รีเซต

"เจี๊ยบ ลลนา" ไม่กลัวแก่แต่กลัวพัง รับเคยลดน้ำหนักผิดวิธี จนต้องเผชิญกับแพนิค

"เจี๊ยบ ลลนา" ไม่กลัวแก่แต่กลัวพัง รับเคยลดน้ำหนักผิดวิธี จนต้องเผชิญกับแพนิค
Waterbee
30 มกราคม 2569 ( 12:02 )
8

รายการ Glow On podcast with Grace สัปดาห์นี้ชวนฟังบทเรียนสุขภาพจาก เจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์กับเส้นทางชีวิตที่เคยสุดโต่งทั้งการทำงาน การอดนอน และการลดน้ำหนักผิดวิธี จนร่างกายพังจากภายใน เผชิญแพนิค โยโย่เอฟเฟกต์ และ office syndrome ก่อนจะกลับมาทบทวนชีวิตใหม่ ตั้งแต่การกิน การนอน การออกกำลังกาย การดูแลผิว ไปจนถึงการจัดลำดับความสำคัญของสุขภาพ ครอบครัว ในวัย 30+ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

"เจี๊ยบ ลลนา" ไม่กลัวแก่แต่กลัวพัง รับเคยลดน้ำหนักผิดวิธี จนต้องเผชิญกับแพนิค

บทบาทเป็นอะไรบ้าง ?
เจี๊ยบ ลลนา : มีทั้งงานในวงการแล้วก็ยังมีอาชีพที่เราทำอยู่เป็นประจำอยู่ มันก็มีหลายอย่าง 

เป็นคนที่ดูแลตัวเองดีมาก ?
เจี๊ยบ ลลนา : หลาย ๆ ครั้งมันก็ไม่รอด มันไม่พังข้างนอก แต่มันพังข้างใน พอเราอดนอน ไม่กินดี ไม่นอนดี เราพังข้างใน อย่างที่เคยบอกว่าเราเป็นแพนิค เราคิดว่าเราไม่เป็นไรแต่พอมันถึงจุดหนึ่งที่ร่างกายมันฟ้องออกมาในรูปแบบนั้นมันก็ต้องรักษา

กินไม่ดีคือกินยังไง ?
เจี๊ยบ ลลนา : เป็นคนใช้ชีวิตสุดโต่งมาก่อน ส่วนใหญ่จะไม่มีตรงกลาง อดนอนทีก็อดนอนไป 3 วัน สมัยก่อนเอาตอนเข้าวงการใหม่ ๆ ถ้าเห็นตัวจริงเราจะดูเป็นคนหุ่นปกติ ดูเป็นคนตัวเล็กด้วยซ้ำ แต่เวลาเราอยู่ในจอตอนเด็ก ๆ 18 นางงามแล้วแก้มมันยังมีตรงที่ fat ในจอนะ เพราะพวกเราเป็นคนสูง แล้วโครงมันจะใหญ่ อยู่ข้างนอกมันปกติแต่พอเข้าจอไปมันเลยเปลี่ยนไป ซึ่งครั้งแรกตอนเด็ก ๆ เวลาเราอยู่มหาลัยปี 1 เรากินหอยทอดทีหนึ่ง 2 จานเป็นปกติ ไม่เคยไดเอท กรรมพันธ์มันไม่อ้วนแล้วก็แบบอยากกินอะไรก็กิน แต่พอเราเข้าวงการเริ่มมีคอมเมนต์ถ่ายหนังเรื่องแรก อ้วน 

ตอนนั้นว่ายังไงบ้าง ?
เจี๊ยบ ลลนา : อ้วนก็เสียใจสิ แต่ว่าจริง ๆ ตัวเรามันไม่ได้อ้วนมันคือเด็ก คนเห็นเราในกล้องไซส์นี้นะแต่ออกไปข้างนอกทุกคนก็จะแบบทำไมตัวจริงตัวเล็กจังอะไรอย่างนี้ แต่ว่าพอตอนนั้นมันก็เป็นครั้งแรกที่ฉันต้องเปลี่ยนรูปแบบการกินเหรอในครั้งแรกของชีวิต ในช่วงชีวิตเลยว่าการไดเอทคืออะไร ในตอนที่อายุ 18 แล้วสมัยอายุ 18 Google ก็ยังไม่มีที่จะมาเสิร์ชหาว่าลดน้ำหนักยังไง 

เมื่อก่อนอยากจะผอมก็แค่ไม่กินซึ่งผิด ?
เจี๊ยบ ลลนา : ใช่อด ผิดมากแล้วช่วงถ่ายหนังเราเคยกินแต่ชมพู่แดงอย่างเดียว เขาบอกสูตรมาไงก็จะมีคนแนะนำลองอันนี้สิ คือไม่กินข้าวเลยกินแต่ชมพู่ หิวอะไรก็กินชมพู่ น้ำหนักลงก็จริง พอหนังจบเหมือนผีที่มันรอเข้าสั่งเค้กทีหนึ่งบานอฟฟี่กินทีละถาดหนึ่ง แล้วทันใดนั้นเองมันเป็นวงจรอย่างนี้อยู่แล้ว พอ muscle mass มันหายไปพอเรากลับมากินมันก็จะอ้วนขึ้นกว่าเดิมได้ เพราะว่าตัวใช้พลังงานมันหายไปคือโยโย่เอฟเฟกต์ คือน้ำหนักก็เด้งขึ้นมา new high

ตอนนั้นหนักเท่าไหร่ ?
เจี๊ยบ ลลนา : 57 จากก็ 52 ภายในระยะเวลาแปบเดียวที่ผีบ้าเข้าสิงเลยนะ ที่พีคกว่านั้นก็คือทางกองหนังโทรมาว่าเดี๋ยวรีชูต แล้วก็ไม่ใช่รีชูตแบบภาพกว้าง ทุกซีนที่รีชูตเป็น CU (close-up) เพราะฉะนั้นตอนที่ก้มลงไปเก็บของหน้ายังผอมอยู่ close-up ขึ้นมาหน้าอ้วนอย่างนี้เลย ทำไมสวรรค์ถึงต้องลงโทษฉันขนาดนี้ ก้มไปเก็บของแปบหนึ่งนางเอกขึ้นมาหน้าบาน แล้วฉากสุดท้ายก็คือยืนอยู่ริมทะเลรีชูตใหม่ ตัวแบบน้องพยูนเลย

มีคนจับได้ไหม ?
เจี๊ยบ ลลนา : ในยุคนั้นก็เป็นการบูลลี่อยู่แล้วว่านางเอกไม่สวย นางเอกเลือกมาได้ยังไง ซึ่งเราก็น้อมรับทุกคำติชมค่ะ เราก็ว่าไปตามความจริงแต่ว่าบางทีทางคำพูดมันก็ทำให้เราเสียใจ ก็เลยทำให้เรากลายเป็นกลับมาลดน้ำหนักอีก ซึ่งก็ยังผิดวิธีอยู่ 

เป็นความเชื่อผิด ๆ ที่มันถูกถ่ายทอดกันมาในยุคนั้น ?
เจี๊ยบ ลลนา : เวลาสมัยก่อนเวลาพูดคำว่าโยโย่เอฟเฟกต์ยังไม่เข้าใจเลย จริง ๆ คนที่จะลดน้ำหนักไม่ควรหิว ห้ามทำให้มวลกล้ามเนื้อหายไป แต่ว่าทุกวันนี้จากที่เราเคยลดน้ำหนักมาเยอะ ๆ ช่วงเด็กประมาณปี 1 ปี 2 มหาลัยเพราะว่ามันเป็นทั้งช่วงมีแก้มมีอะไรอย่างนี้เป็นของเด็กอยู่แล้ว แล้วมันถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าไม่เอาแล้วเหนื่อย จะไม่ลดน้ำหนักอีกต่อไป

ตอนนั้นออกกำลังกายไหม ?
เจี๊ยบ ลลนา : ออกบ้างไม่ออกบ้าง เป็นเหมือนคนชิล ๆ เหมือนคนปล่อยเนื้อปล่อยตัว ช่วงนั้นกำลังเรียน นอนดึกก็คือทำทุกอย่าง

ดึกคือกี่โมง ?
เจี๊ยบ ลลนา : ไม่นอนเลย เพราะว่าต้องทำงาน ตอนเช้ากินข้าวไม่ทันเราเลิกงานเที่ยงคืนเสร็จไปโรงแรม จำได้แลนมาร์กหรืออะไรที่มันมี 24 ชั่วโมง กินเต็มที่ เสร็จไป McDonald ต่ออีก ไอติมกินแล้วก็ไปนอน ทำอย่างนั้นชีวิตก็เปลี่ยน จากคนที่ไม่มีวันที่จะอ้วนได้เพราะว่าเป็นครอบครัวหรืออะไรอย่างนี้ที่ดูกินชั่วเท่าไหร่ก็คือไม่อ้วน แต่ในทีวีมันจะดูอ้วนนะ พออายุเยอะมันเปลี่ยนมันเริ่มมีห่วงยางที่เอวขึ้นมาจริง ๆ แต่ทุกวันนี้จากที่เราเคยปล่อยตัวที่เราว่าเราก็ไม่ได้สนใจเรื่องว่าฉันต้องสวยหรือหรือว่าต้องอะไรแล้ว แต่เรากลายเป็นสนใจว่าฉันอยากแข็งแรงมากกว่า ทุกวันกกำลังกายหรือว่าดูแลเรื่องการกินที่ดีขึ้น ก็คืออยากที่จะไม่เจ็บป่วย อยากที่จะแข็งแรง อยากที่จะมีแรงเดินขึ้นบันไดหรือทำอะไรแล้วไม่เหนื่อย แล้วก็การที่มันหุ่นดีหรือว่ารูปร่างดูดีมันเป็นผลพลอยได้มากกว่า

เคยสรวนหนักสุดขั้นไหน ?
เจี๊ยบ ลลนา : พอมันอยู่ในช่วงที่นอนก็ไม่ดี กินก็ไม่ดี ปัญหาที่เราเป็นแพนิคก็ตามมา ปัญหาร่างกายก็ตามมา คือพอเราไม่ได้ออกกำลังกายไม่ได้ยืดเส้นยืดสายแค่นอนเฉย ๆ ก็ปวดหลัง คอเคล็ด เดินแล้วก็รู้สึกเหนื่อย ๆ รู้สึกไม่ดีกับตัวเองโดยที่ไม่ได้มีเหตุอะไร แต่รู้สึกว่ารำคาญตัวเองจังเลย หงุดหงิดตัวเองจังเลยอะไรทำนองนี้มากกว่า เขาบอกว่าคนที่ใช้ชีวิตคุ้มเกินไปจะได้แพนิคเป็นของรางวัล

พอกลับมาดูแลตัวเองแพนิคเป็นยังไงบ้าง ?
เจี๊ยบ ลลนา : เรื่องนั้นก็ต้องรักษา ก็ต้องหาสาเหตุก็คือเกิดจากการอดนอน เราก็กินยา ปรับพฤติกรรมอะไรที่เป็นตัวกระตุ้นเราก็ต้องเลิกก็คือการอดนอน ก็ต้องปรับเวลางาน ต้องปรับเปลี่ยนงานไปเลยอย่างจริงจัง แล้วก็เล่นเกมก็เป็นสิ่งที่ห้ามใจยากบางที มันก็ไม่ได้จริง ๆ มันติดลมแต่ก็ตอนนี้พยายาม สมัยก่อนตอนที่ยังที่เด็กอยู่ จะให้ความสำคัญกับงานหรือว่าการเล่น แต่พออายุขึ้นเลข 3 แล้ว ตอนนี้ความสำคัญของเราคือสุขภาพ ครอบครัว มันเปลี่ยนไปแล้ว 

มีวันที่ละเลยตัวเองขั้นสุดไหม ?
เจี๊ยบ ลลนา : คนเรามันก็ต้องมีวันที่เนี้ยบบ้าง บางวันก็ต้องปล่อยตัวบ้าง จะยึดอะไรเกินเหตุมันก็ไม่ได้ แต่ว่าเราเป็นคนอย่างหนึ่งคือถึงแม้เราจะไม่ดูแลด้านความสะอาดเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งก็คือเป็นคนรักถือหน้ามาก ก่อนที่เราจะเข้าวงการมันไม่รู้เป็นไรมันอาจจะเป็นเพราะวัยสาว คือพอเราจบ ม.6 เริ่มเข้ามหาลัยฯ ความเป็นสาวมันก็เริ่มขึ้น อยากมีความสวยงามในรูปแบบที่ว่าฉันไม่ได้อยากใส่กระโปรงสวย หรืออยากแต่งหน้าสวย แต่เป็นคนกลัวหน้าเหี่ยว ถ้าเราไม่ดูแล ณ วันนี้แล้วเดี๋ยวมันจะส่งผลในอนาคต แล้วก็ด้วยความที่น้องสาวมายุอีกว่าไปตัดผมร้านหนึ่งมาแล้วพี่คนตัดผมเขาอายุ 60 แล้วแต่มือเขาดูตึงมาก แล้วเขาก็เม้าท์ให้น้องสาวฟังว่าเพราะเขาทาครีมตลอด เราก็เลยได้ทั้งแรงบันดาลใจตอนนั้นบวกกับพลังวัยสาวที่ฉันอยากดูดีจากตัวเอง เพราะเป็นคนแบบนี้คือฉันมัดผมไม่เป็น ฉันทำผมไม่เป็น ฉันแต่งหน้าไม่เป็น เพราะฉะนั้นหน้าฉันต้องดี เป็นอย่างเดียวที่จะรอดได้ ก็เลยเริ่มดูแลตัวเองด้วยการทาครีมตั้งแต่อายุ 18 จนถึงตอนนี้ 38 ไม่เคยไม่ทาเกิน 5 วัน เวลาที่หยุดมันเหมือนสิ่งที่ขาดไม่ได้แล้วในชีวิต ต่อให้ไม่อาบน้ำก็จะต้องไปล้างหน้ากับทาครีม ไม่งั้นมันเหมือนอะไรขาดหายไป คนชอบมาทักเราว่าวันหนึ่งอาบน้ำวันละกี่รอบ ดูสะอาดมากเพราะว่าหน้าใสไง อันนี้ไม่ได้อวดนะ แต่ถ้าเกิดคนที่เจอเจี๊ยบตัวจริงแล้วคนชอบเข้ามาทักเจี๊ยบว่าพี่เจี๊ยบวันหนึ่งอาบน้ำมาละกี่รอบทำไมดูสะอาดจังเลย แต่คือในใจคือคิดว่ายังไม่ได้อาบน้ำเลย เพราะเป็นคนไม่อาบน้ำตอนเช้าเลย แต่พอหน้ามันดูใส มันก็คงทำให้คนรู้สึกว่าคนนี้ดูสะอาดสะอ้าน 

เคยมีวันที่เรารู้สึก burnout ไหม ?
เจี๊ยบ ลลนา : มีอยู่แล้วทุกคนเป็น มันเป็นสิ่งธรรมชาติของมนุษย์แหละที่มันจะต้องมี burnout อยู่แล้วไม่ว่าคุณทำสิ่งใดนอกจากคุณจะสงบจิตสงบใจได้ขนาดนั้นจริง ๆ ต่อให้เป็นสิ่งที่เรารักนะ สมมติให้เราเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนมันก็มีวันที่เราเบื่อ แล้วยิ่งเป็นเรื่องการงาน เรื่องความเครียดเรื่องอะไรที่มันสะสมแล้วยิ่งเกี่ยวกับสุขภาพที่พอเราไม่ได้หลับไม่ได้นอนไม่ได้กินไม่ได้ดูแล ความ burnout มันมาแน่นอนอยู่แล้วทางร่างกาย แต่เราบัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นมาเองว่า ผิวก็สามารถ burnout ได้ คือมันไม่ได้เกี่ยวอะไรเป็นเรื่องจริงจังนะ แต่เป็นคำเปรียบเปรยเล่นขึ้นมาเฉย ๆ เราแค่เปรียบเทียบขึ้นมาให้ฟังเฉย ๆ ว่าผิวคนเรามันก็เหมือนร่างกายที่สามารถไม่ไหวแล้ว ซึ่งถึงแม้จะเห็นผิวเราในจุดนี้ที่ยังดูดีอยู่ แต่มันมีวันที่เราหักโหมเกินไปมันก็เหมือนร่างกายที่เราเคยบอกว่าเราคิดว่าเราเป็นซูเปอร์แมน ฉันจะใช้ชีวิตยังไงก็ได้ มันก็พัง ผิวก็มีช่วงที่เราพังเหมือนกันเพราะว่าเราก็สุด ไปดำน้ำ ไปตากแดด ไม่นอน มีพลั้งพลาดไปเพราะฉะนั้นผิวมันก็ร้องไห้กรีดร้องออกมาบ้าง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน ก็รู้ตัวเองทันเพราะว่าอาการที่มันบ่งบอกก็คืออย่างเช่น เวลาแต่งหน้าแต่งไม่ติด ปกติเวลาถ้าเราแต่งหน้าถ่ายตัวเองเล่น ๆ คอนเทนต์เราจะลงแค่คุชชั่นเลย เราไม่ลงรองพื้นเพราะว่าเราไม่ชอบแต่งหน้าเยอะ แต่ถ้าเกิดคุณไม่ดูแลผิว แค่คุชชั่นก็ไม่ติดเอาไม่อยู่ ต่อให้เอาลงพื้นมาโบกผิวก็แห้ง แล้วมันแครก ไม่ดูแลผิว ผิวมันก็ฟ้องออกมา ถ้าเราดูแลไม่ถูกจุด เราก็ต้องกลับมาดูแลผิวของเราให้ดี แล้วบางทีเวลาผิวมันล้าของมันเพราะการใช้ชีวิต นอกจากที่เครื่องสำอางไม่ติดแล้วด้วยสภาพของมันรูขุมขนมันห่าง มีบางวันที่นอนไม่ดีหรือว่ายม ๆ เที่ยวถึงเช้า มันดูห่าง ๆ มันจะมีอาการพวกนี้ออกมาให้เห็น ซึ่งเราว่าถ้าเกิดเราปล่อยมันทิ้งไว้มันก็คงเยินไปเรื่อย ๆ แต่โชคดีเราก็กลับลำทัน 

เริ่มใหม่ยังไง ?
เจี๊ยบ ลลนา : อย่างแรกเลยเธอต้องกลับมาใช้ชีวิตให้ดีก่อน ถ้าเรานอนแย่ยังไงขอบตาก็ดำ หน้าก็โทรม รูขุมขนก็ห่าง แค่นอนดึกอยู่ดี ๆ ทำไมหน้าเหมือนมีร่องแก้ม ดูหน้าเหี่ยว ๆ เพราะฉะนั้นอย่างแรกพื้นฐานทุกคนรู้อยู่แล้ว เราคิดว่าอีกสิ่งหนึ่งที่เราได้เปรียบทุกคนเพราะว่าฉันกินน้ำเยอะมาก แต่ถัดมามันก็ต้องมีตัวช่วยเข้ามาบ้าง อย่างเช่นสิ่งที่เราใช้เป็นประจำทุกวันอยู่แล้วก็คือครีมที่เราทา ชีวิตเราก็ผ่านครีมมาเยอะหน้าเราเหมือนเป็นเรดาร์ครีมนะ สามารถรู้สึกได้ว่าอันไหนดีหรือไม่ดี ซึ่งเราลองมาเยอะ มันก็มีตัวที่ดีเยอะ แล้วก็ตัวที่เรารู้สึกว่าเราไม่เหมาะกับเราก็เยอะ สิ่งแรกเลยคุณต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานก่อน ไม่ใช่ไปซื้ออะไรที่ไม่ได้รับการรับรองอันนั้นผิดตั้งแต่แรกแล้ว เราจะห่วงหน้าเรามากนะ ว่าจะมาใช้อะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ 

ทำกายภาพอะไร ?
เจี๊ยบ ลลนา : ฉันนั่งเล่นเกมไง นั่งเล่นเกมเสร็จแล้วระบายสี ยกค้างแล้วมันเพลิน ยกอย่างนี้ 8 ชั่วโมงโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วหลังมันพัง พังชนิดที่ว่าปกติไม่เคยเป็น office syndrome มาก่อนแล้วอยู่ดี ๆ สิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉันได้อย่างไร เวลาฟังคนพูดว่าเป็น office syndrome เมื่อย ๆ คิดแค่ว่ามันก็คงแค่เมื่อยแต่จริง ๆ มันไม่ใช่แค่เมื่อย มันเป็นความทรมานมากที่บางวันตื่นมาแล้วหันคอไม่ได้ หรือว่ายกแขนไม่สุด แล้วล่าสุดไปเกาหลี แล้วน้อยเพราะว่าไปนั่งเครื่องบิน ซื้อตั๋วราคาถูก ขึ้น 2:00 น. ถึง 10:00 น. กระตุ้นแพนิคแล้ว หนาวใส่เสื้อ heattech ใส่ puffer jacket แล้วคอเคล็ด office syndrome นี้อีก ขยับไม่ได้ แล้วพอนั่งแท็กซี่เท่านั้นแท็กซี่ เปิดฮีทเตอร์อีกแล้วเราถอดชุดข้างในไม่ได้หายใจไม่ออก รวมกันแล้วก็กลายเป็นแพนิคกำเริบ อันนี้ก็ขยับไม่ได้ หายใจไม่ออก เปิดหน้าต่างแล้วออกมาหายใจเหมือนหมาโกลเด้น กลับมาแล้วก็เลยลงคอร์สกายภาพเลย พอรู้สึกว่าสิ่งนี้กระตุ้นให้ฉันเป็นบ้าได้ จากกายมันทำให้เราไปถึงใจได้ เพราะฉะนั้นอย่าประมาทกับสุขภาพและร่างกายเลย

office syndrome ถ้ายืดแล้วไม่หายต้องไปกายภาพ ?
เจี๊ยบ ลลนา : ตอนแรกเราไปทำครั้งแรกก่อน แล้วเหมือนดี มันดีแค่วัน 2 วัน แล้วเราก็ทำไมกลับมาเป็นอีกแล้วล่ะ พอกลับไปหาคนที่เขาทำให้ใหม่ เขาบอกว่าคุณได้ทำสิ่งที่เขาส่งท่าให้ทำไปไหม เราบอกว่าไม่ได้ทำ รู้สึกผิดเลยเหมือนโดนคุณครูดุ เขาบอกว่าสิ่งเล็ก ๆ นั่นแหละที่จะช่วยพี่ได้ ถ้าพี่ไม่ทำพี่ก็เจ็บอยู่อย่างนั้น เพราะว่าเวลามาทำเครื่องมันก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่จริง ๆ คือวินัยของเราที่ต้องยืดทุกวัน หลังจากนั้นพอจบทริปเกาหลีฉันไปทริปญี่ปุ่นต่อ ยืดตั้งแต่เช้า แล้วมันดีจริง เราต้องหันกลับมาศึกษาร่างกายตัวเองว่าอะไรเหมาะกับเราหรืออะไรทำแล้วหักโหมเกินไป สิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นสัจธรรมสังขารที่มักจะโรยลาไปแต่คุณก็สามารถดูแลมันให้อยู่ได้คงทนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

มีเมนูกู้ร่างไหม ?
เจี๊ยบ ลลนา : เหมือนที่เราคุยกันไปตอนแรกว่าเราผ่านวัย Gen Y ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตแล้วก็เป็นดาราที่เข้าใจผิดว่าลดน้ำหนักคือการอดอาหาร เราเชื่อว่าดาราทุกคนในในยุคนั้นเป็น อดแล้วก็ไปวิ่ง เวลาลุกแล้วจะวูบ เหมือนจะวูบแต่ยัง เพราะว่ามันกินน้อยเกินไป แต่ว่าพอเดี๋ยวนี้เรามีความรู้มากขึ้น เรารู้มากขึ้นว่าการกู้ร่างของเราไม่ใช่การอดอาหาร แล้วเป้าของเราคือไม่ใช่ว่าฉันต้องเอว 24-25 แล้วคือทำยังไงให้เราไม่ปวดหลัง ทำยังไงให้เราสุขภาพดี ทำยังไงให้สามารถอยู่ในร่างที่ใส่ชุดแล้วดูดีได้ไปนาน ๆ ดูดีในรูปแบบเรา มันไม่ใช่ beauty standard สมัย 20 ปีก่อนของพวกเราแล้ว เราว่าทุกคนแค่มีสุขภาพที่ดีแล้วมั่นใจในรูปแบบตัวเอง คือคุณจะหุ่นยังไงก็ได้แต่พอให้คุณสุขภาพดี อันนั้นสำคัญ ซึ่งตอนนี้มันก็เป็น mindset ของเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำก็คือเราออกกำลังกายก่อน แต่จริง ๆ กินสำคัญกว่าออกกำลังกายแต่เราก็ต้องออกออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แล้วก็ระบบพวกหัวใจหลอดเลือดต่าง ๆ ของเรา แต่ว่าอาหารเมนูกู้ร่างของเราก็คือไม่มีอะไรเลย สมัยก่อนพวกเราชอบเข้าใจผิดว่าห้ามกินข้าว ยุคพวกเราคือไม่กินข้าวจะกินแต่กับ ไม่ได้ คือยังไงก็ต้องกินให้ครบ 5 หมู่ แต่มันอยู่ในสัดส่วน แล้วก็ของเรานะคือทำยังไงก็ได้ทำให้มันได้ถาวร เวลาสมัยก่อนที่พวกเราลดน้ำหนักมันจะทำได้แค่ชั่วคราว พอทุกวันนี้เราก็รู้ว่าเราต้องกินให้ครบ แต่เลือกกินดีกว่า เหมือนเราขยาดจากการที่เคยหักโหมในการลดน้ำหนักผิดถูก ๆ ก็เลยกลายเป็นคนขยาดว่าฉันจะไม่กินคลีนแบบนั้น คำว่าคลีนของเราคือคนละแบบกับที่อยู่ในหัวของทุกคน ที่ว่าอกไก่ต้องแห้ง ผักสลัด ไม่ใช่เลย ของเราคืออาหารธรรมดานั่นแหละ แต่ว่าแค่วันไหนอยากออกไปกินข้าวกับแฟนก็กินปกติ แต่ถ้ามื้อไหนไม่ได้อยากกินอะไรผัดนู่นผัดนี่ ก็แค่กินข้าวแล้วก็ซื้อปลาแซลม่อนมาใส่หม้อทอดลมร้อนแล้วก็ปรุงซอสธรรมดา แล้วก็กินกับข้าวอร่อยแค่นั้นเอง เรากินแค่ว่าพอกับร่างกาย กินให้อิ่ม ไม่ได้กินด้วยความตะกละ ก็คือใช้ชีวิตอย่างนี้มากกว่าว่าใช้ชีวิตให้มันได้ทุกวัน ถ้าเกิดมื้อไหนเลือกกินดีได้เราก็เลือก แต่ถ้ามื้อไหนมันไม่ได้เราก็กินปกติ แต่คือเราอย่าทำไม่ดีอย่างนั้นทุกวัน ไม่ใช่ว่ากินแต่อาหารแย่ ๆ แบบทั้งเดือนอย่างนี้พัง เพราะฉะนั้นกใช้ชีวิตของคุณไปเถอะ แต่แค่มื้อไหนที่คุณเลือกสิ่งที่ดีให้ร่างกายได้ก็เลือกซะ 

ฝากอะไรไหม ?
เจี๊ยบ ลลนา : เราว่ามันอยู่ที่ช่วงวัย อย่างเช่นตอนที่พวกเราเด็ก ๆ ความสำคัญของพวกเราก็คือการทำงาน การหาเงิน การสอนให้กับชีวิตว่าฉันต้องคว้า achievement นี้มาได้ ฉันต้องเรียนจบ ฉันต้องเข้าทำงาน ฉันจะต้องมีเงิน ฉันจะต้องมีบ้าน ฉันจะต้องมีเวลาไปปาร์ตี้เล่นกับเพื่อน ทำสิ่งที่ฉันรัก แต่พอมาช่วงวัยนี้ 30 ตอนปลาย และความสำคัญแรกของเราตอนนี้กลายเป็นครอบครัวก่อน สมัยก่อนเราจะเลือกเพื่อน สมมติตอนเด็ก ๆ อยู่หอใช่มก็วันนี้ไม่กลับบ้านนะเดี๋ยวไปเที่ยวกับเพื่อน แต่ตอนนี้เรามีเวลาเลยว่าเราจะต้องกลับบ้าน อังคาร พฤหัสฯ อาทิตย์ เพื่อที่จะกลับมาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่เพราะเรารู้ว่าเวลาเรามีจำกัด ไม่สามารถยื้อไว้ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่มีอยู่คือกำไรแล้วต้องมอบให้กับเขาในส่วนนี้ ถัดมาก็คือสุขภาพ จากสมัยก่อนเราจัดตารางงานก่อน แต่ตอนนี้เราเอาตารางออกกำลังกายการดูแลตัวเองมาไว้ในความสำคัญแรกด้วย สมัยก่อนคำว่าออกกำลังกายมันไม่ได้อยู่ในตารางชีวิตของเรา ตารางชีวิตของเราคือจะทำงานนี้กี่โมง นัดเพื่อนคนนี้กี่โมง ตารางออกกำลังกายไม่มี แต่ตอนนี้คำว่าออกกำลังกายกับดูแลตัวเองมันเข้าไปอยู่ในตาราง กลับบ้านหาพ่อแม่ก็ลงคิว ออกกำลังกายก็ลงคิว แต่ทาครีมฉันไม่ต้องลงคิวเพราะมันเป็นสัญชาตญาณดิบที่ทำมาตั้งแต่ 18 

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ไหม ?
เจี๊ยบ ลลนา : เอาจริง ๆ ถ้าเกิดมันไม่เกิดสิ่งแย่ ๆ ขึ้นมาเราก็จะไม่ตระหนัก ฉันก็ยังจะสุดโต่งอยู่ ก็ยังจะคิดว่าฉันเป็นทหารหญิงแห่งนอร์เวย์ที่อดนอนได้ 3 วัน ก็ยังจะเข้าใจผิดอย่างนั้นอยู่ถ้ามันไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมามันคือบทเรียนแล้วก็สอนให้เราเดี๋ยวจะเป็นอย่างนี้นะ แต่พอคนบอกมันไม่เชื่อหรอก เวลาเราไปทำงานตอน 20 กว่าเห็นคน 30 มาบ่นแล้วแบบอะไรวะ ก็ไม่ได้สนใจอะไร ไม่ได้สนใจว่า office syndrome คืออะไร ไม่ได้สนใจว่าผิวจะแย่เป็นยังไง หรือว่าการแพนิคจะเป็นยังไง ไม่เคยสนใจ แต่คุณต้องเป็นเองก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่มันสอนเราถือว่าเขาเป็นครูแล้วกันที่ทำให้เรายังมีเวลากับมาดูแลตัวเองได้ สิ่งที่เราอยากจะเริ่มทำไม่ต้องใหญ่โต พยายามปรับให้มันเข้ากับชีวิตของคุณให้ได้ ไม่จำเป็นว่าคุณต้องไปสมัครฟิตเนส หรือต้องสรรหาของคลีนที่แพงหรืออะไรอย่างนี้ แค่สมมติจะไปสั่งผัดกะเพราก็อาจจะขอป้าว่าขอผัดน้ำได้ไหมหรืออะไรอย่างนี้ เวลาชีวิตทุกคนไม่เท่ากันแต่ว่าขอให้แค่คุณเริ่มสิ่งเล็ก ๆ ไม่ต้องก้าวกระโดดแต่ขอให้ทำประจำแล้วกันแล้วค่อย ๆ ปรับให้เข้ากับตัวเอง อย่างน้อยเปลี่ยนแค่สิ่งที่เล็กที่สุดมันก็อาจจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นก็ได้ อย่างเช่นกินชานมหวานตัดขาก็อาจจะเหลือแค่ชานมหวานตัดนิ้ว ก็ค่อย ๆ ลดไปโดยที่ไม่ต้องหักโหม ลองเปลี่ยนจุดที่เล็กที่สุดชีวิตคุณอาจจะดีขึ้น

สามารถติดตาม  " Glow On podcast with Grace "  ได้ที่ช่องทาง Facebook: Alive Dot , Youtube : Alive Dot  
คลิกชมรายการย้อนหลัง  :   https://www.youtube.com/watch?v=SJfLnQuooNA

สามารถติดตามและอัปเดตข่าวสารได้ที่ช่องทาง
Facebook: Alive Dot , Youtube : Alive Dot , IG : alivedotlife 
TikTok : alivedotlife