ความรักชนะทุกอย่าง!! นุ่น ดารัณ เล่าถึงรักครั้งเก่าสุดยับเยิน ก่อนเปิดใจให้ใกล้ตัวที่รู้จักมา 20 กว่าปี

ความรักชนะทุกอย่าง!! นุ่น ดารัณ เล่าถึงรักครั้งเก่าสุดยับเยิน ก่อนเปิดใจให้ใกล้ตัวที่รู้จักมา 20 กว่าปี
Entertainment Report_3
1 ก.พ. 64
164

ข่าวบันเทิงวันนี้

กว่าจะได้สัมผัสและอยู่กับรักแท้ที่อยู่ในคำว่า กัลยาณมิตรมา 20 กว่าปี "นุ่น ดารัณ ฐิตะกวิน" ที่ได้มาเป็นแขกรับเชิญคนพิเศษในรายการ "Club Friday Show" ผลิตโดย CHANGE2561 เปิดใจแบบหมดเปลือกว่าความรักที่อยู่ใกล้ ๆ บางทีเราก็มองไม่เห็น โดยเจ้าตัว ได้เล่าสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของชีวิตการแต่งงานดันไม่ใช่ความสำเร็จ คิดว่าจะได้เป็นเจ้าหญิง แต่กับรับบทนางแบก กว่าจะหลุดพ้นจากชีวิตช่วงนั้นมาได้ จิตใจของเธอจะสาหัสไม่ใช่น้อย แต่เมื่อมาเจอรักแท้กับสาวหล่อ "บี" ก็เกือบจะรักษาไว้ไม่ได้

นุ่น ดารัณ เล่าถึงรักครั้งเก่าสุดยับเยิน ก่อนเปิดใจให้ใกล้ตัวที่รู้จักมา 20 กว่าปี

ศึกษาดูใจกันมา 1 ปี เขาสู่การใช้ชีวิตคู่ คือ เขาอยากแต่งงาน ซึ่งนุ่นก็พร้อมใจด้วยว่าได้?
นุ่น ดารัณ : แน่นอนค่ะ เราก็ตอบตกลงทันทีเราไม่ได้คิดว่า 1 ปีมันเร็วไปด้วย เพราะว่าให้เหตุผลกับตัวเองว่าอายุตัวเองก็ 30 ปีแล้ว เพราะเราเคยมีแฟน ทำงานแล้วทุกอย่างเราสามารถตัดสินใจเองได้แล้วคิดว่าทุกอย่างตัวเองมีประสบการณ์แล้วไม่น่าจะคิดอะไรผิด แต่เราลืมไปนิดอารมณ์มันรวดเร็วเอาจริง ๆ เราคนอารณ์ร้อน เพราะเรามองแล้ว 1 ปีที่รู้จักเขามาคือ ไม่มีสัญญาณเตือนภัยอะไรที่ไม่ดีเลย เพราะเขาเปิดพื้นที่ทั้งหมดทุกทางเลย ให้เราไปที่บ้าน แนะนำให้เรารู้จักกับคุณย่า พี่น้องของเขา (มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีความลับและจริงใจ) และเพื่อนเราที่สนิมกับเราก็จะเห็นเขาเท่าที่เราเห็นก็ไม่ได้มีใครมาห้ามเรา เพราะเขาดีหมดทุกอย่าง พอแต่งงานไปแล้วเราก็ย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านของเขาเพราะเขาบอกว่าเขาอยากดูแลคุณย่า ซึ่งเขาก็เป็นพี่คนโตเขาต้องดูแลคุณย่า เราก็โอเคย้ายเขามาอยู่กับเขา แต่เมื่อมีครอบครัวเราก็ฝันว่าอยากมีเรือนหอสวย ๆ เพราะตอนนั้นเราทำงานรายได้ก็เยอะ เราเลือกก็ได้ที่จะซื้อบ้านก็ได้ เขาก็ปฏิเสธว่าอยากจะอยู่ที่บ้านเราก็ไปจัดการบ้านเขาลงทุนซ้อมบ้านเนรมิตเป็นชั้น 2 คือ บ้านเขาจะเป็นลักษณะว่าในพื้นที่เดียวเขาอยู่รวมกันหลายหลัง แต่บ้านของคุณย่าจะเป็นจุดศูนย์รวมซึ่งเขาก็อยู่ที่นี่ ซึ่งก็มีแค่ชั้นบนที่จะเป็นส่วนตัวได้ คุณย่า ก็กรุณาลงมาอยู่ข้างล่างให้เราก็ทำบ้านข้างบนสวยงาม พอเราย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านเขาจำได้เลยในวันที่ส่งตัวผู้ใหญ่ทางเขาพูดว่า ดีใจนะที่ได้เรามาเป็นสะใภ้ เพราะว่าเหมือนกับเราปรับตัวง่าย ปรับตัวเก่ง ทำงานเก่งหน้าบานเลยค่ะ คนชมก็หน้าบาน (แต่พอมารู้ที่หลังที่ไหนได้ฉันก็แบกเอาไว้ได้) คือ คำว่าแบกของเราคือ ถามว่าเขามีงานไหมมีงาน แต่งานของเรารายรับเรามากกว่า

คำว่าแบก คือ เราเป็นคนดูแลค่าใช้จ่าย?
นุ่น ดารัณ : เราดูแลค่าใช้จ่ายในส่วนบ้านใหญ่บ้านศูนย์กลางค่ะ เพราะเราถือว่าเราดูแลคุณย่า เราเลยแบบไม่เป็นไร วันหนึ่งมีหนี้สินผุดขึ้นมาแบบเป็นหนี้สินเดิมดั้งเดิมเขาก็ประชุมครอบครัวกัน เราก็แบบรักแล้วลงเรือลำเดียวกันแล้ว ช่วยก็ต้องช่วย แล้วพอเราย้ายเข้าไปในครอบครัวเขาเราก็เจอความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ซึ่งก็หนักมากและหนักขึ้นทุกวันเพราะเราไม่คุ้นชินกับการเป็นครอบครัวใหญ่อยู่แล้ว แต่เราก็ไม่เป็นไรช่วยเหลือเกื้อกูลแบ่งปันกันได้ แต่สัดส่วนพื้นที่ความเป็นส่วนตัวต้องมี แต่ยิ่งอยู่เราก็ยิ่งอึดอัดไปเรื่อย ๆ อย่างเตารีดเสีย ไม่ซื้อไม่ซ่อม แต่มาเอาของเราไปอย่างแบบนี้เราไม่ชินมันก็อัดมาเรื่อย ๆ จากเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้จนไปเรื่องใหญ่

แล้วในที่สุดเราตัดสินใจจะสิ้นสุดตอนไหน?
นุ่น ดารัณ : คือ เราก็ไม่ไหวแล้วค่ะ ก็โทรไปปรึกษาคุณแม่ของเขา (คุณแม่ของเขาคือมีครอบครัวใหม่ คุณพ่อคุณแม่เขาต่างคนต่างไปมีครอบครัวใหม่) คุณแม่ของเขาอยู่ที่อเมริกา คือ คุณแม่เขาก็แมน ๆ นะคะ เขาก็แนะนำเยอะเขาก็แบบว่าแม่ไม่อยากให้ไปถึงโรงถึงศาล เพราะจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ บาดหมางกันไปเปล่า ๆ คุณแม่เลยบอกว่าเอาอย่างนี้เดี๋ยวลูกเขียนสัญญาลูกผู้ชาย ขึ้นใส่กระดาษเลยแล้วก็อาจจะมีให้พยานเซ็นก็ได้แต่ก็ต่างคนก็ต่างเซ็นรับรู้กันไป 1 2 3 ลูกอย่างได้อะไรลูกเขียนลงไปแล้วก็ให้เขาดู แล้วเขาจะแก้ไขอะไรให้เขาแก้กลับมาแล้วมาดูกันอีกครั้ง เราก็เขียนเสร็จเรียบร้อย ตอนนั้นเรากับเขาคือ แย่มาก ๆ แล้ว คือ ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันแล้วด้วย เหมือนฟางมันจะขาดแล้ว แล้วเขาก็เลี่ยงที่จะเจอเราด้วยการกลับบ้านดึก ๆ แต่เราก็รอดักที่จะเจอ เราก็ยื่นจดหมายข้อสัญญาที่เราเขียนให้เขาเราก็บอกเขาว่าแม่คุณแนะนำมาให้เขียนแบบนี้คุณลองอ่านดู เขาขยำจดหมายทิ้งแล้วบอกเราว่าอยากได้อะไรไปฟ้องเอาแล้วกัน เราก็ฟ้องเลยเหรอ เราไม่รู้เรื่องกฎหมายหมายอะไรเลย ทนายก็ไม่มี เราก็บอกเขาว่าไม่อ่านหน่อยเหรอ เขาบอกว่าคุณเขียน เราก็บอกว่าแก้ไขได้จะเอายังไง ไม่ต้องอยากได้อะไรไปฟ้องเอา เราก็มานึกในวันที่ผ่านมา ในวันที่เขายกวีดีโอขึ้นมาถ่ายลูก ถ่ายโน้นนี่ แล้วเราก็ถามว่าถ่ายอะไรทำให้เราโมโห เอกสารที่หายไปในตู้เซฟที่เก็บไว้เราก็อ๋อ น่าจะมีคนเป็น lifecoach แนะนำแล้วว่าถ้าเราเป็นแบบนี้เราน่าจะทำอะไรแน่ ๆ เขาก็เริ่มเก็บภาพ เก็บเอกสารเป็นหลักฐาน ตรงนั้นเป็นช่วงที่เรารู้สึกสาหัสมาก ๆ เลยชีวิตทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ กับคำที่ทนายพูดว่าแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าเราจะตั้งฟ้อง จากนี้ไปมันจะไม่ใช่เรื่องของครอบครัวเรื่องส่วนตัวแล้ว มันจะเป็นเรื่องที่คนอื่นจะต้องรับรู้ คุณนุ่น พร้อมใช่ไหม เราก็ต้องพร้อมเพราะเขาบอกให้เราฟ้อง เพราะเราทนอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว ก็ดำเนินการค่ะ และสิ่งที่เราเจ็บปวดที่สุดในระหว่างนั้นคือเครียดมาก ๆ ลูกเราก็ต้องดูแล แล้วเรื่องฟ้องเราก็ต้องดำเนินการทุกวัน  สิ่งที่เจ็บปวดคือเราต้องเขียนข้อบกพร่องเขา ที่ผ่านมามีอะไรบ้าง ใครอยากจำบ้าง ไม่มีใครอยากมานั่งเขียนข้อผิดพลาดของคนที่เราเคยรักหรอก แต่เราก็ต้องนั่งเขียน เขียนแล้วก็เจ็บ เหมือนเราไปย้ำแผลของตัวเอง แล้วมันก็เป็นจริงทุกคนต้องมารู้ยิ่งเรารู้ลึก อะไรที่เราเขียนออกมาลึก ๆ เรามีทั้งความโกรธและอายอยู่ในนั้นว่า โง่ อะไรเนี่ย จะบอกตัวเองแบบนั้นทำไมเราถึงตาบอดอะไรได้ขนาดนั้น

จนในที่สุดแล้วความเจ็บปวดตรงนั้นก็ค่อย ๆ รับมือได้เรื่อย ๆ จนดีขึ้น แล้วก็กลับมาหัวใจพองฟูอีกครั้ง?
นุ่น ดารัณ : คือคนนี้เขาเป็นกัลยาณมิตรที่ดีกับมาเรามา 20 กว่าปีที่แล้ว เพราะเราก็ทำงานละครเวที เขาก็อยู่ในทีมละครเวทีด้วยเราก็ได้เจอะเจอกัน ตอนนั้นก็มีความแอบกิ๊กกิ้วเพราะว่าเราเรียนโรงเรียนสห แล้วก็โรงเรียนหญิงล้วน แล้วก็กลับไปเรียนโรงเรียนสหศึกษาอีกแล้ว เรารู้สึกว่ามันเป็นช่วงเรียนรู้ความรัก 2 แบบได้ คือ มันไม่จำเป็นต้องเป็นเพศไหนแต่เราอยู่กับคนนี้แล้วเราอุ่นใจ ทำให้เรารู้สึกว่ามันมีความรักตรงนี้ได้ เพราะเราเจอเขาเรารู้สึกมีความสุขสดชื่น แต่เราก็ไม่ได้เป็นแฟนกับเขานะคะ เพราะเราเป็นคนที่มีแฟนไม่หยุดไงตอนนั้น (เพราะโอกาสเราเยอะพอเจอคนนี้ไม่โอเคก็เลิก) เขาก็ไม่ได้มาเป็นแฟนในตอนนั้น แต่เราก็เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน จนวันแต่งงานเขาคือคนที่มาปล่อยตัวเราให้เดินลงไปขึ้นเวที  (เพราะเราแต่งงานที่โรงละครค่ะ) ซึ่งเขาก็วนเวียนในชีวิตของเรามาตลอด

ย้อนกลับตอนนั้นที่เจอ บี คิดยังไงกับพี่นุ่น?
บี : คือ พี่นุ่นเขาเป็นคนมีสไตล์ เราก็เป็นของเราแบบนี้ พอเห็นเขาแล้วเราก็ปิ๊งเขา แต่ไม่ได้อยากเป็นอะไรกับเขาเพราะเขาก็ไป ๆ มา ๆ เวลาที่เขามีแฟนเขามีความสุขเราจะไม่ค่อยรู้ แต่เวลาเขามีความทุกข์เขาจะมาหา เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ของเขา แต่ในระหว่างทาง 20 ปีที่ได้รู้จักพี่นุ่น เราก็มีแฟนค่ะ แต่เราก็ดูแลเขามาตลอดอย่างในช่วงที่เขาท้องเขาก็จะโทรมาบอกว่าเขาท้องนะ มันเกิดจากความผูกพันกับเขาไปโดยไม่รู้ตัว เพราะช่วงที่เขาคลอดเราก็ไปหาไปอะไรเขาตลอด จริง ๆ บี ไม่ใช่คนรักเด็กแต่อย่างนี้ที่เรารักลูกเขาเป็นเพราะเรารักแม่เขาหรือเปล่า เราก็เลยรักลูกพี่นุ่นด้วย (อย่างตอนวันที่เราส่งตัวเขาในวันที่เขาแต่งงานเราก็ไม่เฮิร์ทนะคะ) เพราะเรารักเขามากอะไรที่เป็นความสุขของเขาเราก็จะมีความสุขด้วย 

แล้วพี่นุ่น รู้ไหมว่ามีคนคนหนึ่งรักเรา และเฝ้าดูความสุขของเราอยู่เสมอ?
นุ่น ดารัณ : จริง ๆ รู้ แต่มันเหมือนกับว่าในความรู้สึกเรามาหาแล้วจากไป เราทำได้แค่นี้ 

ตอนที่มาเลี้ยงหลาน ๆ บี ก็จะเป็นคนที่ค่อนข้างเคร่งครัด?
นุ่น ดารัณ : เพราะเขาอยู่เสมอกับเราทุกช่วงเวลาแม้กระทั่งตอนหย่า และพอหย่าเรียบร้อยเขาก็เข้ามาช่วยดูแลเด็ก ๆ ให้ แต่ตอนนั้นที่ บีเขาเข้ามาช่วยดูเด็ก ๆ ให้คือ สถานะของเรายังไม่ได้เปลี่ยนนะคะ แต่เรามีความรู้สึกดี ๆ ให้กันไหมดีมาก ๆ เลยค่ะ แต่เราไม่มีเวลาที่เราจะมานั่งวิเคราะห์ว่าเราเป็นอะไรกัน ใช่ ไม่ใช่
บี : ก็เลยเลี้ยงแต่ลูกไม่ได้คุยเรื่องความรู้สึกกัน

แล้วทำไมวันหนึ่งไม่ได้เป็นคนที่ดูแลลูกต่อ?
นุ่น ดารัณ : คือ ตอนนั้นเราก็ตั้งธงไว้ว่าไม่ว่ามีอะไรที่เกิดกับลูก เราจัดการเราต้องลุกขึ้นมาจัดการ เขามารับผิดชอบหนักหนาสาหัสแบบนี้เขาก็เครียด เราก็เครียดพอเครียดกับเครียดมาเจอกันก็ตีกัน เรื่องนี้ทำไมต้องเคร่งครัดขนาดนี้ บีเขาจะมีระเบียบค่ะ เวลาอาหารก็ต้องเป็นเวลาอาหาร ต้องไม่มากินขนมในเวลาอาหาร นมในระหว่างมื้อต้องกี่โมงเกินมา 5 นาทีเอาแล้วเราก็รู้สึกว่ามันเยอะไป พยายามจะแก้แต่มันเป็นนิสัยเขาแล้วเขาหวังดี
บี : ยอมรับค่ะ ว่ามันมีแต่ความรักแล้วก็หวังดีไม่ได้ค่ะ สำหรับเด็ก แต่ต้องเข้าใจเขาด้วย ซึ่งเรามาตระหนักเมื่อตอนที่ไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว คือตอนที่เราแยกกันแล้วก็ปะทะกันแต่ไม่ได้หนักอะไรแต่ว่าในทุกวันมันรู้สึกว่าแบบมันตึงกันเราก็กลับบ้านตั้งแต่ครั้งนั้นเราก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยแล้วก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย 8 ปี ตอนนั้นเรารู้สึกพังเลย รู้สึกว่าลูกจะอยู่ยังไงใครจะดูแล เรารู้สึกเสียใจทั้งในบทบาทที่เราไม่ได้ดูแลลูก และอกหักในฐานะคนรักที่ไม่สามารถดูแลพวกเขาได้ เพราะว่าคนที่ตัดสินใจให้เราไปไม่ใช่ลูกแต่เป็นเขาเราเลยเหมือนรู้สึกอกหัก แล้วเราก็รักลูกมาก เพราะพี่นุ่นแทบไม่ได้เลี้ยงลูกเลยเขาอยู่กับเรา 90 เปอร์เซ็นต์เลย ตอนนั้นคือ เราก็วิ่งเขาธรรมะช่วยได้จริง ๆ เราก็สวดมนต์ทุกวันเช้า เย็น เราได้ไปอยู่วัดใกล้ชิดกับคนที่เขาดูแลเรื่องจิตใจเราได้ แล้ววันหนึ่งที่เราตื่นขึ้นมาแล้วมันเข้าสู้สภาวะปกติ แล้วก็เดินไปบอกกับคุณแม่ว่าหิวข้าว เพราะก่อนหน้านี้เราไม่อยากทานอะไรเลย แล้วคือจริง ๆเราไปหาหมอจิตเวชมาด้วย เขาก็ถามเรา 2 คำถาม หนึ่งอยากลาออกจากงานไหม สองอยากฆ่าตัวตายไหมเราบอกว่าไม่นะคะ แต่ถ้าเดินออกไปแล้วรถชนตายเอา  ตอนนั้นรู้สึกว่าตายก็ดีแต่เราไม่คิดจะฆ่าตัวตายนะคะ

8 ปีที่หายไป แล้วก็มารู้ว่า นุ่นเป็นมะเร็ง?
บี : รู้จากเพื่อนที่เป็นตัวแทนประกันเขา แต่เป็นเพื่อนสนิทเรา เขาก็บอกว่าพี่นุ่น เป็นมะเร็งเราก็ตกใจมาก เราก็วางหูไปแล้วหันไปบอกคุณแม่แล้วก็ร้องไห้ วันรุ่งขึ้นไหว้พระอธิษฐานทุกที่ที่ไป แล้วที่เราไว้ผมยาวเพราะเราจะได้ตัดผมไปบริจาคให้กับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง บีเชื่อเรื่องความปรารถนาดีไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน อยู่ใกล้กัน แต่ขอให้เธอมีความสุขนะ
นุ่น ดารัณ : ช่วงนั้นก็จะมีเพื่อนบอกเราตลอดว่าเห็นบีไหม แต่เพราะเราบล็อกเขาหมดทุกทาง ดูเขาไว้ทรงผมสิ เราก็คิดว่าเขาทำอะไรทำไมไว้ผมยาว แต่พอเขามาเล่าให้ฟังตอนหลังที่มาเจอกัน เราผิดจริง ๆ ผิดมาก ๆ

แต่ก็ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งคือ ความบังเอิญมาก ๆ?
นุ่น ดารัณ : เราก็ไปอัดเสียงสปอร์ตแล้วเดินออกมา จะถึงประตูอยู่แล้ว เราก็ได้ยินเสียงเรียกพี่นุ่น ที่เราเห็นคือ คุณแม่เขานั่งแล้ว บี ยืน เราก็เดินเข้าไปกราบคุณแม่ก่อน แล้วก็เลยกอดเขาเหมือนคนไม่ได้เจอกันนานแต่กอดนั้นมันกลายเป็นกอดเรียกภาพไปหมดเลยว่าเราไม่ได้โกรธเขาเลยแต่เราคิดถึงเขา เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเรารู้สึกดีใจมากที่เราเจอ (เพราะทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้เคยคิดจะกลับไปหาไปคุย) ก็เลยขอถ่ายรูปกับเขาแล้วก็ขอแอดไลน์ เขาก็บอกเราว่าพี่แค่อันบล็อกบีก็ได้ พอเราได้เจอเขาแล้วเราก็รีบกลับไปบอกลูก (เพราะว่าไม่ว่าใครที่เข้ามาในชีวิตเราเราจะบอกลูกเสมอ) จริง ๆ ลูกเป็นคนช่วยเลือกนะ ว่าให้ใครเข้ามาในชีวิตแม่ เพราะลูกโตพอที่จะรู้เรียนรู้เรื่องรักได้และเราก็อยากจะให้ประสบการณ์ต่าง ๆ ซึ่งพอบอกลูกไปลูกเขาก็จำบี ได้เพราะบีเป็นคนเลี้ยงเขามา และพอเรากลับมาคบกันเหมือนเดิมก็กลายมาเป็นว่าทุกคนคือมาแสดงความยินดีและบอกว่าดีใจจังเลยที่ได้กลับมาเจอกันเราก็ตกใจที่มีคนเห็นความรักเรา แต่เรากลับมองไม่เห็นเลยแต่วันนี้ มีความสุขมากค่ะ ความรักชนะทุกอย่างจริง ๆ

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :