ลิเก เอ่ยชื่อนี้ ใครบางคนก็อาจจะรู้จัก คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่หลายคนก็อาจจะไม่รู้จัก ไม่เคยดู ไม่รู้ว่าลิเกคืออะไร การหาข้อมูลทำให้ทราบว่า ลิเก มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คำว่า ลิเก เพี้ยนมาจากภาษาเปอร์เซีย คำว่า เษกรฺ อ้างอิงไปถึงเรื่องบทสวดบทสรรเสริญของชาวเปอร์เซีย เข้ามาไทยในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีบันทึกว่า ลิเก มี 4 ประเภท 1. ลิเกบันตน ต้นทางมาจากภาษามาลายู ต่อมาจึงมีการใช้ภาษาไทยแทรกไปบ้าง แสดงกับดนตรีรำมะนา การแสดงจะมีสอดแทรกเพลงบันตนเป็นระยะในการแสดงแต่ละชุด2. ลิเกลูกบท จะใช้ปี่พาทย์แทนรำมะนา การแต่งกายแบบฉูดฉาดตามสมัย การขับร้องและแสดงแบบเพลงลูกบท3. ลิเกทรงเครื่อง เป็นการผสมผสานการแสดงของลิเกบันตนและลิเกลูกบท การร้องการำมีแบบแผน มีการแสดงเป็นเรื่องราว มีการออกแขกก่อนการแสดง ใช้ดนตรีปี่พาทย์ ซึ่งลิเกทรงเครื่อง คือลิเกที่พบเห็นและเป็นที่นิยมและพบเห็นได้มากสุด4. ลิเกป่า เป็นลิเกที่ได้รับความนิยมในภาคใต้ ใช้ดนตรี 3 อย่างในการแสดง คือ กลองรำมะนา 1-2 ใบ ฉิ่ง 1 คู่ กรับ 1 คู่ บางคณะอาจจะมีโหม่ง และทับด้วย ซึ่งในปัจจุบันลิเกป่า มีเหลือน้อยแล้ว การแสดงลิเก ก็ต้องมีนักแสดง ซึ่งบทเด่น ๆ ก็ต้องเป็นตัวพระเอกนางเอก คณะไหนพระเอกนางเอกสวยหล่อแสดงเก่งก็จะมีพ่อยกแม่ยกเยอะ มีรายได้จากพวงมาลัยคืนละหลักพันไปถึงหลักแสนก็มี พออายุมากขึ้นก็เป็นตัวพ่อแม่ ตัวเด่นที่ขาดไม่ได้ในทุกการแสดงก็คือตัวโกง ภาพลักษณ์โผงผางดุดัน แต่ก็แฝงความตลกเข้าไปด้วย และตัวที่เด่นแย่งซีนใครต่อใครได้ ก็คือ ตัวโจ๊ก หรือตัวตลกนี่เอง ส่วนใหญ่จะเป็นลูกน้องพระเอก การแต่งตัวต้องโดดเด่น การเล่นต้องจังหวะดี การแสดงลิเกตั้งแต่สมัยอดีตเป็นการแสดงที่ได้รับความนิยมมาก จะงานวัดงานประจำปี งานแก้บนงานล้อมผ้า เสน่ห์ของลิเกคือการแสดงในเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เดินเรื่องด้วยบทร้องบทรำ และลิเกก็มีการพัฒนาตามยุคตามสมัย มีทั้งดนตรีที่เพิ่มขึ้น ฉากที่อลังการ บางคณะมีสลับด้วยคอนเสิร์ต ก็เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละคณะในปัจจุบันการแสดงลิเกเริ่มหาดูยาก ด้วยความนิยมที่ลดลง แต่ในหลายพื้นที่ในแถบภาคกลาง ลิเก ก็ยังถือว่าพอมีพื้นที่ให้ได้เล่นได้แสดง พอมีรายได้หล่อเลี้ยงคณะ และได้สืบสานศิลปะการแสดงแขนงนี้อยู่ และหวังว่าในอนคตก็จะยังมีลิเกแสดงให้เราชมกันต่อไป รูปทั้งหมดถ่ายจากการไปชมมาด้วยตัวเอง