั้นดำเนินไปด้วยตัวละครจากเรื่อง “ไทบ้าน” ครับ ซึ่งหากใครยังไม่ได้ดู ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจครับ เพราะตัวหนังไม่ได้อ้างอิงจากเรื่องราวเก่าๆ ทั้งจากไทบ้าน1 และไทบ้าน 2.1-2.2 มากล่าวถึงเท่าไหร่ครับ ทั้งหมดพุ่งประเด็นไปที่การฝึกฝนของ BNK48 มากกว่าซึ่งผมคิดว่าภาษาอีสานมีความน่ารักครับ ทำให้เราอมยิ้มเพียงแค่บทสนทนา แต่พอได้ความเป็นภาษากลางของนักแสดงมาเพิ่มแล้ว มีความตีกันของภาษา แต่ละฉาก แต่ละมุกก็ทำให้เราหัวเราะออกมาได้ไม่ยากครับ เป็นหนังที่หัวเราะได้กับเนื้อเรื่องง่ายมากๆ เสพง่าย ย่อยง่ายครับเรื่องราวเริ่มต้นจากการ “อยู่กับสิ่งที่เคยมี” ของน้องๆ ครับ นั่นคือการอยู่ในเมืองกรุง ติดกับความเจริญรุ่งเรือง การโดนเจ๊ก้องดึงมาถึงถิ่นอีสานทำให้การปรับตัวต่างๆ นั้นเป็นเรื่องยากมากๆ ในช่วงแรกหนังทำได้ดีประมาณหนึ่ง ในเรื่องของการต่อต้านบรรยากาศครับ มีความต้องเรียนต้องรู้ของตัวละคร ที่สร้างเสียงหัวเราะได้อยู่เล็กๆ แต่ก็จะมีความวุ่นวายของความไม่เข้าใจเกิดขึ้น ทำให้ผมรู้สึกว่า ทำไมเด็กๆ กลุ่มนี้มันง้องแง้งจังเลยแฮะ ซึ่งในเรื่องความรู้สึกร่วมตรงนี้ ตัวหนังทำออกมาได้ดีครับ คนดูแอบปรามาส แอบติบ่นอยู่ในใจ กระทั่งเรื่องราวค่อยๆ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปได้เรื่อยๆ ผ่านเรื่องราวยากง่ายต่างๆ จนกระทั่งความน่ารักและความเฉิดฉายของทุกๆ คนเริ่มปรากฏขึ้นมา แล้วเราก็จะค่อยๆ ได้รับความน่ารักของทุกๆ คนอย่างช้าๆ กระทั่งรู้ตัวอีกทีก็ชื่นชมและหลงรักพวกเธอไปเสียแล้วเนย คือตัวละครหลักของเรื่องนี้ที่ผมแอบปรบมืออยู่หลายต่อหลายครั้ง และชื่นชมเธอเป็นการส่วนตัว เธอมีความธรรมชาติในทุกๆ การแสดง รอยยิ้ม น้ำตา ความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมานั้นทำให้ผมรู้สึกไปกับเรื่องราวจริงๆ จากคนที่แอบรำคาญความไม่ประสีประสา กลายเป็นว่าเราโดนเรื่องราวนำพาไปด้วยอย่างช้าๆ แล้วกระชากเราเข้าไปจนกลายเป็นคนที่เอาใจช่วยเธอเหล่านั้นอยู่ในทุกสถานการณ์ ผมยอมรับได้อย่างไม่อายเลยว่าไม่มีอารมณ์เสแสร้งในหนังเรื่องนี้ ผมหัวเราะอย่างเต็มเสียง ลุ้นอย่างสุดหัวใจ และร้องไก้อย่างเศร้าสร้อยเมื่ออารมณ์ของหนังค่อยๆ พาเราดิ่งลงไปเป็นเรื่องราวที่ ธรรมดามากๆ ในเรื่องของพล็อตครับ แต่เรื่องราวรายละเอียดปลีกย่อยในนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ราวกับว่านั่นคือเรื่องจริง เราได้เห็นเด็กสาวคนกรุงกลุ่มหนึ่งถูกบังคับมาทำอะไรก็ไม่รู้ ก่อนจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทุกๆ อย่างไปอย่างช้าๆ และเข้ากับทุกๆ อย่างได้ โดยส่วนตัวพล็อตหลักที่ว่าถึงเรื่องราวการฝึกซ้อมนั้นผมไม่มีปัญหาเลยครับ ไม่มีอะไรที่ติดขัดในความรู้สึกเลย เด็กๆ ดูธรรมชาติและเฉิดฉายมากๆ จนทำให้ผมรู้สึกหนักใจ ว่าหลังจากออกโรงไป...ผมจะเป็นคามิโอชิใครดี ?แต่...ด้วยการที่เรื่องราวอาจจะใช้เวลาถ่ายทำและรอการตกผลึกนานไปเสียหน่อยกระมัง ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเรื่องราวบางเรื่องอันเป็นปลักย่อยที่ควรมี กลับกล่าวถึงมันเพียงน้อยนิด รวมทั้งลำดับเหตุการณ์เสริมบางเหตุการณ์ที่ดูสลับไปมา จนทำให้เราไม่เข้าใจเหตุและผลของมัน อีกทั้งยังมีบางฉากที่ตัดไปเฉยๆ ไม่เคลียร์ประเด็นให้ชัดเจน ทั้งๆ ที่สมควรกระทำ (แม้การทิ้งประเด็นให้ขบคิดจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางหนัง แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ปูมาเพื่อให้เราขบคิดอย่างหนักหน่วงขนาดนั้น)เลยทำให้ มีความบิดๆ เบี้ยวๆ ของเหตุการณ์รอบนอกใจกลางอยู่บางส่วน ที่ไม่ได้มีผลต่อเหตุการณ์หลัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังทั้งหมดมันเต็มร้อยมาถึงส่วนของเส้นเรื่อง ที่ตัวหนังค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งการเปลี่ยนแปลง ความผูกพัน และความตื่นเต้น ทุกๆ อย่างเคลื่อนไปได้ในทิศทางเดียว คือสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น ต้องยอมรับเลยว่าเจ๊ก้องเป็นหนึ่งในคนสร้างสีสันให้เรื่องได้อย่างดี ใครจะไปคิดว่าจะแสดงได้เนียนจนแทบแยกไม่ออกขนาดนี้ แต่ก็นั่นแหละครับ แม้ว่าเรื่องราวมันจะบริบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผมก็ยังรู้สึกว่า ถ้าต่อเติมบางสิ่งที่บิ่นหายไปเล็กๆ คงจะทำให้ทุกๆ อย่างกลมกล่อมมากยิ่งขึ้นครับผม เพราะพอพอ ”เหตุ” มันไม่ชัดเจนเท่าที่ควร พอตัวหนังแสดงออกถึง “ผล” ที่มันรุนแรงและอิมแพคมากๆ เลยทำให้เรารู้สึกไม่สุดเท่าที่ควรครับในบางประเด็นทางด้านของภาพ ต้องบอกเลยว่าค่ายหนังค่ายนี้นั้นทำหนังออกมาได้ไม่แพ้ค่ายใหญ่ๆ เลยครับ แสง สี และมุมกล้องทำออกมาได้ดีมาก ลื่นไหล และเข้ากันกับแนวเรื่องของหนัง มีมุมกล้องที่สวยๆ แสงในการถ่ายที่แอบร้องว้าวในใจอยู่หลายที มันไม่ขาดไม่เกิน ทำให้เรารู้สึกไปกับฉากแต่ละฉากได้อย่างชัดเจนมากขึ้นไปอีก ต้องลองสัมผัสเองแล้วจะรู้ว่ามันไม่ธรรมดาครับโดยรวม ไทบ้าน x BNK48 “จากใจผู้สาวคนนี้” เป็นหนังที่มีทุกรสชาติครับ สุข ตลก เศร้า เคล้าน้ำตา ทุกอย่างออกมาหมดเลยภายในเรื่องราว น้องๆ ทุกๆ คนแสดงออกมาได้เป็นธรรมชาติ ชัดเจน และดูไม่เคอะเขิน ทำให้เรื่องไม่ลอย มันสัมผัสได้และTOUCHในหัวใจอยู่ตลอดเวลาครับ และแม้ว่าจะมีบางส่วนที่เว้าแหว่งไปหน่อย แต่นั้นก็ไม่ได้แย่ครับ ในเรื่องได้กล่าวถึงแล้ว หากแต่ยังสามารถกล่าวถึงเรื่องราวต่างๆ “ได้อีก” เท่านั้นเองครับ แต่โดยรวมก็เข้าใจได้ครับ และสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยจริงๆ นั่นคือการชื่นชมครับ มีติมีชมเป็นธรรมดา นั่นคือเรื่องของเพลงประกอบครับ “โดด ดิ ด่ง” ทุกท่านคงต้องได้ยินผ่านหูมาแล้วแน่ๆ เพราะค่อนข้างฮิตกันเลยทีเดียว ด้วยความที่หีบเป็นคนเขาใหญ่ แม้จะไม่ได้ใช้ภาษาอีสานในการสนทนา แต่ก็เข้าใจในภาษาอีสาน และแน่นอนว่า ถึงลูกเอื้อนจะไม่ได้เป็นอีสานไปร้อยทั้งร้อย แต่สำเนียงครับ...สำเนียงในการร้อง การใส่เสียงสูงเสียงต่ำ ทุกๆ อย่างทำออกมาได้ดีเลยครับ มีความเป็นอีสานมากๆ ถึงขนาดเปิดให้เพื่อนที่เป็นคนอีสานแท้ๆ ฟัง ก็ยังชื่นชมเลยว่า “เพลงนี้สำเนียงดี” และสนุกมากๆ ฟังแล้วได้ยิ้มได้โยก และผมก็มั่นใจว่าเพลงนี้คงจะไม่หยุดที่สิบล้านวิวแน่ๆ ครับ เพราะอย่างที่ทราบกันดี แฟนคลับทั้งของค่ายไทบ้าน และBNK นั้นเป็นกลุ่มใหญ่ ต้องมีการแชร์ออกไปอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว เผลอๆ อาจจะร้อยล้านได้ไม่ยากเลยละครับ กับเพลงที่ทันยุค และอินไปกับสมัยอย่างนี้หีบขอสรุปว่า ไทบ้าน x BNK48 “จากใจผู้สาวคนนี้” สำหรับหีบ นั้นให้คะแนนไปที่ “8หีบ” เต็ม10 ครับผม ทั้งเรื่องราว ทั้งเพลงขับกล่อมความรู้สึกให้อิ่มเอมไปได้อย่างเต็มที่เลยครับ ส่วนที่ผิดพลาดก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดที่ว่าทำให้เรื่องพัง เป็นแค่รายละเอียดปลีกย่อย และแน่นอนว่าตัวหนังนั้นจะมอบความอบอุ่นและความสดใสให้กับคุณแน่ๆ ครับ น้อยที่สุดหลังจากที่ดูหนังจบ...คุณจะมองเห็นความน่ารักของเด็กๆ BNK48 ไม่ใครก็ใครอย่างแน่นอนครับหนังดี เพลงก็ดี...คุ้มค่ากับค่าตั๋วที่จ่ายไปครับ อยากให้ทุกท่านได้รับชมและรู้สึกไปกับเรื่องราวด้วยตัวเองครับเดี๋ยวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่องนะครับเรื่องและภาพถ่าย โดย "น้องหีบ"ณ เมเจอร์ บิ๊กซี สาขาปากช่อง