เมื่อไม่มีเส้นทางที่ง่ายในการทำธุรกิจ เล่มนี้เป็นผลงานของ Ben Horowitz ผู้บริหาร CEO ของออปส์แวร์ ซึ่งถูกซื้อกิจการไปแล้วโดย HP ในฐานะของวิศวกรซอฟต์แวร์มาก่อนเขาจึงทำงานตรงนี้ได้ แต่สิ่งที่เขาเจอถือว่าโหดเอามากๆ เขาเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต สิ่งที่ทำได้ยากในการปลดคนเก่งที่ร่วมก่อตั้งบริษัทมา เพียงเพราะต้องใช้คนอื่นที่เก่งกว่ามามำงานให้ส่วนรวมยังอยู่รอด โดยบริษัทไม่ล้มละลายเป็นเดิมพัน ตลอดทั้งเล่มพูดถึงเรื่องยากที่ลำบากใจ เพราะลึกๆแล้วเขารู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่สิ่งที่เจอแต่ละอย่างนั้นช่างทดสอบความคิดของเขาเหลือเกิน ไม่แปลกใจเลยที่ CEO คนอื่นๆที่พ่ายแพ้ ยอมประกาศล้มละลายมากกว่าจะอยู่รอด นี่คือหนังสือที่ทำให้ครีเอเตอร์เข้าใจว่าการเป็นคนเก่ง บางครั้งก็ไม่ใช่คำตอบ สุดท้ายแล้ว CEO ก็ต้องการคนที่เหมาะสมกว่าเข้ามาแทนที่ มันลำบากทั้งกับตัวเราเองและตัว CEO ความรู้ความประทับใจในมุมมองของครีเอเตอร์ 1. เมื่อใดก็ตามที่บริษัทขนาดใหญ่พยายามทําบางสิ่ง สิ่งนั้นสามารถล่าช้าออกไป ได้เพราะคนเพียงคนเดียว วิศวกรคนหนึ่งอาจรอการตัดสินใจบางเรื่องหรือผู้จัดการคนหนึ่งอาจคิดว่าเธอไม่มีอํานาจในการสั่งซื้อครั้งสำคัญ การรีรอในเรื่องที่ดูเล็กน้อยเหล่านี้สามารถทำให้เกิดความล่าช้าที่ส่งผลเสียร้ายแรงได้ 2.เราต้องระวังหลักการด้านการบริหารทั้งหลายที่ขัดขวางไม่ให้ข้อมูลข่าวสารหมุนเวียนภายในบริษัทอย่างเป็นอิสระ ตัวอย่างเช่น มาตรฐานการบริหารจัดการที่ยึดถือกันมานานบอกไว้ว่า“อย่าเอาปัญหามารายงานโดยไม่เสนอวิธีแก้” จะเป็นอย่างไรถ้าพนักงานคนนั้นไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่สําคัญ เช่น จะเป็นอย่างไร ถ้าวิศวกรมองเห็นช่องโหว่ที่ร้ายแรงในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด 3.“เราเกือบจะได้ลูกค้าแล้ว แต่คู่แข่งรายนั้นเสนอราคาที่ต่ำมาก” และ “ตามหลักแล้วลูกค้าเลือกเราและคิดว่าเราเป็นบริษัท แต่คู่แข่งของเราลดราคาลงเสียอย่างนั้น เราจะไม่ขายผลิตภัณฑ์ในราคาที่ต่ำขนาดนั้นเพราะจะเสียชื่อเสียง” ทุกคนที่เคยบริหารทีมขายของบริษัทย่อมเคยได้ยินคำโกหกแนวนี้มาก่อน คุณเข้าหาลูกค้า คุณต่อสู้อย่างหนัก แล้วคุณก็พ่ายแพ้ พนักงานขายที่ไม่ต้องการโทษตัวเองจะโยนความผิดไปให้พนักงานขายจากบริษัทคู่แข่ง ส่วนซีอีโอที่ไม่อยากเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของตัวเองสู้คู่แข่งไม่ได้ก็จะเชื่อพนักงานขายคนนั้น ถ้าคุณได้ยินคำโกหกนี้ ให้ลองพิสูจน์มันโดยการตรวจสอบกับลูกค้าตัวจริง แล้วคุณจะได้คำตอบที่ต่างออกไป 4.“เราน่าจะสร้างผลิตภัณฑ์รุ่นรองลงมาแล้วขายในตลาดล่าง” / “เราน่าจะซื้อบริษัทที่มีโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนน้อยลง” / “เราน่าจะเน้นการเป็นผู้ให้บริการ”......วิธีเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาด้านตลาด ลูกค้ายังคงซื้อผลิตภัณฑ์นั้นๆ อยู่ เพียงแต่ไม่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์ของเรา 5.การหาเหตุผลดี ๆ มารองรับความล้มเหลวไม่อาจรักษาเงินของนักลงทุนได้แม้แต่น้อย ทั้งยังไม่ได้ช่วยให้พนักงานไม่ตกงานหรือทำให้คุณได้ลูกค้าใหม่ ที่สำคัญก็คือ มันจะไม่ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นแม้แต่นิดเดียวตอนที่คุณเลิกกิจการและประกาศล้มละลาย...แทนที่จะทุ่มเทพลังสมองไปกับการคิดถึงความล้มเหลว ควรใช้มันไปกับการพยายามค้นหาทางออกที่ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เพื่อหลุดพ้นจากปัญหาในปัจจุบัน อย่าเสียเวลาไปกับสิ่งที่คุณน่าจะทำในอดีต แต่จงอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับสิ่งที่คุณควรจะทำในอนาคต เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีใครสนใจหรอกนำบริษัทของคุณต่อไปเท่านั้นก็พอ 6.“เราใส่ใจพนักงาน, ผลิตภัณฑ์ และกําไรตามลําดับ” นี่เป็นคําพูดง่าย ๆ แต่ลึกซึ้ง “การใส่ใจพนักงาน” นั้นยากที่สุดในบรรดาทั้งสามสิ่ง และถ้าคุณไม่ใส่ใจพนักงาน ก็ลืมอีกสองสิ่งที่เหลือไปได้เลย การใส่ใจพนักงานหมายความว่าคุณต้องทำให้บริษัทของคุณเป็นสถานที่ที่น่าทํางานด้วย สถานที่ทํางานส่วนใหญ่ ห่างไกลจากคําว่าน่าทำงาน เมื่อบริษัทของคุณเติบโตขึ้น งานที่มีความสำคัญอาจถูกมองข้าม คนที่ทํางานหนักที่สุดอาจถูกแซงหน้าโดยพวกที่เล่นการเมืองเก่งที่สุด ส่วนกระบวนการที่ยุ่งยากวุ่นวายตามระเบียบของบริษัทอาจปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์และทําลายความสนุกไป 7.ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่มีบริษัทใดที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นตลอดในบริษัทที่ไม่ดี เมื่อรายได้หดหาย พนักงานก็จะหดหายตามไปด้วย และถ้าบริษัทนั้นอยู่ในแวดวงเทคโนโลยี เมื่อพนักงานหดหาย วงจรอุบาทว์ก็จะเริ่มต้นขึ้น กล่าวคือ มูลค่าของบริษัทจะลดลง แล้วพนักงานเก่ง ๆ ก็จะพากัน ลาออก มูลค่าของบริษัทจึงลดลงไปอีก ส่งผลให้พนักงานเก่ง ๆ ยิ่งลาออกมากขึ้น การฟื้นตัวจากวงจรอุบาทว์นี้ทําได้ยากมาก 8.“หนี้ทางเทคนิค (technical debt)” กลายเป็นแนวคิดที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน ความหมายของคํานี้คือ ถึงแม้การเขียนโปรแกรมแบบลวก ๆ จะช่วยย่นระยะเวลา แต่ท้ายที่สุดคุณก็ต้องจ่ายเวลานั้นคืน พร้อมดอกเบี้ย บางครั้งการแลกเปลี่ยนในทํานองนี้ก็ดูสมเหตุสมผล ทว่าคุณจะเจอปัญหาใหญ่แน่ถ้าไม่ตระหนักถึงหนี้ที่เกิดขึ้นเสมอ อีกแนวคิดหนึ่งที่ใกล้เคียงกันแต่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าคือสิ่งที่เรียกว่าหนี้ทางการบริหารจัดการ (management debt) 9.ตัวอย่างหนี้ทางการบริหารจัดการ เช่น คุณจะทำอย่างไรถ้าคุณมีพนักงานสองคนที่โดดเด่นทั้งคู่และต่างก็เหมาะสมกับตำแหน่ง คุณอาจมีวิศวกรแถวหน้าที่เป็นเลิศเกี่ยวกับงานด้านวิศวกรรม แต่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารองค์กรให้เติบโตขึ้นไปอีกระดับ ส่วนอีกคนที่บริหารงานได้ดีเยี่ยมแต่ไม่ถนัดด้านเทคนิค คุณอยากเก็บทั้งสองคนไว้ในบริษัทแต่คุณมีตำแหน่งว่างเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น คุณเลยเกิดความคิดบรรเจิดที่จะ “จับปลาสองมือ” และสร้างหนี้ทางการบริหารจัดการเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมา ผลประโยชน์ระยะสั้นนั้นชัดเจนมาก นั่นคือ คุณได้เก็บพนักงานไว้ทั้งสองคนและไม่ต้องพัฒนาความสามารถของทั้งคู่ เพราะตามทฤษฎีแล้วพวกเขาจะช่วยพัฒนากันและกัน คุณจึงอุดช่องโหว่เรื่องความสามารถได้ทันทีพร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก...โชคร้ายที่คุณจะต้องจ่ายหนี้เหล่านั้น 10.ซีอีโอที่เก่งกาจและมีประสบการณ์จริง ๆ เท่าที่ผมรู้จักล้วนมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ พวกเขามักเลือกแก้ปัญหาด้วยทางออกยาก ๆ สมมุติว่าพวกเขาต้องเลือกระหว่างการให้โบนัสทุกคนเท่ากันซึ่งเป็นทางออกที่ง่าย กับการให้โบนัสตามผลงานซึ่งจะทำให้หลายคนขุ่นเคืองใจ พวกเขาจะเลือกการสร้างความขุ่นเคืองใจ หรือถ้าต้องเลือกระหว่างการระงับโครงการที่เป็นที่นิยมในวันนี้เพราะมันไม่ได้อยู่ในแผนระยะยาว กับการเก็บโครงการนั้นไว้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและทำให้บริษัทดูมีความมั่นคง พวกเขาก็จะระงับมันในวันนี้เลย ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะพวกเขาเคยต้องใช้หนี้ทางการบริหารจัดการมาก่อนและไม่อยากทำอย่างนั้นอีกแล้ว 11.การเลื่อนตำแหน่ง ทุกครั้งที่บริษัทของคุณเลื่อนตำแหน่งใคร คนอื่นที่เหลือซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับคนคนนั้นก็จะประเมินการเลื่อนตำแหน่งดังกล่าว แล้วตัดสินว่ามันเกิดจากผลงานจริง ๆ หรือมาจากการเล่นการเมือง หากเป็นอย่างหลัง ปกติแล้วพนักงานคนอื่นๆ จะมีปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างต่อไปนี้ 1. พวกเขาจะโกรธและรู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้าม 2. พวกเขาจะแสดงความไม่เห็นด้วย สร้างกระแสต่อต้าน คนคนนั้น และจ้องทําลายเขาในตําแหน่งใหม่ 3. พวกเขาจะพยายามเลียนแบบพฤติกรรมการเล่นการเมือง ที่ทําให้เกิดการเลื่อนตําแหน่งอย่างไม่เป็นธรรมนั้น 12.ข้อร้องเรียนที่คุณจะได้รับแบ่งออกเป็นสองประเภทดังนี้ 1.ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริหารระดับสูง 2. ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความสามารถหรือผลงานของผู้บริหารระดับสูง โดยทั่วไปแล้ว วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับข้อร้องเรียนประเภทแรก คือ การให้ผู้บริหารระดับสูงที่ร้องเรียนกับผู้บริหารระดับสูงที่เป็นเป้าของการร้องเรียนมาพูดคุยกันซึ่งๆ หน้า การทําแบบนี้มักช่วยแก้ไขความขัดแย้ง ปรับปรุงพฤติกรรม และพัฒนาความสัมพันธ์ได้ (ถ้าความสัมพันธ์นั้นมีปัญหาจริง) อย่าพยายามแก้ปัญหาพฤติกรรมโดยไม่มีผู้บริหารระดับสูง ครบทั้งสองฝ่าย เพราะจะทําให้เกิดการบิดเบือนและการเล่นการเมือง หนังสือเล่มนี้คล้ายกับ MOVE HEAVEN AND EARTH ของคุณกระทิง พูนผล ที่เล่าประสบการณ์ชีวิตจนกระทั่งได้มาทำงานระดับบริหารที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ตัดสินใจยาก แต่สิ่งที่ Ben Horowitz เสริมเพิ่มไปด้วยคือ Checklist การตัดสินใจในการทำงานของเขาให้คนอ่านได้รับรู้ด้วย เหมือนเป็นเนื้อหาแบบ How to แต่ไม่ใช่ How to แบบ 100% แน่นอนว่าถ้าคนไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับบริหารระดับสูงก็จะมองว่าไกลตัวสำหรับคนกินเงินเดือน แต่เราจะเข้าใจสิ่งที่คนระดับบริหารคิด...ว่าทำไมพวกเขาปลดคนที่ขยันทำงาน ก็เพราะเขาเจอคนที่เก่งกว่า เหมาะสมกว่าที่จะแก้วิกฤติได้ตรงจุดนั่นเอง Ben Horowitz ปิดท้ายไว้ในเล่มอย่างน่าสนใจว่าต่อให้เราศึกษาบทเรียนทั้งหมดในโลกนี้ก็ไม่สามารถเป็นสูตรสำเร็จในชีวิตของใครได้ เรื่องยากๆก็ยังคงยากสำหรับคนคนนั้นอยู่ดี สำหรับผู้ประกอบการนั้นความประหลาด พื้นเพ และสัญชาตญาณของเราคือกุญแจสู่ความสำเร็จ ขอให้ทุกคนที่กำลังดิ้นรนพบเจอความสงบที่ทำให้ความฝันกลายเป็นความจริง เครดิตภาพ ภาพปก โดย Idean Azad จาก pexels.com ภาพที่ 1 และ 2 โดยผู้เขียน ภาพที่ 3 และ 4 โดย AI บทความอื่นๆที่น่าสนใจ รีวิวหนังสือ หนีเอาตัวรอดเป็นยอดคน รีวิวหนังสือ NEVER SPLIT THE DIFFERENCE รีวิวหนังสือ STOP LYING TO YOURSELF เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !