Series Full ReviewOne Ordinary Day : วันถึงฆาตความยุติธรรมที่บิดเบี้ยว หรือถูกบิดเบือน กฎหมายคือของตาย คนใช้กฎหมายคือของเป็น ในเรื่องตามสูตรเป๊ะที่การแสดงถึงใจจนทำให้พาอารมณ์ผู้ชมไปสุดทางviu : 1 Season 8 Episodes (2021) ช่วงปลายปีนี้ นับว่ามีงานซีรีส์ที่เรียกความสนใจผู้ชมออกมาส่งท้ายปีกันอย่างจุใจ โดยเฉพาะสองสามค่ายที่ผู้เขียนมีไว้ในครอบครอง ทาง Disney+ Hotstar ที่เข้าชมน้อยที่สุดก็มี Snowdrop มาเป็นเรือธงให้คอซีรีส์เกาหลีได้ตามดู ส่วนซีรีส์ฝรั่งก็มี Hawkeye ที่ผู้เขียนเพิ่งดูจบลงไปไล่เลี่ยกับเรื่องนี้ที่กำลังจะบ่นยาวๆ ทาง viu นั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะคุณแม่บ้านกำลังดู Happiness แล้วผู้เขียนเองก็ว่าจะดูหลังจากนี้ แถมยังมีงานฟอร์มดีท่าจะถึงใจอย่าง Chimera ที่จ่อคิวให้ดูกันอยู่ ส่วนทาง NETFLIX ที่เป็นแอปหลักสามัญประจำบ้านผู้เขียนก็ส่ง The Silent Sea นำหน้ามาในงานซีรีส์เกาหลี ส่วนที่รอให้ออนแอร์ไปได้สักพักหรือรอจบก็มีอย่าง Bulgasul : Immortal Souls หรือจะเป็นซีซันที่สองของ The Witcher ที่ผู้เขียนดูซีซันแรกมา ยังไงก็คงต้องหาเวลาดู ก็เป็นที่น่าดึงดูดใจจากทางฝรั่ง ซึ่งเอาแค่สามแอปนี้ ก็แทบไม่มีเวลาไปทำอะไรแล้ว เพราะโปรแกรมหนาแน่นเหลือเกิน ไหนจะที่จ่อคิวตามมาอีกที่ผู้เขียนตั้งแจ้งเตือนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นซีรีส์เกาหลีกับซีรีส์ฝรั่งนี่ล่ะ ส่วนที่ผู้เขียนพึ่งดูจบไปหมาดๆ ที่จะเรียกว่าดูรวดเดียวจบก็คงใช่ เพราะแม้จะไม่ติดต่อกันแต่ก็ไม่ทันได้ข้ามวันก็จบแล้ว ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะจำนวนตอนมันมีน้อย ซึ่ง ก็ต้องย้อนกลับไปถึงความเป็นเกาหลีและความเป็นฝรั่งอีกเช่นเคย เมื่อมีบ่อยครั้งที่ทางเกาหลีหยิบจับเอางานทางตะวันตกของฝรั่ง มาตีความใหม่ในบริบททางสังคมของตนเอง ทำให้บางครั้งมองเห็นแนวเกาหลีจัดจ้านมากกว่าเห็นว่าเป็นงานรีเมค ซึ่ง มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่การตีความใหม่ ใส่ความเป็นเอกลักษณ์ของเกาหลีลงไป ก็มีสิ่งที่ต้องแลกคือ ขนบ (หรือไม่) ที่ซีรีส์เกาหลีมักจะมีจำนวนตอนที่มากกว่าของฝรั่ง เมื่อหยิบเอาของฝรั่งมาเล่าในทางของตนจึงต้องตีความ เติม แต่งลงไปให้มีจำนวนตอนที่มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาซีรีส์เกาหลีที่เคยดูมามักจะมีอย่างน้อยก็สิบสองตอน สิบหกตอนเป็นมาตรฐาน เกินกว่ามาตรฐานก็ไปยี่สิบตอน ยี่สิบสี่ตอนหรือมากกว่านั้น แต่มีไม่มาก ซึ่ง มันอาจจะทำให้อารมณ์ของงานต้นฉบับที่เคยเข้มข้น หรือจัดจ้านถูกเจือจางลงไปกับสิ่งที่ใส่เข้ามาเพื่อยืดมันออกไป ทว่า เรื่องที่ท่านกำลังจะได้อ่านเรื่องนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น แม้ว่าจะมีการยืดออกมาจากต้นฉบับ Criminal Justice (2008) ที่เป็นงานสร้างของ BBC จากทางสหราชอาณาจักร ที่ของเดิมมีเพียงห้าตอน แต่เกาหลีออกมาแปดตอน ซึ่งถือว่าไม่เยอะจากของเดิมเท่าไหร่นัก ซึ่ง ก็เป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนไม่ได้ดูงานต้นฉบับ แต่ ด้วยความที่ผู้เขียนชื่นชอบงานแนวคอร์ทรูมดราม่าแบบนี้เป็นทุน และดูงานแนวนี้มาค่อนข้างมาก ก็พอคาดเดาได้ว่า อารมณ์ที่ได้รับคงไม่หนีไปจากต้นฉบับมากนัก หรืออาจเป็นไปได้ที่ว่าสัมผัสได้ถึงความเป็นสากลของเรื่องนี้จากทางเกาหลีได้ชัดเจน พร้อมกับความเข้มข้น คำถามที่เรื่องต้องการจะถามกับผู้ชมในเรื่องของ ความยุติธรรม #OneOrdinaryNightเรื่องย่อวันธรรมดาวันหนึ่งของ คิมฮยอนซู (#คิมซูฮยอน) หนุ่มหล่อนักศึกษาที่เป็นคนที่ธรรมดาที่สุด ชีวิตของ คิมฮยอนซู ก็น่าจะเป็นไปตามแบบฉบับของชายหนุ่มทั่วไป ถ้าเกิดว่าในคืนนั้น เขาไม่ตัดสินใจไปร่วมงานปาร์ตี้กับเพื่อนๆ โดยที่ระยะทางอยู่ไกลทำให้เขาต้องแอบขับรถแท็กซี่ของพ่อออกไป แต่ การเลี้ยวผิดพาให้เขาขับรถแท็กซี่เข้าสู่เขตชุมชน ทันทีที่รถติดไฟแดง ผู้โดยสารหนึ่งคนก็ขึ้นมา ด้วยความซื่อของ คิมฮยอนซู เขาจึงปฏิเสธไม่ได้ และผู้โดยสารคนนั้นก็เป็นหญิงสาวหน้าตาดี จากการคุยกันที่เริ่มถูกคอ คิมฮยอนซู และหญิงสาวก็ไปเที่ยวด้วยกัน และจบลงที่บ้านของหญิงสาว ด้วยการมีเพศสัมพันธ์กัน และด้วยฤทธิ์ยาที่หญิงสาวนางนั้นมอบให้ ประกอบกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ คิมฮยอนซู จึงหลับสนิทเพื่อที่จะตื่นมาพบว่า หญิงสาวที่เขาและเธอเพิ่งจะมีอะไรกันนั้น กลายเป็นศพนอนอยู่บนเตียงในสภาพที่โหดร้ายต่อสายตาที่สุด ด้วยความตกใจ คิมฮยอนซู จึงพยายามทำลายร่องรอยที่เขาและเธอเล่นมีดกัน และหนีออกมาจากบ้านหลังนั้น แต่ เหมือนพระเจ้าจะไม่เข้าข้าง เมื่อ คิมฮยอนซู ขับแท็กซี่ออกมาเจอกับด่านตรวจแอลกอฮอล์ ซึ่งนำพาเขามายังสถานีตำรวจ กระทั่ง ตำรวจพบว่าเขาคือคนที่หนีออกมาจากบ้านหลังนั้นตามปากคำพยาน หนำซ้ำยังพกมีดที่ตำรวจคิดว่าเป็นอาวุธสังหารไว้กับตัว คิมฮยอนซู จึงตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตาย และระหว่างถูกขังที่สถานีตำรวจ ทนายความที่ท่าทางไม่ค่อยเหมือนทนายเท่าไหร่คนหนึ่ง ก็ไม่สามารถละสายตาจากเด็กที่อยู่ในอาการหวาดกลัวและสิ้นหวังอยู่ในห้องขังได้ เขาจึงหันหลังกลับไปหา คิมฮยอนซู และจากการสนทนานั้น คิมฮยอนซู ก็ได้ตกลงให้ทนายความชั้นสามอย่าง ทนาย ชินจุงฮัน (#ชาซึงวอน) ทนายที่ถนัดว่าความคดีเล็กน้อยเพื่อให้เป็นทนายแก้ต่างให้ในคดีฆาตกรรม ในทางเดียวกัน สายสืบ พัคซังบอม (#คิมฮงฟา) ก็เตรียมพยานหลักฐานส่งให้กับอัยการ แต่ คิมฮยอนซู ก็ยืนกรานในความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่สายสืบ พัคซังบอม ก็มีความเชื่อในแบบของเขา คดีจึงถูกส่งให้กับอัยการ อันแทฮี (#คิมชินรก) เพื่อขออนุมัติหมายจับและฝากขัง ซึ่งก็ทำให้ คิมฮยอนซู ต้องเขาไปอยู่ในเรือนจำในระหว่างพิจารณาคดี เรือนจำที่เป็นเหมือนกับนรกของคนดีๆ และในทางคดีที่ต้องต่อสู้กันนอกห้องขัง คิมฮยอนซู จึงต้องฝากความหวังของชีวิตไว้กับทนาย ชินจุงฮัน แต่ แม้ว่าตัวของ คิมฮยอนซู จะไม่รับสารภาพ ตัวเขาเองก็ยังจำอะไรไม่ได้ และในวิธีการต่อสู้ทางกฎหมาย ฝ่ายตำรวจและอัยการก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ คิมฮยอนซู เป็นฆาตกร และทนาย ชินจุงอัน ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ว่า คิมฮยอนซู ไม่ใช่ฆาตกร แต่กระนั้น สิ่งสำคัญมันอาจจะอยู่ที่ ทนาย ชินจุงฮัน เชื่อหรือไม่ว่า คิมฮยอนซู ไม่ใช่ฆาตกร และผู้ชมเชื่อหรือไม่ว่า คิมฮยอนซู ไม่ใช่ฆาตกรตามสูตรเป๊ะแต่ยังเข้มข้นถึงอารมณ์ด้วยคำถามเรื่องของความเชื่อในกฎหมายและเชื่อใจลูกความจะว่าไป เรื่องนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากงานคอร์ทรูมดราม่าขึ้นโรงขั้นศาลทั่วไปที่เคยได้เห็นมา ที่มีจุดเด่นคือการเล่นกันที่อารมณ์ผู้ชม ที่มักจะออกมาเป็นสีเทาๆ นั่นคือสงสัย ไม่มั่นใจในตัวละคร ทำให้เส้นแบ่งทางมโนธรรมทำงานอย่างหนัก เมื่อตัวละครที่คิดว่าตัวเองบริสุทธิ์ ก็ยังคงมีความน่าสงสัย หลักฐานก็ดูแน่นหนาจนทำให้ไม่อาจแน่ใจได้ว่าถูกกลั่นแกล้ง แต่ ก็ยังมีช่องให้มีความแตกแยกในสมอง เมื่อก็ยังมีช่องว่างบางอย่างที่จะเห็นใจผู้ต้องหา นั่นหมายความว่า งานแนวนี้ บทจะต้องชี้นำสมองของผู้ชมให้ตั้งคำถามกับหัวใจตนเองว่า เชื่อหรือไม่เชื่อในตัวของผู้ต้องหา ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในระดับยอดเยี่ยม ไม่มีรอย ไม่มีช่อง อยู่ในระดับไร้ที่ติ แล้วเมื่อถูกนำพามาทางนี้ จุดที่จะพิสูจน์อะไรบางอย่าง มันจึงเป็นเรื่องของความเชื่อใจในกันและกันระหว่างผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหากับทนายความ และไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร คนทั้งสองต้องเชื่อใจกันผ่านเหตุการณ์วัดใจ และเมื่อถึงจุดนั้น บทก็จะขีดเส้นชัดเจนให้กับอารมณ์ผู้ชม ด้วยการวางตัวผู้รักษากฎหมายให้ออกมาเป็นความอันแฟร์ คือมีเป้าประสงค์บางอย่างในคดี และนั่นก็คืออารมณ์ลุ้นระทึกและสุดเร้าใจเมื่อถึงการเผชิญหน้ากันในศาล และส่วนนี้ก็ยังเยี่ยม แต่ สิ่งที่บทละครเรื่องนี้เขียนออกมาได้ดีมากคือ นอกจากของมันต้องมีอย่างที่ว่ามาแล้ว บทยังสร้างแรงกระเพื่อมของเหตุการณ์ด้วยผลกระทบของคนดีที่ต้องตกไปอยู่ในเรือนจำ ซึ่งเป็นสถานที่ดัดสันดานเดนทรชน แล้วการใช้ชีวิตข้างในนั้นด้วยความสิ้นหวังด้วยปัจจัยต่างๆที่ต้องเจอ ก็ได้สร้างปมในใจในเรื่องของการถูกผลักลงสู่นรกโดยระบบตุลาการ หรือระบบความยุติธรรมขึ้นในตัวละคร อันจะพัฒนาคนดี คนธรรมดา ให้กลายเป็นปีศาจ จนหันหลังให้สังคมทีละน้อย ซึ่ง ก็คือการสร้างเหตุและผลของการถูกผลักออกจากสังคมของคนธรรมดาหนึ่งคน ส่วนนี้ก็ยังคงเยี่ยม เรื่องจึงมีแค่คุก ศาล และคุก หากแต่ยังทำให้อารมณ์ผู้ชมถูกกดลงไปได้อีก ด้วยการที่บทยังสร้างคำถามมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความยุติธรรม ที่กระบวนการถูกดำเนินด้วยมนุษย์ เมื่อคนที่ถือกฎหมายอยู่ในมือมีวัตถุประสงค์บางอย่างในการทำคดี นั่นก็คือการเอาความรู้สึกส่วนตัวใส่เข้าไปในกฎหมาย ที่แท้จริงแล้วต้องสะอาด เมื่อความใสสะอาดถูกเจือปนด้วยความเป็นมนุษย์ กฎหมายก็ไม่อยู่ตรงกลางอีกต่อไป และผู้ชมจะรู้สึกได้จากทั้งสองทาง ทั้งฝั่งทนายความจากสำนักงานกฎหมายใหญ่ ที่มีอิทธิพล เก่ง แต่ไร้หัวใจ รวมถึงฝั่งอัยการเอง และแน่นอน ตำรวจที่ดูแลคดี ซึ่งนำพามาซึ่งความเร้าใจอย่างถึงขีดสุด เมื่อถึงเวลา ผู้ชมจะเลือกมองผู้รักษากฎหมายในมุมมองที่น่าจงชัง และแน่นอนว่า มันปฏิเสธไม่ได้ เพราะในโลกแห่งความจริงก็แทบไม่ต่างกัน และสิ่งเหล่านี้ ก็คือที่มาของความยอดเยี่ยมในงานด้านบท ที่มอบความเร้าใจ ให้อารมณ์ที่ผู้ชมต้องเลือกว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อในตัวละคร เพราะหากผู้ชมเชื่อมั่นในตัวเขา หัวใจและอารมณ์ก็ไม่ต่างจากทนายที่เชื่อใจเขา คือรังเกียจวิธีการของฝ่ายรักษากฎหมาย ที่บิดเบือนได้ทุกทาง เพื่อที่จะปิดคดีให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง แต่หากผู้ชมไม่เชื่อในตัวละคร หัวใจและอารมณ์ของผู้ชมก็จะรู้สึกเหมือนกับอัยการ ว่านี่คือคนที่หน้าเนื้อใจเสือ หน้าซื่อใจคด และเล่นละครเก่ง แต่กระนั้น เมื่อถึงบทสรุปที่ความจริงก็มีความพลิกผัน แต่ก็ไม่ได้เหนือความคาดเดาเท่าไหร่ คำถามในหัวใจก็จะตามมาว่า เมื่อความยุติธรรมถูกใช้โดยคนที่มุ่งหวังในการทำคดี แท้จริงแล้ว ความยุติธรรมบิดเบี้ยวไป หรือว่า ความจริงความยุติธรรมยังคงอยู่ที่เดิม แต่ถูกบิดเบือนไปโดยมนุษย์ แต่สิ่งที่ไม่มีทางเหมือนเดิมคือ คนที่ต้องรับผลของการบิดเบือนนั้น แผลในใจที่ได้รับจากการถูกคุมขัง ได้เปลี่ยนเขาไปแล้ว ใช่หรือไม่.....การแสดงในระดับท็อปทำให้เรื่องที่สามารถคาดเดาได้สบายให้ออกมาเร้าอารมณ์อย่างจงหนักเอาตามตรงคืองานดราม่าขึ้นโรงขึ้นศาลแบบนี้ เป็นเรื่องที่คลาสสิค และมีการเล่ามามากมาย ซึ่งมันมีความเร้าใจในตัวของมัน เพราะเรื่องของสองมุมของทางกฎหมายแบบนี้ มันได้ผลดีเพราะหัวใจผู้ชมถูกขีดเส้นแบ่ง และสร้างทางแยกไว้แล้ว แต่ สิ่งที่เป็นจุดตายของเรื่องแนวนี้คือ ผู้ชมมักจะเชื่อด้วยใจไปแล้ว และเรื่องมักจะไม่ค่อยพลิกหรือหักมากมาย นั่นจึงหมายความว่า บทสรุปสุดท้ายมักจะถูกคาดเดาไว้แล้วหมดสิ้น และส่วนใหญ่ก็มักจะเดาได้แล้ว เพียงแต่ การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ อารมณ์ที่ผู้ชมจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับตัวละคร จะเชื่อฝั่งไหน จะเอาใจช่วยฝั่งไหน ซึ่ง มันจะเป็นตัวกำหนดความรู้สึกผู้ชมให้รู้สึกเร้าใจ งานด้านบทก็มีส่วน แต่ที่ต้องมีส่วนอย่างยิ่งก็คือการแสดง นักแสดงจะต้องทำให้ผู้ชมเชื่อในตัวละครที่รับบทให้ได้ ทำให้ผู้ชมเชื่อให้ได้ในมิติของตัวละคร เพราะหากผู้ชมไม่มีส่วนร่วมกับตัวละครแล้ว ก็พังสถานเดียวซึ่งก็เห็นมาเยอะ แต่สำหรับเรื่องนี้ ถ้าจะให้ฟันธงลงไปเลยคือ ตัวบทและสถานการณ์ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากสูตรสำเร็จ บทสรุปอาจมีพลิกผัน แต่ก็ไม่ได้หักกันจนอ้าปากค้าง ดังนั้น เรื่องนี้ที่สามารถจัดการอารมณ์ผู้ชมให้รู้สึกกดดัน หดหู่ สิ้นหวัง จนกระทั่งเอาใจช่วย อยู่ที่การแสดงของสองนักแสดงหลักทั้งสิ้น ก็ใช่ ที่ถ้าว่ากันตามจริง มีทีมนักแสดงที่จัดจ้านทุกคนทุกบทบาท แต่แก่นของเรื่องมันอยู่ที่ความเชื่อใจกันระหว่างผู้ต้องหากับทนาย ซึ่ง เคมีของป๋าชา ชาซึงวอน กับ คิมซูฮยอน คือเชื่อได้หมดใจ แต่กระนั้นแฟนๆ คิมซูฮยอน ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า มิติตรงนี้มันถูกกำหนดโดย ชาซึงวอน ด้วยมิติทางตัวละคร เพราะทุกอย่างที่ชี้ไปยังความผิดมันยากที่จะเชื่อ แต่เขาเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาเห็นในตัวลูกความของเขา ซึ่ง จุดนี้มันไม่ได้ออกมาจากการแสดงทางกายภาพ แต่มันออกมาทางแววตาและความรู้สึกที่แสดงบนในหน้า ยังไม่นับความเป็นธรรมชาติของตัวละครที่ตัวเองก็มีปัญหา แต่ความเชื่อมั่นในตัวลูกความทำให้ไม่ยอมแพ้ ชาซึงวอน ยังคงให้การแสดงที่อยู่ในระดับท็อปเช่นเคย ว่ากันตามตรงผู้เขียนไม่นึกว่าเขาจะแปรสภาพทางบุคลิกให้ออกมาได้ขนาดนี้ ไม่มีดีไปกว่านี้อีกแล้วสำหรับบททนายที่ทำด้วยใจและความเชื่อเพียงอย่างเดียว ส่วน คิมซูฮยอน นั้น ก็ยังสมราคานักแสดงค่าตัวแพงเบอร์ต้นๆ เพราะการแสดงอารมณ์ให้ผู้ชมหดหู่โดยเป็นธรรมชาตินั้น ไม่ใช่ว่าใครจะทำก็ทำได้ แต่ มิติที่เขาเล่นมันมีมากกว่านั้น เพระตัวบทเลือกที่จะให้ผู้ชมคลางแคลงในตัวเขา ด้วยหลักฐานที่แน่นหนา แต่คิมซูอยอน ก็ยังคงมอบความคลางแคลงนั้นออกมา พร้อมสร้างความสับสนในตัวละครไปพร้อมๆกับวัดใจผู้ชมว่า จะเชื่อในตัวเขาหรือไม่ ทั้งยังมีพัฒนาการที่เห็นได้ในแววตาที่คนธรรมดากำลังจะเปลี่ยนไป เรื่องนี้จึงจัดได้ว่า เป็นที่การแสดงพาอารมณ์ผู้ชมไปได้อย่างที่ต้องการของตัวบท เพราะเรื่องแบบนี้ก็อย่างที่บอก ถ้าหลุดนิดเดียว ผู้ชมจะไม่เอาใจช่วยเลย ด้วยงานด้านภาพและแสงที่สะท้อนให้เห็นความหม่นมืดในคุก กับความสว่างที่เป็นข้างนอก ที่สามารถกดอารมณ์ผู้ชมลงได้เต็มที่เพื่อรองรับความหดหู่ ประกอบงานเพลงธีมที่บ่งบอกเลยว่า สุดท้าย ผู้ร้ายจะเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีที่ดูซื่อๆคนนี้หรือไม่ อยู่ที่หัวใจคุณเลือก ผู้เขียนไม่ได้ดูงานต้นฉบับ เลยไม่สามารถนึกภาพถึงงานนั้นได้ ที่นึกออกอยู่ในสมองเลยคือ ความเห็นส่วนตัวแล้ว อารมณ์เรื่องนี้มันคล้ายกับที่ได้รับในหนังแนวนี้ที่เป็นงานคลาสสิคอย่าง A Time To Kill (1996) ในเรื่องของเส้นแบ่งของนิติธรรมกับมนุษยธรรม ที่สามารถสร้างทางเลือกที่ยากตัดสินใจให้ผู้ชมว่าจะเลือกทางไหน และแน่นอน ความเชื่อในกันและกันของทนายกับลูกความ และเรื่องนั้น ก็ไม่ได้ยากที่ผู้ชมจะคาดเดาบทสรุป แต่ความเข้มข้นเร้าใจก็อยู่ที่บท และการแสดงที่สามารถได้ใจผู้ชมไปจนสิ้นของ แซมมวล แอล แจ๊คสัน กับ แมทธิว แม็คคอนาเฮย์ และเรื่องนี้ก็ไม่ได้ต่างไปจากนั้น เพราะแม้บทจะไม่ใช่เรื่องใหม่ ผู้ชมสามารถเดาได้เดาออก แต่ความเข้มข้นระหว่างทางที่เดินไป มันอยู่ที่การแสดงอย่างชัดเจน จนอาจเรียกได้ว่า การแสดงสะกดผู้ชมได้ ซึ่งสำหรับ ชาซึงวอน คือความสมบทบาท เป็นธรรมชาติทุกแง่มุม ส่วน คิมซูฮยอน คือความน่าสงสัย พัฒนาการ และการแสดงซีนอารมณ์ที่ทะลุทะลวง เป็นธรรมชาติและไม่ดูจงใจ ยังไม่นับถึงการเชือดเฉือนกันด้วยบทสนทนา หรือการเผชิญหน้ากันระหว่างสองนักแสดงระดับหัวแถวของวงการที่เรียกว่า กำไรตกอยู่กับผู้ชมเต็มที่ ซึ่งแม้ว่าจะแบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน แล้วฝั่งของอัยการตำรวจก็ทำหน้าที่ได้ดีแล้ว แต่พลังดารา เคมี การแสดงที่ผู้ชมเทใจให้ เชื่อในความเชื่อมั่นของเขาทั้งสอง ก็ทำให้ศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ ชาซึงวอน และ คิมซูฮยอน แต่ ถ้าจะมองข้ามนักแสดงสมทบก็คงจะใจร้าย เพราะแต่ละคนก็ปล่อยของกันแบบสุดๆไปเลยกันทั้งนั้น ซึ่งก็หมายความว่า บทตั้งต้นมาให้อย่างดีมากแล้ว แม้จะมีบ้างที่จบแบบปลายเปิดที่ให้ผู้ชมคิดเองที่ดูไม่ค่อยสมใจผู้ชมเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นความเยี่ยมในอีกแนว แล้วนักแสดงก็สามารถถ่ายทอดสิ่งที่บทต้องการออกมาได้อย่างถึงใจถึงอารมณ์ เลยทำให้งานชิ้นนี้ ถ้าวัดกันที่ไม่ได้ดูต้นฉบับ ไม่สามารถเปรียบเทียบได้ ก็จัดว่านี่คืองานที่ #อย่าเพิ่งตายถ้ายังไม่ได้ดู เพราะแค่ดูการแสดงของสองนักแสดงนำชาย ก็คือกำไรชีวิตแล้ว#ดูไปบ่นไปขอบคุณภาพประกอบภาพปก / ภาพที่ 1 จาก Facebook: Viu Thailandภาพที่ 2 / ภาพที่ 3 / ภาพที่ 4 จาก Facebook: ดูไปบ่นไปจะฟังเพลงหรือดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !